แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรียนรู้เรื่องเอดส์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรียนรู้เรื่องเอดส์ แสดงบทความทั้งหมด

08 กรกฎาคม 2554

ยาต้านไวรัสเอชไอวี กับ ผลตรวจเลือดของผม

แล้วก็ถึงเวลาเฉลยสักทีว่า ยาต้านไวรัสเอชไอวีที่หมอให้ผมกิน เป็นยาสูตรพื้นฐาน สูตรไหน อย่างที่เพื่อน ๆ อาจจะรู้กันอยู่แล้วว่า ยาต้านสูตรพื้นฐานประกอบด้วยยาต้านไวรัสในกลุ่ม NRTI 2 ชนิด และ ยาต้านไวรัสในกลุ่ม NNRTI 1 ชนิด ยาต้านไวรัสในกลุ่ม NRTI 2 ชนิดที่หมอจัดให้ผมกินคือ AZT และ 3TC ส่วนยาต้านไวรัสในกลุ่ม NNRTI คือ EFV (ผมขอเรียกย่อ ๆ ว่า เอฟฟ่่า)

เหตุผลในการจัดยาต้านสูตรดังกล่าว เป็นเพราะผลตรวจเลือดของผม พบว่ามีอาการตับอักเสบ แม้จะไม่สูงมาก แต่หากให้กิน NVP หรือเนวิราปิน ที่เป็นยาต้านไวรัสอีกตัวนอกจาก EFV เสี่ยงต่อการเกิดตับอักเสบเพิ่มขึ้นได้ ในขณะที่ AZT เป็นยาที่ใช้ในการรักษาได้ผลดีและมีราคาไม่แพง มักจะถูกใช้แทนยา D4T ที่ทางกระทรวงสาธารณสุขทะยอยปรับลดการใช้ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

มาพูดถึงอาการข้างเคียงของยาต้านไวรัสทั้ง 3 ตัวที่ผมได้รับกันหน่อย เอาอย่างย่อ ๆ ที่ลอกมาจากหนังสือ ร่วมรู้ร่วมรักษา
  1. AZT ซีด (เกิดจากยาไปกดไขกระดูก ลดการผลิตเลือด - แทรกข้อมูลของผมลงไปเอง) เล็บดำ
  2. 3TC ตัวนี้ไม่ค่อยมีผลข้างเคียงอะไร
  3. EFV ฝันแปลก ๆ ย้ำคิดย้ำทำ มึนงง
ยาตัวที่ 1 กับ ยาตัวที่ 2 คือ AZT กับ 3TC นั้น ผมได้กินสูตรผสมเป็นเม็ดเดียวกัน โดยมี AZT 300mg + 3TC 150mg ซึ่งเรียกว่า ยาซิลลาเวียร์ การที่ผมได้กินยา AZT ในปริมาณนี้เพราะน้ำหนักผมมากกว่า 60 กิโลกรัม (ความจริงนะ 80+ กิโลกรัม) ผมจะกิน 2 เวลา คือ 10.00 น. กับ 22.00 น. ยาตัวนี้จะไม่มีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัีนมาก

ยาตัวที่ 3 ตัวนี้ หากผมกินอาหารประเภททอด ผัด ไขมันสูง ในระยะเวลาที่ไม่ห่างจากตัวนี้มาก จะปรากฏอาการมึน (หรือเรียกว่า เมายาดี) คำแนะนำคือ กินแล้วนอน จะไม่ค่อยพบปัญหาอะไรมาก ผมจึงเลือกกินเวลา 22.00 น.

