06 พฤศจิกายน 2553

เตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องกินยาต้านไวรัสเอชไอวี (ARV)

เตรียมพร้อมรับยาต้านไวรัสเอชไอวี

ยอมรับเลยว่า ตัวผมเองก่อนทราบผลตรวจซีดี 4 มีความคิดอยู่ในใจว่า หากเกณฑ์การรักษาด้วยการรับยาต้านไวรัสเริ่มใช้ที่ระดับซีดี 4 ต่ำกว่า 350 ผมคงต้องกินยาต้านไวรัสอย่างหลีกไม่พ้น เพราะในช่วงที่ผ่านมาผมต้องเผชิญกับสิ่งที่ทำให้เครียดหลาย ๆ เรื่อง คิดว่าค่าซีดี 4 คงต่ำกว่า 350 และต้องกินยาต้านไวรัสเอชไอวี หรือเรียกสั้น ๆ ทับศัพท์ว่า ARV แน่ ๆ แต่พอผลซีดี 4 ออกมาคือ ซีดี 4 เท่ากับ 439 และเปอร์เซ็นต์ซีดี 4 อยู่ที่ 25.23 ทำให้ผมทราบว่ายังไม่ต้องกินยาต้านไวรัส และค่าซีดี 4 สูงกว่าที่ผมคาดไว้ อาจเป็นเพราะช่วงที่ตรวจผมพยายามพักผ่อนให้เพียงพอก่อนตรวจประมาณ 1 สัปดาห์

ทำอย่างไรจึงพร้อมกินยาต้านไวรัสเอชไอวี

  1. ประเมินใจตัวเองว่าพร้อมหรือยังที่จะเปิดเผยตัวต่อเจ้าหน้าที่ และพร้อมกินยาอย่างต่อเนื่องทุกวันและตลอดไป
  2. ประเมินความพร้อมด้านการเงิน และค่าใช้จ่ายในการรับยา (ตรงนี้นะครับ ผมขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมนะครับ เนื่องจากข้อมูลนี้พิมพ์มาหลายปีแล้ว เนื่องจากในปัจจุบันเราสามารถรักษาได้ฟรีโดยใช้สิทธิต่าง ๆ ทั้งสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิประกันสังคม และสิทธิข้าราชการ ประเมินตัวเองว่าเราสามารถใช้สิทธิในการรักษาพยาบาลแบบใด และหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้สิทธินั้น)
  3. หาความรู้เรื่องการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี (ของเดิมเป็นเอดส์ ผมขอปรับเปลี่ยนหน่อย) ที่จะกิน รู้สูตรยา รู้อาการข้างเคียง รู้คุณโทษในการกินยาระยะยาว (เพิ่มเติมเองนะครับ รู้ว่าเมื่อกินยาตัวนั้นแล้ว ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทใดที่จะไปลดฤทธิ์ยา หรือไปเพิ่มฤทธิ์ยา หรือถ้าจะกินสมุนไพรควรคู่ไปด้วย ควรหลีกเลี่ยงสมุนไพรตัวใดหรือวิตามินตัวใดที่ไม่ควรกินพร้อมกับการกินยาต้านไวรัส)
  4. วางแผนการดำเนินชีวิตและเตรียมรับอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวจากการกินยา
หัวใจสำคัญของการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี (ของเก่า ยาต้านไวรัสเอดส์)
  1. เลือกสูตรยาอย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งแต่ละคนมีความเหมาะสมแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย การยอมรับได้ในการกินยา และการตัดสินใจของแพทย์ ทั้งนี้ต้องให้ข้อมูลประวัติการรักษาในอดีต เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยในการป้องกันการดื้อยา และเป็นประโยชน์ในการเลือกสูตรยาให้เหมาะสม อีกทั้งต้องปรับเวลาการกินยาให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตประจำวัน
  2. ทำความเข้าใจขั้นตอนการกินยาเป็นอย่างดี
  3. มีวินัยในการกินยาตรงเวลา กินเวลาไหนตามสะดวกแต่ต้องเป็นเวลาเดียวกันทุกวัน ระยะห่างระหว่างยาแต่ละมื้อต้องแม่นยำและเหมือนกันทุกวัน เพื่อไม่เปิดโอกาสให้เชื้อพัฒนาตนเองมาดื้อยาได้ และสามารถควบคุมเชื้อเอชไอวีได้ตลอดเวลา เพราะระดับยาในเลือดคงที่เท่ากันตลอดทุกวันเวลา
  4. ยาก่อนอาหารต้องกินตอนท้องว่าง และกินก่อนอาหารอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
  5. ยาหลังอาหารต้องกินหลังจากที่มีอาหารกระเพาะอาหาร เพราะจะทำให้ยาถูกดูดซึมได้ดีและป้องกันการระคายเคืองของกระเพาะอาหาร
  6. ยาก่อนนอนมักเป็นยาที่มีผลทำให้ง่วงนอน หรือเวียนศีรษะ มึนงงต้องกินก่อนนอน
  7. การกินยาต้องมีการดูแลร่างกายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มต้นรักษาไปตลอดการรักษา เพราะยาไม่ได้ทำให้เชื้อไวรัสหมดจากร่างกาย แต่ช่วยยับยั้งไม่ให้เชื้อเพิ่มจำนวนขึ้น จึงต้องกินยาเพื่อควบคุมเชื้อตลอดไป ยาอาจมีผลกระทบต่อร่างกายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว จึงต้องมีการติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
อาการผิดปกติที่เกิดจากการกินยาต้านไวรัส
1. การแพ้ยา
  • ถ้าแพ้ยาไม่รุนแรง อาจมีไข้ มีผื่นลมพิษ เยื่อบุอ่อนพองบวม เช่น เยื่อบุตา เยื่อบุปาก หายใจขัดหรือหอบ
  • การแพ้ยารุนแรงจะเกิดการช็อค หายใจไม่ทัน ขาดอากาศ หมดสติได้ ดังนั้น เมื่อทราบว่าเคยมีประวัติแพ้ยา ควรบอกแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ดูแลก่อนรับยาต้านไวรัสเอดส์
2. อาการข้างเคียงจากการกินยาต้านไวรัสเอดส์
  • อาการข้างเคียงในระยะสั้นและไม่รุนแรง พบได้และอาการก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น ภายในเวลาประมาณ 2 - 3 เดือน เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องอืด นอนไม่หลับ ฝันร้าย มีผื่นขึ้นเล็กน้อย
  • อาการข้างเคียงในระยะสั้นและรุนแรง เช่น ภาวะซีด ตับหรือตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ชาปลายมือปลายเท้า นิ่วในไต ซึ่งอาจพบได้ทุกช่วงของการกินยา และอาจทำให้เสียชีวิตได้ถ้าไม่รีบแก้ไข ดังนั้น ต้องติดตามอาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิด โดยการตรวจสุขภาพและผลวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการเป็นระยะ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคตับอักเสบ หรือมีโรคประจำตัวอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องได้ ต้องให้ข้อมูลแก่แพทย์ให้มากที่สุดเพื่อประโยชน์ของตนเอง
  • อาการข้างเคียงในระยะยาว มักพบหลังจากกินยาเป็นเวลานาน ส่วนใหญ่ตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป บางรายพบได้ในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี อาการข้างเคียงในระยะยาว เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ทำให้หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย การกระจายและสะสมของไขมันผิดปกติและผิดที่ มีไขมันพอกที่ต้นคอ ลำตัวอ้วน แขนขาลีบ แก้มตอบ
ขอบคุณเนื้อหาและรูปภาพจาก คู่มือการดูแลและรักษาตนเองสำหรับผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.พิมพ์ครั้งที่่ 2 พฤศจิกายน 2549

หากสนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก รู้จักยาต้านไวรัีส นะครับ

05 พฤศจิกายน 2553

ครอบครัวเดียวกัน เอดส์รักษาได้

รายการ ครอบครัวเดียวกัน เอดส์รักษาได้ ออกอากาศวันที่ 11 กันยายน 2553 ทางทีวีไทย
แขกรับเชิญ คุณ อภิัวัฒน์  กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีแห่งประเทศไทย

ช่วงที่ 1


ช่วงที่ 2


ช่วงที่ 3


ช่วงที่ 4


ขอบคุณ เจ้าของคลิป ladyEdnaMode ที่ได้นำคลิปรายการเผยแพร่ใน youtube ช่วยให้ผมได้มีโอกาสนำคลิปรายการมาเผยแพร่ และขอขอบคุณ ผู้ผลิตรายการ ครอบครัวเดียวกัน ที่ได้ผลิตรายการที่ช่วยให้คนในสังคมได้เข้าใจและยอมรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีมากขึ้น

09 กรกฎาคม 2553

บทเรียนชีวิต.. ที่แลกด้วยความตาย

เมื่อวาน (8 กรกฎาคม 2553) นที (นามสมมุติ) เพื่อน.. ของเมียผมเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์
โรคที่ผมเชื่อว่า รู้เร็ว.. รักษาได้

ผมรู้จักกับนที หลังจากผมอยู่กินกับเมียผมไม่นาน
นที สนิทกับครอบครัวเมียผม
เมื่อตอนไปเยี่ยมนที ภรรยาผมยังเอ่ยปากให้หายเร็ว ๆ
แล้วจะได้ไปช่วยกันขายของ
ทั้งผมและภรรยา เชื่อว่า ไม่นานนทีคงหาย
และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
แม้จะรู้ว่า อาการของนทีทรุดหนักด้วยโรคแทรกซ้อนหลายโรค
ทั้งโรคปอดอักเสบ เชื้อราในสมอง มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ฯลฯ
นที ไม่ได้มีตุ่มพีพีอี แต่เขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
ร่างกายไม่มีแรงไปซีกหนึ่ง

ในตอนที่น้องสาวเขาถามว่า นทีจะหายจากอาการแขนขาไม่มีแรงหรือเปล่า
ผมได้แต่อึ้ง
เพราะรู้มาว่า
แม้ว่าโรคเอดส์จะสามารถรักษาหายได้
แต่หากมันทำลายอวัยวะสำคัญ เช่น ตา หรือ สมอง
โอกาสที่จะหายกลับมาเป็นปกติ ..ยาก
และอาการแขนขาไม่มีแรงของนที
ผมสงสัยว่าเกี่ยวกับเชื้อราในสมอง

ผมมารู้ทีหลังว่า
นทีรู้ตัวมาประมาณ 2 ปีแล้ว ว่าเขาติดเชื้อเอชไอวี
แต่เพราะไม่มีความรู้เรื่องโรคเอดส์ หรือ การติดเชื้อเอชไอวี
ไม่รู้ว่า เอดส์.. รู้เร็ว รักษาได้
และกลัวคนอื่นจะรู้ว่าเป็น
ทำให้เขาไม่ยอมเข้ารับการรักษา
หรือตรวจเช็คซีดี 4
ใช้ชีวิตของตัวเองไปตามปกติ และปิดบังทุกคน รวมทั้งครอบครัว

เพื่อนที่รู้ผลว่าติดเชื้อเอชไอวี
พร้อม ๆ กับนที
ปัจจุบัน. รักษาด้วยการกินยาต้านไวรัส
ร่างกายยังแข็งแรง ปกติ
ดูภายนอกไม่รู้เลยว่า ติดเชื้อเอชไอวี
เขาเป็นคนเล่าให้น้องสาวของนทีฟัง
ว่านทีกับเขารู้ว่าติดเชื้อเอชไอวีพร้อมกัน
แต่นทีไม่ยอมเข้ารับการรักษา

ความตายของนที
ทำให้ผมรู้สึกหดหู่ใจทุกครั้ง เมื่อนึกถึง

นทีตายเพราะเขาไม่รู้ว่า
เอดส์.. รู้เร็ว รักษาได้
เขาไม่รีบควบคุมเชื้อเอชไอวีด้วยการกินยาต้านไวรัส
ก่อนที่อาการจะทรุดหนักด้วยโรคแทรกซ้อน

เขามาถึงมือหมอช้าเกินไป..
เขาไม่ยอมเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาล..

หมอบอกให้น้องสาว พาเขากลับบ้าน ทำใจ
ตัวเขาเอง สั่งน้องสาวตอนที่ยังรู้สึกตัวว่า
หากเขาไม่รู้สึกตัวหรือเป็นอะไรไม่ต้องพาไปโรงพยาบาลอีก
(น้องสาวเขาเล่าให้ผมฟังอย่างนี้)

ผมเขียนเรื่องนี้ในขณะที่รู้สึก เศร้า และหดหู่ใจ
แต่ผมก็ยังเชื่อมั่นเหมือนเดิมว่า
เอดส์.. รู้เร็ว รักษาได้
เอชไอวี ควบคุมได้ (ด้วยยาต้านไวรัส)

ปล.
ผมนึกแล้วหดหู่ใจทุกครั้ง
เมื่อนึกถึงการไปเยี่ยม นที ครั้งสุดท้าย
จากคนที่ไว้ผมยาว
ต้องตัดสั้นเป็นสกินเฮด
เสื้อผ้าไม่ใส่ ใส่แต่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ มีผ้าห่มคลุมหน่อย
เอารูปสมัยที่ไว้ผมยาว แต่งหน้า แต่งตัวสวย วางไว้ข้างหมอน หลายรูป
จำอะไรไม่ค่อยได้ ช้า ไม่สามารถขยับตัวเองได้
ต้องให้คนคอยพยุง
เป็นแผลจาก แผลกดทับ เนื่องจากนอนมาก ขยับตัวเองไม่ได้

20 เมษายน 2553

กำลีังใจคือสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยเอดส์

ตัวผมเองเชื่อเสมอว่า เอดส์..รู้เร็ว รักษาได้ แต่เมื่อได้อ่านกระทู้จาก แฟนยูซ่าจากไปอย่างไม่มีวันกลับ หลับให้สบายนะที่รัก ทำให้ความเชื่อมั่นเริ่มคลอนแคลนพอสมควร หากถามว่า ทำไม่ผมเชื่อว่า เอดส์ รู้เร็ว รักษาได้ ตอบตรง ๆ ก็มาจากประสบการณ์ของผมเองที่เกือบเสียเมียสุดที่รักของผมไป กับโรคแทรกซ้อน ปอดอักเสบพีซีพี แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษา โดยเริ่มจากการรักษาแทรกซ้อน และตามมาด้วยการกินยาต้านไวรัส ไม่นานเธอก็ค่อย ๆ หายจากการป่วย และกลับมาแข็งแรงอย่างรวดเร็ว

เมื่อ 2 วันที่แล้ว ผมได้มีโอกาสพูดคุยเรื่องนี้กับเมีย.. โดยผมเกริ่น ๆ ว่า วันนี้ของเมื่อปีที่แล้ว เธอเกือบตาย ถือว่าโชคดีมาก ๆ ที่รอดมาได้ เมียผมบอกว่า ที่เธอรอดมาได้เพราะเธอได้กำลังใจดี แล้วเธอก็เล่าให้ฟังว่า

ตอนนั้นพี่.. ก็ดูแลหนูดี ไม่เคยห่าง ทั้งพาเข้าห้องน้ำ (เธอไม่มีแรงแม้แต่จะลุกนั่ง หรือลุกยืน) ป้อนข้าว น้ำ แล้วคอยเอากระโถนมาให้เวลาที่หนูจะอ้วก แล้วก็พี่สาว น้องสาว ก็โทรมาให้กำลังใจ หลานสาว หลานชายก็โทรมาหาบอกว่า อย่ากินยาเยอะนะ เดี๋ยวป้า..ตาย หลานสาวของผมก็บอกว่า โตขึ้นจะเป็นหมอมารักษาป้า.. แม่พ่อเธอก็โทรมาให้กำลังใจ แม่ผมก็ไม่ได้รังเกียจเธอ ที่เธอป่วยเป็นโรคเอดส์

พูดง่าย ๆ ว่าผมและเมียโชคดีที่บอกกับคนในครอบครัวของเรา และได้กำลังใจจากคนในครอบครัว แม้ว่าเราทั้งคู่จะไม่ได้บอกกับทุกคน ..เลือกบอกเฉพาะบางคนเท่านั้น แต่คนที่เราเลือกบอกต่างเป็นกำลังใจให้กับเราทั้งคู่ ทั้งคนป่วยและคนดูแลคนป่วย บอกตามตรงเลย.. ในใจผมตอนนั้นไม่มีความมั่นใจเหมือนกับที่ปากบอกกับเมียเลย

กินยาแล้วเดี๋ยวก็หาย.. ตอนนี้หมอเค้ารักษาโรคแทรกซ้อนก่อน เดี๋ยวพอกินยาต้านไวรัสแล้ว อาการต่าง ๆ ก็จะดีขึ้นเหมือนคนปกติ..