ผลการตรวจเลือดส่วนใหญ่ของผมปกติ จะมีคลอเรสเตอรอลรวม สูงกว่าปกติเล็กน้อย ไตรกลีเซอไรด์ สูงกว่าปกติเล็กน้อย คลอเลสเตอรอลชนิดเลวหรือที่เรียกว่า LDL สูงกว่าปกติเล็กน้อย ในขณะที่คลอเรสเตอรอลชนิดดีที่เรียกว่า HDL ได้ 52 จากค่าที่ควรได้ไม่ต่ำกว่า 40

แต่เมื่อมาผสมกับผลการตรวจตับ ที่อักเสบตลอด จากที่ตรวจอีก 3 ครั้งถัดมา โดยที่ผมไม่ได้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ทำให้ผมสังหรณ์ใจว่า ผมอาจจะมีอาการไขมันพอกที่ตับ

ซึ่งอาการไขมันพอกที่ตับ อาจจะทำให้เกิดมะเร็งตับได้ภายใน 9 - 10 ปี

จากการค้นคว้าของผม มะเร็งตับรักษายาก แต่ป้องกันง่ายกว่า สิ่งสำคัญคือ ผมจำเป็นต้องลดความอ้วน จะช่วยลดคลอเรสเตอรอล และภาวะไขมันพอกที่ตับ ซึ่งผมยอมรับว่า ขณะที่เขียนบทความนี้ ผมยังไม่ได้เริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจัง แต่ก็เริ่มคุมอาหารที่กิน หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง และไม่กินอาหารมื้อเย็นดึกจนเกินไป (ปกติผมจะกินข้าวมื้อเย็นช่วง 21.00 - 22.00 น.)

ผมดูเวลาขณะที่ผมเขียนอยู่นี้เกือบ 24.00 น. แล้ว ขอตัวนอนก่อนนะครับ แล้วพบกันใหม่ในโอกาสต่อไป

26 มิถุนายน 2554

รายการที่ต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการ (LAB) ก่อนรับยาต้านไวรัสเอชไอวี

ที่มา :  แนวทาง การตรวจวินิจฉัยและการดูแลรักษา ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ ระดับชาติ ปี พ.ศ. 2553


ไม่ได้อัปเดท blog มาหลายเดือน ทั้ง ๆ ที่ความจริง ผมกลับมาสู่โลกความเป็นจริงที่ว่า ตัวเองติดเชื้อไวรัสเอชไอวีมาเกือบ 2 เดือนแล้ว แต่เพราะอาการป่วย ตั้งแต่เริ่มรับยาต้านไวรัสเอชไอวี เกือบทุกวัน (ไม่แน่ใจว่าเป็นผลข้างเคียงของยาหรือเปล่า) ทำให้ผมค่อนข้างจะขี้เกียจเอามาก ๆ ไม่อยากจะทำอะไร

ขอเท้าความสักนิดหนึ่ง ผมพบว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวี มาตั้งแต่ปี 2552 แต่ยังไม่ได้เริ่มกินยาต้านไวรัสเหมือนเมีย เพราะค่าซีดี 4 ผมยังสูงอยู่ โดยส่วนตัวผมเอง อยากเริ่มยาต้านไวรัสเอชไอวี ตั้งแต่รู้ว่า สหรัฐอเมริกามี Guide Line หรือ แนวทางการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยให้เิริ่มกินยาต้านไวรัสตั้งแต่ตรวจพบว่าค่าซีดี 4 ต่ำกว่า 500 ในตอนนั้นค่าซีดี 4 ผมอยู่ที่ 400+ ไม่ถึง 500 มันทำให้ผมเริ่มคิดถึงเรื่องการกินยาต้านไวรัส แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะผมรักษาโดยใช้สิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ซึ่งเกณฑ์จะต้องรับยาต้านไวรัสที่ค่าซีดี 4 ต่ำกว่า 200 หรือ ต่ำกว่า 250 แต่มีอาการสัมพันธ์กับโรคเอดส์ (หรือโรคติดเชื้อฉวยโอกาส)

ในปีเดียว (วันเอดส์โลก 2552) กับที่สหรัฐประกาศเริ่มการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีด้วยยาต้านไวรัสสำหรับผู้ที่มีค่าซีดี 4 ต่ำกว่า 500 สาธารณสุขไทยประกาศรับองค์การอนามัยโลกที่จะเริ่มให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีค่าซีดี 4 ต่ำกว่า 350