พูดตามตรง นอกจากเป็นคำปลอบใจเมียแล้ว ยังเป็นคำปลอบใจตัวเองด้วย แต่ผมไม่ได้เชื่ือมั่นเต็มร้อย อย่างที่ปากพูดเลย

เพื่อนผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีทั้งคนที่บอกครอบครัว และไม่บอกกับครอบครัว เหตุผลต่าง ๆ กันไป แต่กรณีของยูซ่าและแฟน เลือกไม่บอกกับครอบครัว ทั้งคู่ต่อสู้กันตามลำพังสองคน ยอมรับเลยว่า ต้องอาศัยจิตใจที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยวมากกว่าผม ที่พอรู้ก็บอกแม่ทันที (คือปกติมีอะไรผมจะไม่มีความลับกับแม่)

ก่อนจะถึงบทสรุป ผมอยากจะเล่าเรื่องของคนป่วยด้วยโรคเอดส์คนหนึ่ง เป็นคนรู้จักของเมียผม เป็นผู้หญิง ผัวป่วยตายไปด้วยโรคเอดส์ ผมพบเธอตอนเมียผมเข้าโรงพยาบาลเพราะป่วยด้วยโรคแทรกซ้อน ดูจากภายนอกเธอไม่มีตุ่ม มีหนองหรือแผลตามตัวให้รังเกียจ แต่เมียผมเล่าให้ฟังว่าเธอติดเอดส์จากสามี สามีตายไปหลายปีแล้ว เธอมีลูกแต่ลูกก็ไม่สนใจ เธอรู้จักเมียผมตอนนั้นเมียผมป่วยนอนโรงพยาบาล ก็ได้อาศัยไหว้วานเมียผม (ช่วงเช้าถึงก่อนเย็น เมียผมจะพอลุกไหว ไม่ถึงกับลุกไม่ขึ้นทั้งวัน ตอนนั้นเธอยังไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อเอชไอวี)

จริง ๆ พี่น้อย (นามสมมุติ) แกก็มีลูกสาว แต่ลูกสาวก็ไม่สนใจเฝ้า มาเฝ้าตามหน้าที่เท่านั้น ไม่สนใจแม่.. แกเองก็ไม่มีกำลังใจ ไม่ยอมกินยา ไม่ยอมรักษา จนกระทั่งป่วยหนัก เข้าโรงพยาบาล หลังจากแฟนผมออกจากโรงพยาบาลไม่กี่วัน เธอตายไปขณะที่แฟนผมกำลังป่วยหนักอยู่ที่บ้าน


ที่ผมเขียนเล่ามาทั้งหมด ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะบอกว่า การบอกกับครอบครัวว่าติดเชื้อเอชไอวีดีหรือไม่


แต่อยากจะบอกว่า เมื่อเราป่วยสิ่งสำคัญที่สุดคือ ความหวังและกำลังใจ จากคนใกล้่ชิด ยาเป็นสิ่งสำคัญในการรักษา แต่กำลังใจจากคนรอบข้างคือสิ่งสำคัญที่สุด

และถ้าญาติและคนในครอบครัวของคุณป่วยด้วยโรคเอดส์ ขอเพียงความเข้าใจและกำลังใจให้กับพวกเราผู้ติดเชื้อ เราจะมีโอกาสรอดและอยู่กับคุณไปได้อีกหลายปี และถ้ากินยาต้่านไวรัสแล้ว เราสามารถทำมาหากิน ไม่เป็นภาระให้กับใคร (ยกเว้นรายที่ป่วยหนัก และโดนเชื้อโรคทำลายอวัยวะส่วนที่สำคัญ)

01 เมษายน 2553

การตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี และวินโดว์พีเรียด

การตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี


การตัดสินว่าบุคคลใดติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่สามารถทำได้โดยการตรวจเลือด ซึ่งจะสามารถยืนยันการติดเชื้อได้ก็ต่อเมื่อ ตรวจพบแอนติบอดี้ของเชื้อเอชไอวี (โปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อมีสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย) ในเลือด

ตรงคำว่า "ตรวจเลือด" นี่เอง ที่บางครั้งทำให้เพื่อนผู้ติดเชื้อเอชไอวีสับสน เป็นความจริงที่ว่าการตรวจหาค่าซีดี 4 ค่าไวรัสโหลด ก็คือ การตรวจเลือด การตรวจหาค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า CBC ก็คือ การตรวจเลือด แต่ทั้งการตรวจค่าซีดี 4 การตรวจไวรัสโหลด และ การตรวจ CBC การตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี มีจุดมุ่งหมายในการตรวจต่างกัน น้ำยาที่ใช้ในการตรวจ ตลอดจนเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ผลต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้จากการตรวจอย่างหนึ่ง จะเอาไปแปลผลในการตรวจอีกอย่างหนึ่งไม่ได้

เช่น การตรวจหาค่า ซีดี 4 หากมีค่าซีดี 4 > 1,000 ไม่ได้หมายความว่า บุคคลนั้นไม่ติดเชื้อเอชไอวี (ค่าเฉลี่ยของซีดี 4 ในคนปกติ คือ 500 - 1200 โดยประมาณ) หรือหากตรวจแล้วมีค่าซีดี 4 < 500 ก็ไม่ได้หมายความว่า บุคคลนั้นจะต้องติดเชื้อเอชไอวี เขาอาจจะป่วย รักษาหรือกินยาบางอย่างที่ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายถูกกด

หรืออย่างกรณีที่ตรวจค่าไวรัสโหลดซึ่งได้ผลเป็น undetectable หรือตรวจไม่พบ ก็ไม่ได้หมายความว่า บุคคลนั้นหายจากการติดเชื้อเอชไอวี เพราะผลที่บอกว่า ตรวจไม่พบ คือ การตรวจหาเชื้อไวรัสในกระแสเลือดเพียงอย่างเดียว ไม่ได้รวมเชื้อไวรัสที่อาจหลบซ่อนอยู่ในต่อมน้ำเหลืองในร่างกาย ในน้ำนม หรือน้ำกาม และการตรวจไม่พบก็ขึ้นอยู่กับน้ำยาที่ใช้ว่ามีความไวมากน้อยเพียงใด อาจมีน้ำยาที่มีความไวต่อเชื้อไวรัสที่มีมากกว่าหรือเท่ากับ 40 ตัวต่อเลือด 1 ซี.ซี. หรือน้ำยาที่มีความไวต่อเชื้อไวรัสที่มีมากกว่าหรือเท่ากับ 20 ตัวต่อเลือด 1 ซี.ซี. นอกจากใช้คำว่า ตรวจไม่พบอาจสรุปว่า VL (Viral Load) < 40 หรือ VL < 20 ขึ้นอยู่กับน้ำยาที่ใช้ตรวจ

ชุดตรวจที่ใช้โดยทั่วไปเรียกว่า อีไลซา (ELISA) และยังมีชุดตรวจแบบด่วนรู้ผลทันทีที่ใช้ในคลินิก (Rapid Test) ถ้าผลการตรวจโดยอีไลซ่าหรือชุดตรวจแบบด่วนเป็นบวก จะต้องมีการตรวจครั้งที่สองเพื่อยืนยันผล

ปกติทุกคนจะได้รับการตรวจซ้ำเพื่อลดโอกาสที่จะเกิดการผิดพลาด (ดังนั้นจึงตรวจครั้งที่สองเพื่อยืนยันผล) ผลตรวจที่ผิดพลาดสามารถเป็นได้ทั้งผลบวกปลอม (นั่นคือผลการตรวจระบุว่าผู้นั้นมีแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี แต่ในความเป็นจริงเขาไม่ได้ติดเชื้อ) หรือผลลบปลอม (นั่นคือการตรวจระบุว่าผู้นั้นไม่มีแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี แต่ในความเป็นจริงเขาติดเชื้อ) ซึ่งผลลบปลอม ยังสามารถเกิดได้ในช่วง "วินโดว์พีเรียด"

วินโดว์พีเรียดคืออะไร?


ในการหาเชื้อเอชไอวีจะทำการตรวจเลือดเพื่อหาแอนติบอดี แทนที่จะหาตัวเชื้อเอชไอวี เมื่อติดเชื้อเอชไอวีร่างกายจะต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งเพื่อสร้างแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี หมายความว่าในช่วงระยะเวลาตั้งแต่เริ่มติดเชื้อจนถึงเวลาที่ระดับแอนติบอดีสูงพอที่จะตรวจพบได้อาจตรวจไม่พบการติดเชื้อหรือผลตรวจเป็นลบนั่นเอง ถึงแม้ว่าบุคคลนี้จะติดเชื้อเอชไอวีอยู่ก็ตาม "ช่วงระยะเวลา" ดังกล่าวนี้เรียกว่า วินโดว์พีเรียด

วินโดว์พีเรียดมีระยะเวลาเท่าไร?


ระยะเวลาของวินโดว์พีเรียดนั้นแตกต่างไปตามแต่ละบุคคล แต่ปกติจะเป็น 6 สัปดาห์ถึง 3 เดือน

วินโดว์พีเรียดสำคัญอย่างไร?


วินโดว์พีเรียดมีความสำคัญเพราะเป็๋นช่วงเวลาที่ผู้ได้รับการตรวจมีผลตรวจเป็นลบ ในขณะที่ความจริงเขาติดเชื้อแล้วและสามารถแพร่เชื้อได้ วินโดว์พีเรียกทำให้เราไม่สามารถแน่ใจได้ว่า เราไม่ติดเชื้อแม้ว่าผลตรวจจะเป็นลบก็ตาม เราจะแน่ใจได้ก็ต่อเมื่อเราไม่มีความเสี่ยงเลยในช่วง 6 สัปดาห์ ถึง 3 เดือนก่อนการตรวจเป็นลบ

วิธีการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี


เราสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท ใหญ่ ๆ ได้คือ
  1. การตรวจหาแอนติบอดีของเอชไอวี ซึ่งทั้ง ELISA และ Rapid Test คือ การตรวจแบบนี้
  2. การตรวจแอนติเจน การตรวจหาเชื้อไวรัสเอชไอวีโดยตรงในกระแสเลือด จะมีราคาสูง และใช้เวลามากกว่า ได้แก่ วิธีการตรวจแบบ PCR และ NAT (วิธี NAT  เป็นการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีแบบใหม่ที่สภากาชาดไทยนำมาใช้ ควบคู่กับการตรวจแบบแอนติบอดี

30 มีนาคม 2553

เอดส์ กับ ความอ้วน

ภาพของผู้ป่วยเอดส์ที่คุ้นตาเราส่วนใหญ่ คือ ผู้ป่วยที่มีร่างกายผ่ายผอม เมียผมตอนที่ป่วยด้วยโรคปอดอักเสบ ก็มีอาการเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่อยากทานข้าว ปากและลำคอโดนเชื้อราเล่นงาน นอกจากจะทานข้าวไม่ได้ ยังทำให้มีอาการอาเจียนอาหารที่กินเข้าไป น้ำหนักลดไปมากกว่า 10 กิโลกรัม ซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด

ในตอนที่ป่วย ผมก็อยากให้เมีย ทานข้าวได้ จะได้มีแรง มีสารอาหารสร้างภูมิต้านทานเพื่อต่อสู้กับโรคปอดอักเสบ ก่อนกินยาต้านไวรัส กินแต่ยารักษาโรคปอดอักเสบ และยาป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา เมียผมอาการยังไม่ค่อยดี จนได้มากินยาต้านไวรัส ไม่ถึงสัปดาห์ อาการต่าง ๆ เริ่มหายไป และเริ่มกินข้าวได้ ผ่านไปไม่ถึงสามเดือน น้ำหนักเริ่มกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนป่วย

กินยาไม่ถึงปี ตอนนี้น้ำหนักขึ้นไปมากกว่าเมื่อก่อนอีกประมาณ 5 - 6 กิโลกรัม

ถ้าหากไม่ศึกษาเรื่องเอดส์อย่างจริง ๆ จัง ๆ เราคงคิดว่า น้ำหนักตัวที่มากขึ้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี แต่จากการศึกษาแล้ว ไม่ใช่ครับ คนอ้วนหรือผู้ที่มีน้ำหนักตัวสูงกว่าเกณฑ์ปกติ แม้จะได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสแล้ว ระดับค่า cd4 โดยเฉลี่ยจะขึ้นน้อยกว่าคนที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ตรงนี้จะอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างความอ้วน กับ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย คนที่อ้วนมากหรือมีน้ำหนักตัวมากจะมีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายที่ต่ำกว่าคนที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ถ้าหากเพื่อน ๆ คนไหนสนใจ สามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้จาก Obese patients in US have poorer CD4 cell gains after starting HIV treatment

เรื่องเอดส์ กับ ความอ้วน นอกจากจะเกี่ยวข้องกันในแง่ของระบบภูมิคุ้มกันแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับไขมันในร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่กินยาต้านไวรัส d4t จะเกิดปัญหาไขมันย้ายที่ได้ ปัญหาไขมันย้ายที่ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โรค lipodystrophy

1. สมัยก่อนพบคนเป็น lipodystrophy เพียงไม่กี่ร้อยรายทั่วโลก แต่ตอนนี้พบมากขึ้นเนื่องจากเป็นผลข้างเคียงของยารักษาโรคเอดส์

2 ลักษณะที่มักพบในผู้ป่วยโรคเอดส์ที่เป็น lipodystrophy คือ ไขมันที่หน้า คอ แขน ขา หายไป แต่บางครั้งก็อาจสะสมได้เหมือนกัน ที่บริเวณคอ ลำตัว ท้อง ดังนั้นคนไข้จึงอาจดูเหมือนโครงกระดูกเดินได้ หรืออีกแบบคือ พุงยื่นแต่หน้าตูบ แขนขาลีบ ซึ่งเหมือนคนไข้ระยะสุดท้าย ทั้งๆที่การควบคุม HIV เป็นไปด้วยดี

3 ประมาณว่า ผู้ติดเชื้อ 50% มีอาการ lipodystrophy โดยรายที่อาการหนักสุดคือรายที่ควบคุม HIV ได้ดีที่สุด ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เป็นที่ทราบดีว่า ยามีผลต่อ metabolism ของร่างกายแน่นอน ยารักษาโรคเอดส์ ซึ่งเป็น protease inhibitors มีผลรบกวนการทำงานของอินซูลิน นอกจากนี้ยาบางตัวก็ดูเหมือนจะยังยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ไขมัน และอาจก่อให้เกิดการตายของเซลล์ไขมันในอัตราที่รวดเร็ว