เพราะความคิดดังกล่าว ประกอบกับช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ผมต้องอยู่ตัวคนเดียว ไม่ได้อยู่กับเมีย ทำให้ผมใช้ชีิิวิตแบบไม่ค่อยใส่ใจตัวเองมากนัก (ตอนนี้เมียกลับมาแล้ว เราแค่แยกกันอยู่ชั่วคราว ไม่ได้ทะเลาะหรือมีปัญหาครอบครับที่ทำให้ต้องแยกกันอยู่) ทำให้ผมไม่ให้ความสนใจในการดูแลสุขภาพตัวเองเท่าที่ควร บอกตรงๆ ไม่อยากให้ใครเลียนแบบนะครับ เล่าสู่กันฟังเฉย ๆ

ผลการตรวจซีดี 4 ครั้งล่าสุดของผม ในปลายเดือนเมษายน 2554 ตกไปเหลือ 279 ซึ่งลดไปจากเดิม 100+ เมื่อทราบผลดังกล่าวทำให้ผมหวังอย่างยิ่งว่าจะได้รับยาต้านไวรัสกินโดยเร็ว แต่ในช่วงเดือนเมษายน(ข่าวการประชุมวันที่ 18 เมษายน) ที่ผ่านมา ก็เจอข่าวคณะกรรมการบอร์ด สปสช. ไม่อนุมัติให้ผู้ป่วยทุกรายที่มีค่าซีดี 4 ต่ำกว่า 350 ทุกราย ได้รับยาต้านไวรัส ทำให้ผมมีความกังวลว่า สิ่งที่ทำไปจะสูญเปล่า (การปล่อยปละละเลยสุขภาพเพื่อจะได้กินยาต้านไวรัสเร็ว ๆ ผมมีความเชื่อส่วนตัวอย่างหนึ่งว่า ยิ่งกินยาต้านไวรัสเมื่ออายุมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้จากการรักษาจะน้อยกว่าเมื่อได้รับตอนอายุน้อย ๆ ผมอายุเริ่มมากขึ้น ไม่อยากยื้อเวลารับยาต้านไวรัสออกไปจนอายุมากกว่า 50 ปี)

เมื่อทราบผลการตรวจซีดี 4 พยาบาลดูแลผู้ติดเชื้อก็เขียนใบนัดให้ผมไปตรวจเลือดชุดใหญ่ก่อนรับยาต้านไวรัส รวมทั้งต้องเอกซเรย์ปอดเพื่อตรวจหาโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นก่อนรับยา

ในวันตรวจเลือดก่อนรับยาต้านไวรัส เมื่อผมยื่นใบนัด พี่พยาบาลเค้าตรวจรายการที่ต้องตรวจเลือด ผมเห็นว่าไม่มี รายการตรวจไวรัสตับอักเสบก็เลยบอกแก ว่าตกรายการตรวจหาไวรัสตับอักเสบบี กับไวรัสตับอักเสบซีด้วย คิดว่าในรายการตรวจอาจจะคัดลอกมาจาก  แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการดูแลรักษา ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ ระดับชาติ ปี พ.ศ. 2553 เค้าเตรียมจะตรวจไวรัสโหลดให้ผมด้วย ผมต้องบอกพี่พยาบาล เพราะเห็นเพิ่งย้ายมาอยู่ที่แผนกแทนพี่พยาบาลคนเก่าว่า ค่าไวรัสโหลด ยังไม่ต้องตรวจ เพราะผมใช้สิทธิบัตรทอง จะตรวจก็ต่อเมื่อผมรักษาด้วยการกินยาต้านไวรัสไปแล้ว 6 เดือน ผมยังไม่มีสิทธิตรวจเพราะยังไม่ได้รับยาต้านไวรัส

เริ่มยาวแล้ว เดี๋ยวตอนหน้าค่อยมาต่อเรื่องผลการตรวจเลือด รวมทั้งยาต้านไวรัสเอชไอวีที่ผมได้รับ ว่ามียาอะไรบ้าง

30 มีนาคม 2553

เอดส์ กับ ความอ้วน

ภาพของผู้ป่วยเอดส์ที่คุ้นตาเราส่วนใหญ่ คือ ผู้ป่วยที่มีร่างกายผ่ายผอม เมียผมตอนที่ป่วยด้วยโรคปอดอักเสบ ก็มีอาการเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่อยากทานข้าว ปากและลำคอโดนเชื้อราเล่นงาน นอกจากจะทานข้าวไม่ได้ ยังทำให้มีอาการอาเจียนอาหารที่กินเข้าไป น้ำหนักลดไปมากกว่า 10 กิโลกรัม ซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด

ในตอนที่ป่วย ผมก็อยากให้เมีย ทานข้าวได้ จะได้มีแรง มีสารอาหารสร้างภูมิต้านทานเพื่อต่อสู้กับโรคปอดอักเสบ ก่อนกินยาต้านไวรัส กินแต่ยารักษาโรคปอดอักเสบ และยาป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา เมียผมอาการยังไม่ค่อยดี จนได้มากินยาต้านไวรัส ไม่ถึงสัปดาห์ อาการต่าง ๆ เริ่มหายไป และเริ่มกินข้าวได้ ผ่านไปไม่ถึงสามเดือน น้ำหนักเริ่มกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนป่วย

กินยาไม่ถึงปี ตอนนี้น้ำหนักขึ้นไปมากกว่าเมื่อก่อนอีกประมาณ 5 - 6 กิโลกรัม

ถ้าหากไม่ศึกษาเรื่องเอดส์อย่างจริง ๆ จัง ๆ เราคงคิดว่า น้ำหนักตัวที่มากขึ้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี แต่จากการศึกษาแล้ว ไม่ใช่ครับ คนอ้วนหรือผู้ที่มีน้ำหนักตัวสูงกว่าเกณฑ์ปกติ แม้จะได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสแล้ว ระดับค่า cd4 โดยเฉลี่ยจะขึ้นน้อยกว่าคนที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ตรงนี้จะอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างความอ้วน กับ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย คนที่อ้วนมากหรือมีน้ำหนักตัวมากจะมีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายที่ต่ำกว่าคนที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ถ้าหากเพื่อน ๆ คนไหนสนใจ สามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้จาก Obese patients in US have poorer CD4 cell gains after starting HIV treatment

เรื่องเอดส์ กับ ความอ้วน นอกจากจะเกี่ยวข้องกันในแง่ของระบบภูมิคุ้มกันแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับไขมันในร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่กินยาต้านไวรัส d4t จะเกิดปัญหาไขมันย้ายที่ได้ ปัญหาไขมันย้ายที่ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โรค lipodystrophy

1. สมัยก่อนพบคนเป็น lipodystrophy เพียงไม่กี่ร้อยรายทั่วโลก แต่ตอนนี้พบมากขึ้นเนื่องจากเป็นผลข้างเคียงของยารักษาโรคเอดส์

2 ลักษณะที่มักพบในผู้ป่วยโรคเอดส์ที่เป็น lipodystrophy คือ ไขมันที่หน้า คอ แขน ขา หายไป แต่บางครั้งก็อาจสะสมได้เหมือนกัน ที่บริเวณคอ ลำตัว ท้อง ดังนั้นคนไข้จึงอาจดูเหมือนโครงกระดูกเดินได้ หรืออีกแบบคือ พุงยื่นแต่หน้าตูบ แขนขาลีบ ซึ่งเหมือนคนไข้ระยะสุดท้าย ทั้งๆที่การควบคุม HIV เป็นไปด้วยดี