ข้อมูลนี้เอามาจาก ข้อเท็จจริงและความลึกลับของไขมัน: อ้วน ผอม และเอดส์

อยากให้เพื่อน ๆ สนใจหาความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์มาก ๆ นะครับ จะได้มีวิธีการดูแลสุขภาพของตัวเราเองกัน

06 มีนาคม 2553

เรื่องเล่าของเอ็ม : เรื่องเล่าของเพื่อนผู้ติดเชื้อจากบ้านฟ้า


ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า กำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป หลังจากทราบว่าตัวเองติดเชื้อของผู้ติดเชื้อเอชไอวีมาจากคนในครอบครัว บางคนโชคดีได้รับการยอมรับ บางคนโชคร้ายได้รับการปฏิบัติและการปฏิเสธจากคนในครอบครัว แต่ในโลกความเป็นจริงการปฏิเสธของครอบครัว ไม่ใช่จุดจบของชีวิต ถ้าหากเราได้เรียนรู้ และทำความเข้าใจเกียวกับโรคเอดส์และการติดเชื้อเอชไอวีมากขึ้น

เป็นเอดส์.. ไม่ได้เป็นแล้วจะต้องตายในเวลาอันสั้น ติดเชื้อเอชไอวี..ไม่ใช่จุดจบของชีวิต ความหวัง ความฝัน ไม่ได้จบไปพร้อมกับคำว่า "ติดเชื้อเอชไอวี"

หลายคนคิดว่า การติดเชื้อเอชไอวีเ็ป็น "โชคร้าย" อย่างหนึ่งของชีวิตเขา แต่สำหรับคนที่มีหัวใจนักสู้ไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต เขาอาจแปรเรื่อง "โชคร้าย" ให้กลายเป็น "โชคดี" การที่ใครสักคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตเที่ยวเตร่ไปวัน ๆ ไม่สนใจครอบครัว ติดเชื้อเอชไอวีแล้วกลายเป็นคนรักครอบครัว พยายามสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับชีวิตของตัวเอง

คุณคิดว่า เป็นโชคร้ายหรือโชคดีล่ะ สำหรับผม ถือว่าเป็นโชคดีของเขา เพราะเขายังสามารถทำสิ่งดี ๆ ให้กับชีวิตของตนเอง ครอบครัว และสังคมได้มากขึ้น เพราะเขาไม่ประมาทไปกับชีวิตที่่เหลืออยู่ เขารู้ว่า ใครรักเขาจริง แล้วเขาควรปฏิบัติอย่างไรกับคนที่เขารัก

อยากให้ลองอ่านเรื่องเล่าของเอ็มดูครับ
ดีใจครับที่พ่อแม่เข้าใจ
ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ วันที่บอกพ่อกับแม่ไปแล้วว่าเราได้ติดเชื้อนี้

ช่วงแรก-พ่อดูเศร้าและดูและเราเป็นพิเศษยังกะว่าเราจะตายในวันพรุ่งนี้-แม่ เหมือนกัน ถึงขนาด ต้มจานชามที่ใช้แล้ว แล้วก้อเสื้อผ้าของผม จนกางเกงในCKผมกลายเป็นขากระดิ่งเลย

ช่วงสอง-พ่อ ยังทำตัวเหมือนเดิมแต่เตรียมอาหารไว้ให้เรากินต่างหากทุกมื้อ เขาบอกไม่ได้รังเกียจ แต่ว่ากลัวผมจะติดเชื้อโรคฉวยโอกาสจากพ่อกับแม่-แม่เริ่มกังวลกับสิวที่หลัง และบอกผมว่าสงสัยแม่จะติดเชื้อเอดส์จากลูก(แอบไปร้องไห้เลยครับ)วันหลังพ่อ ก้ออธิบายจนแม่เข้าใจ และสิวที่หลังมันก็ยังคงเป็นสิวที่หลังที่เกิดจากฮอร์โมนแม่เอง มิได้เกิดจากเชื้อเอดส์แต่อย่างใด เฮ้อ!!

ช่วงที่สาม- แบรนด์รังนกและวิต้าเบอร์รี่ ถาถมเข้ามาใส่ตัวผมอย่างไม่หยุดยั้ง จนถึงปัจจุบันนี่

ช่วงที่สี่- พ่อเริ่มให้ผมกินข้าวด้วยใช้ช้อนกลาง-แม่ กอดหอมเราเหมือนเคย และผมก็รำคาญเหมือนเคย แต่ไม่โหวกเหวกโวยวายเหมือนแต่ก่อนละ

ช่วงที่ห้า-พ่อแม่ เริ่มขึ้นไปหาหมอกับผม และระหว่างรอตรวจ พ่อกับแม่กล้าที่จะพูดคุยกับคนติดเชื้อที่รอตรวจอยู่เหมือนกัน(เห็นแล้วแทบ ร้อง)

ช่วงที่ห้า-พ่อแม่ทำตัวเหมือนเดิมเหมือนแต่ก่อนที่เขายังไม่รู้ว่าเราเป็น อ่ะไร แต่เอาใจใส่ในเรื่องกินยากับเรื่องหมอนัดมากขึ้น เหมือนมีผู้จัดการส่วนตัว

ช่วงที่หกถึงปัจจุบัน มีความสุขจัง ที่เห็นเขาเข้าใจและพยายามหาความรู้เรื่องเอชเพื่อที่จะมาบอกผม

ที่เล่ามาทั้งหมด คือ
คนที่กลัวโรคนี้คือคนที่ไม่มีความรู้เรื่องนี้
คนที่กลัวโรคนี้ต้องหาความรู้เกี่ยวกับมันให้มาก
จากคนที่ไม่เห็นคุณค่าในชีวิตอย่างผม เที่ยวเตร่วันๆ ผมเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
ทุกสิ่งทุกอย่างที่แย่ๆตั้งแต่วันที่ผมรู้ว่าผมติดเชื้อ ดีขึ้น เพราะคนสองคนนี้ คือพ่อ และแม่ และครอบครัวของผม ถึงบางคนจะไม่รู้ว่าผมเป็นอะไรแต่ผมก็มองดูพวกเขาและคิดถึงพวกเขาทุกครั้ง ที่ผมจิตตก และ ผมรู้แค่ว่า ผมจะมีชีวิตที่ดีเพื่อครอบครัวที่ผมรัก ครับ
อ่านเรื่องของเอ็ม แล้วผมรู้สึกได้ถึงความรัก ความห่วงใย ที่พ่อแม่มีต่อลูก บอกตรง ๆ ครับ มีความสุขและยินดีกับเอ็มด้วย.. เรื่องของเอ็ม เป็นเรื่องดี ๆ ที่ผมอยากนำมาแบ่งปัน ผมนำมาจากกระทู้นี้ครับ ดีใจครับที่พ่อแม่เข้าใจ

ช่วงนี้ผมติดธุระยุ่ง ๆ หลายอย่าง ไม่ค่อยได้เข้าไปตั้งกระทู้ ตอบกระทู้เพื่อน ๆ ในบ้านฟ้า พออ่านเรื่องนี้ แล้วอดที่จะเอามาโพสต์ไว้ใน blog ของผมไม่ได้ เรื่องเล่าดี ๆ ของเพื่อน ๆ ในบ้านฟ้ามีอยู่เยอะ

25 กุมภาพันธ์ 2553

เอดส์..เป็นแล้วตายจริงหรือ?


หลังจากได้ผลยืนยันการตรวจเลือดว่า ติดเอดส์.. ความรู้สึกผมเหมือนฟ้าถล่ม โลกเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม ผมถามตัวเองว่า “แล้วกูจะอยู่ได้อีกกี่ปี? ถึง 5 ปีไหมว่ะ?”