3 ประมาณว่า ผู้ติดเชื้อ 50% มีอาการ lipodystrophy โดยรายที่อาการหนักสุดคือรายที่ควบคุม HIV ได้ดีที่สุด ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เป็นที่ทราบดีว่า ยามีผลต่อ metabolism ของร่างกายแน่นอน ยารักษาโรคเอดส์ ซึ่งเป็น protease inhibitors มีผลรบกวนการทำงานของอินซูลิน นอกจากนี้ยาบางตัวก็ดูเหมือนจะยังยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ไขมัน และอาจก่อให้เกิดการตายของเซลล์ไขมันในอัตราที่รวดเร็ว

ข้อมูลนี้เอามาจาก ข้อเท็จจริงและความลึกลับของไขมัน: อ้วน ผอม และเอดส์

อยากให้เพื่อน ๆ สนใจหาความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์มาก ๆ นะครับ จะได้มีวิธีการดูแลสุขภาพของตัวเราเองกัน

27 สิงหาคม 2552

ไวรัสโหลด

ไวรัสโหลด(Viral load) คืออะไร
Viral load หมายถึงปริมาณไวรัสในเลือด ซึ่งในที่นี้คือปริมาณเชื้อเอชไอวีในเลือดนั่นเอง

การ มีเชื้อเอชไอวีในเลือดมากอาจมีผลให้จำนวน CD4 ลดลงอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงสูงที่อาการของโรคจะรุนแรงขึ้น หรืออาจทำให้เกิดกลุ่มอาการโรคเอดส์ขึ้น

ในผู้ป่วยที่รับยาต้าน ไวรัสมักจะพบว่าจำนวน CD4 เพิ่มขึ้น ร่วมกับการลดลงของปริมาณไวรัส การติดตามปริมาณไวรัสจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าการรักษาด้วยยาต้านไวรัสได้ผลดีมาก น้อยเพียงไร

การตรวจหาปริมาณไวรัสคืออะไร
การ ตรวจหาปริมาณไวรัส เป็นการประมาณจำนวนเชื้อเอชไอวีที่อยู่ในของเหลว เช่นน้ำเหลือง เลือด ซึ่งทำได้โดยการหาสารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวี ซึ่งเรียกว่า HIV RNA

ผลการตรวจหาปริมาณไวรัสจะแสดงเป็น จำนวน copies ของ HIV RNA ต่อมิลลิลิตร (หมายถึงจำนวนชิ้นส่วนพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวี ซึ่งมีความใกล้เคียงกับจำนวนไวรัส) ตัวอย่างเช่น ปริมาณไวรัส 200 จะเขียนเป็น 200 copies/ml อย่างไรก็ตามแพทย์มักจะอธิบายผลปริมาณไวรัสโดยใช้เพียงตัวเลขเท่านั้น

การ ตรวจหาปริมาณไวรัสสามารถทำได้หลายวิธี การตรวจด้วยวิธีต่างๆจะใช้วิธีการที่ต่างกันในการหาจำนวนของเชื้อเอชไอวี อย่างไรก็ตามวิธีการเหล่านี้จะให้ผลที่เชื่อถือได้ใกล้เคียงกัน โดยแสดงผลเป็นปริมาณไวรัสต่ำ ปานกลาง หรือสูง วิธี PCR (polymerase chain reaction) เป็นหนึ่งในหลายๆวิธีที่นำมาใช้อย่างแพร่หลาย

ใน ปัจจุบันการตรวจแบบความไวสูง (ultra-sensitive) ได้ถูกนำมาใช้ วิธีดังกล่าวสามารถตรวจพบปริมาณไวรัสได้ถึงแม้จะมีอยู่ในปริมาณที่น้อยเพียง แค่ 50 copies/ml หากผู้ป่วยมีปริมาณไวรัสต่ำกว่า 50 copies/ml มักจะเรียกเพียงแค่ undetectable ซึ่งหมายถึงไม่สามารถตรวจพบได้ โดยทั่วไปการมีผลตรวจเป็น undetectable ถือเป็นจุดหมายหลักของการรักษาด้วยยาต้านไวรัส

ทำความรู้จักกับผลตรวจปริมาณไวรัส

ปริมาณไวรัสมากกว่า 100,000 copies/ml ถือว่ามีปริมาณไวรัสสูง ในขณะที่ผลที่ต่ำกว่า 10,000 copies/ml จะถือว่าต่ำ

อย่าง ไรก็ตามหากผู้ป่วยไม่ได้รับยาต้านไวรัส การตรวจหาปริมาณไวรัสจะได้ผลไม่ค่อยคงที่เมื่อเปรียบเทียบในแต่ละครั้ง ซึ่งโดยมากผลดังกล่าวไม่มีผลต่อสุขภาพของผู้ป่วยแต่อย่างใด

การ วิจัยโดยการตรวจหาปริมาณไวรัสในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาต้านไวรัสพบว่าการตรวจ หาปริมาณไวรัสสองครั้งจากต ัวอย่างเลือดอันเดียวกันจะให้ผลที่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับยาต้านไวรัสจึงไม่ต้องกังวลหากพบว่าปริมาณ ไวรัสเพิ่มขึ้นจาก 5,000 ไปเป็น 15,000 copies/ml หรือแม้แต่การเพิ่มขึ้นจาก 50,000 ไปเป็น 100,000 copies/ml ก็ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใดหากผู้ป่วยไม่ได้รับยาต้านไวรัส ถึงแม้จะดูราวกับว่าปริมาณไวรัสเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัวก็ตาม ค่าดังกล่าวยังอยู่ในขอบเขตที่การตรวจวัดสามารถผิดพลาดได้

แทนที่ จะสนใจเพียงแค่ค่าปริมาณไวรัสจากการตรวจในแต่ละครั้ง ผู้ป่วยควรจะสังเกตแนวโน้มการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของปริมาณไวรัส ในบางครั้งช่วงเวลาที่เจาะเลือดอาจมีผลต่อการตรวจหาปริมาณไวรัส และหากผู้ป่วยกำลังไม่สบายจากการติดเชื้อใดใดก็จะมีผลทำให้ปริมาณไวรัสสูง ขึ้นก่อนที่จะลดลงอีกครั้ง การฉีดวัคซีนก็อาจมีผลต่อปริมาณไวรัสเช่นกัน

ผู้ ป่วยควรตั้งข้อสังเกตเอาไว้หากพบว่าปริมาณไวรัสที่ตรวจมีแนวโน้มสูงขึ้น ติดต่อกันหลายเดือน หรือหากพบว่าค่าที่เพิ่มขึ้นนั้นมีการเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่า ตัวอย่างเช่น การมีค่าเพิ่มขึ้นจาก 5,000 ไปเป็น 15,000 ไม่ถือว่ามีความผิดปกติแต่อย่างใด แต่หากพบว่ามีการเพิ่มขึ้นจาก 5,000ไปเป็น 25,000 แสดงว่าอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้น

Undetectable viral load (ปริมาณไวรัสเป็น undetectable หรือตรวจไม่พบปริมาณไวรัส)

การ ตรวจหาปริมาณไวรัสจะมีค่าที่ถูกเรียกว่า cut-off point (หมายถึงจุดต่ำสุดที่การวัดนั้นสามารถวัดได้) ค่าที่ต่ำกว่า cut-off point ถือว่าไม่สามารถเชื่อถือค่านั้นได้ ซึ่งอาจเรียกได้อีกอย่างว่า limit of detection (หมายถึงข้อจำกัดของการวัด) วิธีตรวจแบบ PCR จะมี limit of detection อยู่ที่ 50 copies/ml หากปริมาณไวรัสต่ำกว่านี้จะถือว่าเป็น undetectable ซึ่งหมายถึงตรวจไม่พบปริมาณไวรัสนั่นเอง