ในตอนนั้นความรู้เรื่องโรคเอดส์/การติดเชื้อเอชไอวีของผมเท่ากับหางอึ่ง (โรคเอดส์เป็นเรื่องไกลตัว เพราะผมไม่ได้ไปเที่ยวผู้หญิงบริการ) เหมือนกับคนส่วนใหญ่ในสังคม คำขวัญต่อต้านเอดส์ ที่ติดอยู่ในใจผม “เอดส์.. เป็นแล้วตาย” ทำให้ผมเกิดความคิดว่า ผมไม่สามารถทำอะไรได้อีก ผมไม่สามารถฝัน ผมไม่สามารถหวัง เพราะเดี๋ยวผมก็ต้องตาย

ภรรยาของผมออกจากโรงพยาบาลหลังจากรู้ผลในตอนเช้าว่า ..ติดเชื้อเอชไอวี หมอ..บอกเธอในห้องอายุรกรรมหญิงรวม บรรดาเพื่อนคนไข้ จากที่เคยพูดคุยกับเธอดี เมื่อได้ยินหมอบอกที่เตียงคนไข้ ซึ่งมีคนไข้และญาติประมาณ 10 กว่าคน ..คนไข้หลายคนไม่เคยคุยกับภรรยาของผมอีกเลยจนกระทั่งเธอออกจากโรงพยาบาลในเช้าวันนั้น เธอรอผลตรวจเลือดของผม เพราะพี่พยาบาลบอกกับเธอว่า ผมอาจไม่ติดเชื้อเอชไอวีจากเธอก็ได้

ผมต้องฝืนยิ้ม เมื่อบอกผลการตรวจเลือดกับภรรยา เพราะภรรยาผมยังป่วยอยู่ ผมไม่อยากให้เธอไม่สบายใจ ..กลัวอาการของเธอทรุดหนัก เพราะตอนนั้น ..เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำอาการป่วยของเธอ เป็นโรคอะไร หลังจากตรวจและวินิจฉัยแน่นอนภายหลัง จึงทราบว่า อาการไข้ขึ้นตอนเย็น หายใจหอบ เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง ของเธอ เป็นอาการของโรคปอดอักเสบพีซีพี ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยเอดส์เสียชีวิตกันมากอีกโรคหนึ่ง
...เรื่องที่ผมเล่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของผม ตอนที่ผมทราบผลการตรวจเลือดว่า ..ติดเชื้อเอชไอวี หรือที่หลาย ๆ คนมักพูดกันว่า ..ติดเอดส์

ผมอยากจะยืนยันว่า “เอดส์.. เป็นแล้วตาย” จริง แต่ก็เหมือนกับคนเป็นโรคอื่น ๆ หรือคนที่ไม่ได้เป็นโรคประจำตัวอะไร

เอดส์.. เป็นแล้วตาย เอดส์..ไม่เป็นแล้วตาย แต่จะตายเมื่อไหร่ บอกไม่ได้ เอดส์ไม่เหมือนมะเร็งที่หมอจะบอกคุณได้ว่า คุณเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย..มีชีวิตอยู่ได้อีก 6 เดือน ซะที่ไหน เมื่อก่อนสมัยยังไม่มียาต้านไวรัส อาจจะบอกได้ว่า เป็นเอดส์แล้วมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 2 – 3 ปี แต่สมัยนี้ แม้คุณจะพัฒนาจาก “ผู้ติดเชื้อเอชไอวี” เป็น “ผู้ป่วยเอดส์” ซึ่งหมายความว่า พัฒนาจน “เป็นเอดส์” เต็มขั้นแล้ว แต่เมื่อคุณรักษา “โรคติดเชื้อฉวยโอกาส” หรือ “โรคแทรกซ้อน” จนหาย และได้รับยาต้านไวรัส คุณก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกนาน หากมีวินัยในการกินยาต้านไวรัส ซึ่งต้องกินไปตลอดชีวิต อายุขัยของผู้ติดเชื้อเอชไอวีแทบจะไม่ต่างจากอายุขัยของผู้ไม่ติดเชื้อ

และเพราะความเชื่อที่ว่า.. เอดส์..รู้เร็ว รักษาได้ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีเป็นเพียงผู้ป่วยเรื้อรังที่ยังไม่มียารักษาให้หายขาด คนเราต้องกินต้องใช้ ผมก็ทำมาหากินของผมไปตามปกติ เพราะผมศึกษาจนรู้ว่า เชื้อเอชไอวี(เอดส์..ตามความเชื้อของคนส่วนใหญ่)ไม่ได้ติดกันง่าย ๆ เหมือนที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ การจะติดเชื้อเอชไอวีได้ ต้องประกอบด้วยเงื่อนไข 3 ประการ คือ เชื้อมีคุณภาพดี ปริมาณที่มากพอ มีช่องทางติดต่อโดยตรง และการติดเชื้อเอชไอวีมีการติดต่อได้ 3 ทางเท่านั้น คือ ทางเพศสัมพันธ์ ทางเลือด จากมารดาสู่บุตร(ทั้งก่อนคลอดและหลังคลอด) การใช้ชีวิตประจำวันร่วมกัน ผมไม่ทำให้ใครติดได้แน่นอน (ยกเว้นมาร่วมเพศกับผม โดยไม่ใส่ถุงยางป้องกัน)

23 กุมภาพันธ์ 2553

ยารักษาเอดส์มีจริงหรือเปล่า?

เอดส์เป็น subset ของเอชไอวี
สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ๆ แล้ว ต่างพากันหวังถึงยารักษาเอดส์ให้หายขาด การจะทำความเข้าใจเรื่องนี้ ผู้ที่เพิ่งทราบว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวีต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งก่อนว่า เอดส์ ต่างจาก เอชไอวี
เมื่อพูดถึง โรคเอดส์ คนในสังคมส่วนใหญ่มักจะคิดว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกคนเป็นโรคเอดส์ แต่จริง ๆ แล้วทั้งสองคำมีความหมายแตกต่างกัน
โรคเอดส์ หมายถึง โรคติดเชื้อต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่อง จนไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ได้เหมือนกับคนปกติ
เอชไอวี หมายถึง เชื้อไวรัส HIV ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดภูมิคุ้มกันบกพร่องในผู้ติดเชื้อ
นอกจาก ความแตกต่างระหว่าง เอดส์ กับ เอชไอวี แล้ว เรายังต้องเข้าใจความหมายของคำว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวี กับ ผู้ป่วยเอดส์ ด้วย
ผู้ติดเชื้อเอชไอวี หมายถึง ผู้ที่ได้รับการตรวจเลือดและได้รับวินิจฉัยว่า ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งผู้ติดเชื้อเอชไอวี อาจ มีอาการ หรือ ไม่มีอาการ ป่วยด้วยโรคเอดส์
ผู้ป่วยเอดส์ หมายถึง ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ป่วยด้วย โรคติดเชื้อฉวยโอกาส หรือ โรคแทรกซ้อน และเสียชีวิตในที่สุด หากไม่ได้รับการรักษา จากสถิติ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี จะกลายเป็น ผู้ป่วยเอดส์ จะต้องใช้เวลาประมาณ 7 - 10 ปี สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีชาวไทย
ถ้าจะอธิบายในลักษณะที่เป็นรูปธรรมก็คือ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกคน ไม่ใช่ ผู้ป่วยเอดส์
แต่ผู้ป่วยเอดส์ทุกคน เป็น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี
ถ้าเคยเรียนเรื่อง set ในวิชาคณิตศาสตร์ สมัยมัธยม คงจะพอเข้าใจได้ว่า ผู้ป่วยเอดส์ เป็น subset ของ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี
ส่วนใหญ่กว่าจะรู้ตัวว่าติดเชื้อเอชไอวี ก็เมื่อมีอาการป่วยสัมพันธ์กับโรคเอดส์ ซึ่งในบางครั้งเชื้อโรคทำลายร่างกายไปมาก กว่าจะวินิจฉัย กว่าจะถึงมือหมอ กว่าจะได้รับยาก็สายเกินไป แต่ผมอยากจะย้ำสักนิดนะครับว่า การเป็นโรคเอดส์สมัยนี้ เอดส์..รู้เร็ว รักษาได้ เพราะอย่างที่บอก โรคเอดส์ เป็นโรคติดเชื้อต่าง ๆ ซึ่งถ้าผู้ป่วยรู้ตัวเร็ว เข้าสู่กระบวนการรักษา หมอก็จะรักษาไปตามอาการป่วย หรือรักษาโรคติดเชื้อนั้น ๆ ไม่ว่าจะเ็ป็น ปอดอักเสบ PCP, วัณโรค, เชื้อราขึ้นสมอง, เชื้อ CMV ขึ้นกระจกตาซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยตาบอดได้ ฯลฯ ซึ่งเมื่อผู้ป่วยหายจากโรคต่าง ๆ และได้รับยาต้านไวรัส จะทำให้ไวรัสลดลง ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นมา จนเมื่อสูงขึ้นถึงจุดหนึ่ง ก็จะมีร่างกายแข็งแรงมีภูมิคุ้มกันเหมือนคนปกติ แต่จำเ็ป็นต้องกินยาต้านไวรัสไวรัสไปตลอดชีวิต (เรื่องนี้ไว้จะอธิบายภายหน้า) ตรงจุดที่ผู้ป่วยกลับมาแข็งแรงเหมือนคนปกตินี่แหละครับ ที่มักมีการหลอกลวงว่า มียารักษาเอดส์ ได้ ผู้ติดเชื้อ หรือ ผู้ป่วย เสียเงินเป็นจำนวนมาก หวังว่าจะหายจากเอดส์ ส่วนหนึ่งของ ยารักษาโรคเอดส์ พวกนี้ จะเ็ป็นพวกยาลูกกลอน (ผสมสเตียรอยด์) ซึ่งไม่บอกส่วนผสม บางครั้งก็โฆษณาว่า เป็นยาเทวดา ยาพวกนี้ กินปุ้บ ผู้ป่วยรู้สึกดีึ้ขึ้นมาทันตาเห็น แต่พวกเขาไม่รู้ว่า สเตียรอยด์ที่ผสมและทำให้รู้สึกดี แข็งแรง จะไปทำลายภูมิคุ้มกันที่เหลือน้อยอยู่แล้วของเขา ทำให้เชื้อโรคต่าง ๆ เล่นงานร่างกายเขาได้ง่ายขึ้น ซึ่งทำให้เมื่อป่วย พวกเขาต้องเสียชีวิตลงอย่างรวดเร็ว อยากจะบอกพวกที่หากินกับความเจ็บป่วยของคนอื่นเหลือเกินว่า คุณเป็นฆาตกร ผู้ป่วยเอดส์หรือผู้ติดเชื้อสมัยนี้ ไม่ได้ตายง่าย ๆ เหมือนสมัยก่อนที่ยังไม่มียาต้านไวรัส ป่วยก็สามารถรักษาได้ทุกโรค ถ้ารู้เร็ว นอกจากนั้นยังรักษาฟรีจากระบบประกันสุขภาพของภาครัฐ ทั้งบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) บัตรประกันสังคง บัตรข้าราชการ ยารักษาโรคเอดส์มีจริง.. ผู้ป่วยสามารถหายจากการป่วยด้วยโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่เป็นกลุ่มอาการโรคเอดส์ได้ ผู้ป่วยเอดส์สามารถกลับมาแข็งแรง และใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีอายุยืนยาวเกือบจะเท่าึคนปกติ แต่..ยารักษาโรคเอดส์ที่ผมพูดถึง เป็นยาแผนปัจจุบัน เป็นยาที่ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ในกรณีที่คุณเป็นคนไทย (ยกเว้นค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อไปรับยาเป็นประจำ) แต่ยารักษาการติดเชื้อเอชไอวีให้หายขาดไม่มีอยู่ในร่างกายผู้ติดเชื้อ ที่เป็นความหวังของผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกคน ยังไม่มี..
ยังไม่มี.. ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มี จากการศึกษาของผม โรคเอดส์เป็นโรคที่มีความก้าวหน้าในการค้นคว้าวิจัยเร็วที่สุดในโลก มีงานวิจัยต่าง ๆ มากมาย มีนักวิทยาศาสตร์มากมาย บุคลากรทางการแพทย์ร่วมมือกันค้นคิดวิธีการรักษา ผมอาจจะบอกไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ เพราะจา่กการศึกษา ข่าวที่เป็นความหวังบอกว่าปีนั้น ปีนี้ แต่แล้วก็เงียบหายไป อยากจะบอกเพื่อนผู้ติดเชื้อทุกคนว่า หวังได้.. แต่อย่าถึงกับกำหนดกฏเกณฑ์ว่าจะต้องเป็นเมื่อไหร่ เพราะเราไม่ได้เป็นคนคิดค้นยารักษาเอง เราไม่ได้ทดลองเอง เราไม่ได้เป็นผู้ผลิตเอง เราไม่ได้เป็นผู้จำหน่าย เราไม่ได้เป็นผู้ให้ทุนการค้นคว้าวิจัย เราทำได้แต่เพียงเฝ้ารอข่าวดี การประกาศความสำเร็จในการรักษาที่วงการแพทย์ให้การรับรอง ที่หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพให้การรับรอง อย่าไปเชื่อข่าวลือ อย่าไปเชื่อเขาบอก.. เพราะถ้ารักษาหายจริง รับรองคนคิิดวิธีการรักษารวย และมีชื่อเสียงอยู่ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติแน่ ๆ เพราะเขาเป็นผู้ที่ช่วยเหลือมนุษย์หลายสิบล้านคนทั่วโลก เขาคงไม่เอาชีวิตตนเองมาแลกกับค่ายาทีละหลายพัน หลายหมื่น ทั้ง ๆ ที่มีโอกาสร่ำรวยและสร้างชื่อเสียงในระดับโลกได้
อยากจะบอกเพื่อนผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกคนว่า.. ยารักษาเอดส์มีจริง แต่ยารักษาการติดเชื้อเอชไอวี ยังไม่มี

16 กุมภาพันธ์ 2553

เปิดใจ เภสัชกรยิปซี เจ้าของรางวัลแม็กไซไซ ชาวไทยคนล่าสุด

จากส่วนหนึ่งของกระทู้ http://pha.narak.com/topic.php?No=37578 ..ราคายาต้านในเมืองไทย ที่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ราคาถูกมาก เช่น GPO vir S-30 ราคา 990 บาท GPO vir Z-250 ราคา 1320 บาท เป็นยาฝีมือคนไทยที่น่าภาคภูมิใจ เเละเป็นผลงานความดีของหลายๆคนในวงการเเพทย์ โดยเฉพาะ ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรใจพระที่ปิดทองหลังพระ ในการค้นคว้าวิจัย ในการผลิตยาต้านครั้งนี้ รวมทั้งอีกหลายๆท่านที่ไม่ได้กล่าวนามด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็น เภสัชกร เเพทย์ เทคนิคการเเพทย์ ผู้ช่วย พนักงานต่างๆ ทุก step การทำงานเพื่อให้ ผู้ติดHIV ในเมืองไทย ได้รับยาเข้าถึงยามากขึ้น ในราคาไม่เเพง สดุดี ทุกท่านที่ทำงานเอดส์ ทุกระดับ ทุกตำเเหน่ง จากใจให้ทุกคน โดยเฉพาะ อาจารย์ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรยิปซี ที่มีผลงานยาต้านเอดส์ข้ามทวีปไปถึงเเอฟริกา ในการเป็นตัวตั้งตัวดี ให้คนเเอฟริกาเข้าถึงยาต้านราคาถูกมากขึ้น เป็นคนที่มีจริยธรรม และธรรมะสูงส่งคนหนึ่ง ขอประกาศนาม ชื่นชมเเซ่ซ้อง สดุดี ไว้ ด้วย ณ ที่นี้ บังเอิญ ผมได้พบคลิปวิดีโอรายการสัมภาษณ์ท่าน ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ จึงอยากเอามาเผยแพร่ให้เพื่อน ๆ ได้่รู้จักท่านกัน ขอขอบคุณ คลิปวิดีโอ บทสัมภาษณ์จาก http://www.voicetv.co.th/ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

26 มกราคม 2553

เราได้อะไรจากการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด?

การตรวจเลือดสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ นอกจากจะต้องตรวจหาค่าซีดีสี่ ค่าไวรัสโหลด เป็นประจำแล้ว การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) ก็เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นประจำอาจมีบางคนเกิดคำถามว่า แล้วเราได้อะไรจากการตรวจ CBC?
ประโยชน์ของการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ก็คือ ทำให้เราทราบถึงสภาวะสุขภาพของร่างกาย และความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ซึ่งจะมีประโยชน์ในการป้องกันและรักษาโรคต่าง ๆ เช่น การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัย เพื่อค้นหาความผิดปกติในระยะแรกเริ่มจะเป็นประโชน์สำหรับการป้องกัน และรักษาโรคได้ทันการคำถามต่อมาที่หลายคนอาจสงสัย แล้วการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดจะตรวจอะไรบ้าง? การตรวจ CBC ประกอบด้วย
  1. การตรวจนับจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาว (White blood cell count; WBC count)
  2. การตรวจหาปริมาณฮีโมโกลบิน (Hemoglobin)
  3. การตรวจหาปริมาณเม็ดเลือดแดงอัดแน่น (Hematocrit; Hct)
  4. การนับแยกชนิดของเซลล์เม็ดเลือดขาว (White blood cell differentiation)
  5. การนับจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดแดง (Red blood cell count)
  6. คาดการณ์จำนวนเกล็ดเลือด (platelet estimation) รวมทั้งความผิดปกติของเกล็ดเลือด
ซึ่งตรงการนับแยกชนิดของเซลล์เม็ดเลือดขาว มีการแบ่งย่อยออกเป็น

ในการตรวจ CBC ถ้าผลเลือดปกติจะมีค่าต่าง ๆ อยู่ในช่วงที่แสดงในตาราง

หมายเหตุ ค่าในตารางเป็นค่าการตรวจหาในห้องปฏิบัติการที่ต้องใช้ประกอบการวินิจฉัยของแพทย์ร่วมกับอาการทางคลินิค

25 มกราคม 2553

รายการตรวจสุขภาพสำหรับผู้่ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์

สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ทุกคน.. การตรวจหาค่าซีดีสี่ (cd4) และค่าไวรัสโหลด (Virul Load) ...เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อประเมินความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ...เป็นสิ่งที่ใช้ประเมินว่ามีการพัฒนาการของโรคไปมากน้อยแค่ไหน (ไม่เกี่ยวกับระยะเวลาที่ติดเชื้อเอชไอวี) ...เป็นสิ่งที่ใช้ประเมินผลการรักษาเมื่อรับยาต้านไวรัสแล้ว ...เป็นเกณฑ์สำหรับการรับยาต้านไวรัสในระบบประกันสุขภาพ (บัตรทอง) และระบบประกันสังคม เป็นการตรวจที่เกี่ยวข้องกับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์โดยตรง แต่ในการตรวจสุขภาพ นอกจากการตรวจเพื่อหาค่าซีดีสี่และค่าไวรัสโหลดแล้ว ยังมี
  • การตรวจ CBC
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสดื้อยา
  • การตรวจสารเคมีในเลือด
  • การตรวจไขมันในเลือด
  • การตรวจหาวัณโรคแฝง
  • การตรวจหาเชื้อมะเร็ง
  • การตรวจไวรัสตับอักเสบ
  • การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น
  • ฯลฯ
สำหรับผู้สนใจเกี่ยวกับ รายการตรวจสุขภาพสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี เนื้อหาฉบับเต็มภาษาอังกฤษ สามารถเ้ข้าไปศึกษาได้จาก HIV Health Checklist พบกันใหม่ครั้งหน้า คิดว่าจะมาพูดถึง การตรวจ Complete Blood Count (CBC) อย่างละเอียด

11 มกราคม 2553

ทำไมบางคนติดเชื้อเอชไอวีตั้งนานแล้ว ไม่ป่วยสักที

ว่าจะนำข้อมูลเรื่อง Long term non-progressors มาเขียนถึงหลายรอบแล้ว วันนี้เลยขอนำข้่อมูลเรื่องนี้มานำเสนอใน blog Long-term non-progressors (LTNP) ไม่ใช่ชื่อเฉพาะในตอนนี้ มีเพียงคำนิยามที่อธิบายถึงคุณสมบัติของสมาชิกในกลุ่มนี้ LTNP คือ บุคคลที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ * บุคคลที่ติดเชื้อเอชไอวีมาเป็นเวลา 7 ปีหรือมากกว่า * มีค่า CD4 ที่คงที่ประมาณ 600 หรือมากกว่า * ไม่มีอาการของโรคที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวี และ * ไม่เคยได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสมาก่อน LTNP แบ่งได้เป็น 2 ประเภท (อาจมีการแบ่งได้อีกหลายประเภทจากการศึกษา) 1. Viremic Controllers (VCs) บุคคลที่ติดเชื้อเอชไอวีที่ ก) ตรวจพบค่าไวรัสโหลดที่ 2000 หรือต่ำกว่า ข) มีสุขภาพที่แข็งแรง ค่าซีดีโฟร์ลดลงเล็กน้อยตลอดระยะเวลา และ ค) อาจเคยมีประวัติการรักษาด้วยยาต้านไวรัส แต่ยังมีการปราบ hiv แม้ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาในปัจจุบัน 2. Elite Contrllers (ECs) บุคคลที่ติดเชื้อเอชไอวีที่ ก) ตรวจไม่พบค่าไวรัสโหลด ข) ในบางครั้งอาจพบบ้างค่าค่อนข้างคงที่อยู่ระหว่าง 50 - 70 ค) มีสุขภาพที่แข็งแรงพร้อมทั้งมีอัตราการลดลงของซีดีโฟร์เล็กน้อยตลอดระยะเวลา และ ง) ไม่เคยได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ECs ประมาณการณ์กันว่า มีจำนวนเพียงหลักพัน จากจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วโลกนับล้านคน เป้าหมายของการศึกษาเกี่ยวกับ HIV Controllers คือ ช่วยนักวิทยาศาสตร์ทำความเ้ข้าใจว่า ทำไมผู้ติดเชื้อเอชไอวีบางคนถึงสามารถควบคุมเอชไอวีในร่างกายได้โดยไม่ต้องใช้ยาต้านไวรัส ซึ่งการค้นหาเหล่านี้จะช่วยในการพัฒนาวัคซีน หรือวิธีการรักษาต่อไป ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อให้เพื่อน ๆ ที่สนใจไปศึกษาต่อ ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษนะครับ http://www.hivcontrollers.org/ http://wiki.answers.com/Q/What_is_an_elite_controller http://www.zephyrfoundation.org/ http://www.thebody.com/index/treat/nonprog_research.html?sa ตัวผมเองคงไม่เข้าข่ายคนกลุ่มนี้ แต่สำหรับผม พวกเขา่เป็นความหวังหนึ่งในการรักษาผู้ติดเชื้อว่าจะมีวิธีการรักษาให้หายขาด

บล็อกของผู้ติดเชื้อเอชไอวี

  • การแพ้ยามีอาการอย่างไร - เรื่อง “การแพ้ยา” เป็นอีกคำถามหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะการแพ้ยาเป็นอันตราย อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการใช้ยา จึงได้รับความสนใจและเป็นคำถามประจำ ที่ผู้สั่งจ่ายยา...
    4 ปีที่ผ่านมา
  • slow slow...but sure? - ผลเลือดคราวนี้ยังไม่เป็นที่น่าพอใจของตัวเองเท่าไหร่ ขนาดเช้าวันที่ตรวจกระดกแบรนด์ไป 1 ขวดตามคำแนะนำของเพื่อนร่วมโลก เขาบอกให้ลองดูสิตัวเลขจะออกมาสวยเชียวล...
    5 ปีที่ผ่านมา