อย่างไรก็ ตามแม้ว่าปริมาณไวรัสจะต่ำมากจนไม่สามารถตรวจพบได้ก็ไม่ได้หมายความว่าเชื้อ เอชไอวีหายไปจากกระแ สเลือด ยังมีความเป็นไปได้ที่เชื้อเอชไอวีจะยังคงมีอยู่ในเลือดในปริมาณที่ต่ำมากๆ จนไม่สามารถตรวจวัดได้ (เนื่องมาจากข้อจำกัดของวิธีการตรวจวัด) และเนื่องจากการตรวจหาปริมาณไวรัสเป็นเพียงการตรวจหาไวรัสที่อยู่ในเลือดจึง มีความเป็นไปได้ที่ปริมาณไวรั สในตำแหน่งอื่นของร่างกายเช่นที่ต่อมน้ำเหลืองหรือสารคัดหลั่งอื่นๆอาจมีมาก พอที่จะตรวจพบได้

การมีปริมาณไวรัสเป็น undetectable มีผลดีอย่างไร

มี เหตุผลสองประการหลักคือ หนึ่ง ค่าดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่ำจากการเจ็บปวยอันเนื่องมา จากเชื้อเอชไอวี สอง เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดการดื้อยาต้านไวรัส

เชื้อ เอชไอวีจะเกิดการดื้อยาได้ก็ต่อเมื่อเชื้อยังสามารถเพิ่มจำนวนได้ตามปกติใน ขณะที่ผู้ป่วยทานยาต้านไว รัสอยู่ หากการเพิ่มจำนวนไวรัสถูกกดให้ต่ำลงมากๆ การที่จะเกิดการดื้อยาก็จะถูกชะลอออกไป หรือแม้แต่ไม่เกิดการดื้อยาขึ้นเลย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการรับยาต้านชนิดดังกล่าวยังคงให้ผลดีอยู่

จาก เหตุผลดังกล่าว แพทย์ที่ทำการรักษาผู้ป่วยจากโรคติดเชื้อเอชไอวีจึงตั้งเป้าหมายของการรักษา ไว้ที่การทำให้ปริมาณไวรัสเป็ น undetectable ให้เร็วที่สุด เช่นภายใน 24 สัปดาห์ภายหลังเริ่มให้ยาต้านไวรัสกับผู้ป่วย

ผู้ป่วยบางคนอาจใช้ เวลาตั้งแต่ 3 ถึง 6 เดือนในการไปถึงจุดดังกล่าว ในขณะที่บางคนอาจใช้เวลาแค่ 4 ถึง 12 สัปดาห์ หรืออาจเป็นไปได้ที่ผู้ป่วยบางคนไม่สามารถไปถึงจุดดังกล่าวเลย

Viral load blips (การมีปริมาณไวรัสกระโดดสูงขึ้น)

ถึง แม้ผู้ป่วยจะมีปริมาณไวรัสอยู่ในระดับ undetectable การตรวจในบางครั้งอาจพบว่ามีค่าสูงกว่า 50 copies/ml ไปเป็น 100 หรือ 200 copies/ml ก่อนที่จะหล่นกลับมาอยู่ที่ undetectable อีกครั้ง ปรากฎการณ์ดังกล่าวเรียกว่า Viral load blips ซึ่งไม่ได้บ่งว่าการรักษาด้วยยาต้านไวรัสล้มเหลวแต่อย่างใด โดยมากการเกิด blips มักจะเป็นผลจากความผิดพลาดในการตรวจวัดโดยห้องปฏิบัติการ

ปริมาณไวรัสในผู้หญิง

ผู้หญิง มักจะมีปริมาณไวรัสต่ำกว่าผู้ชายที่มีค่า CD4 ใกล้เคียงกัน ซึ่งปรากฏการณืดังกล่าวไม่ได้มีผลต่อการดำเนินโรคแต่อย่างใดและ เหตุผลของปรากฏการณ์ดังกล่าวยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อาจเป็นไปได้ว่าผู้หญิงมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงกว่าหรือการเพิ่มจำนวน ของไวรัสในผู้หญิงต่ำกว่าโดยธรร มชาติเอง

Log viral load คืออะไร

ในบางครั้งปริมาณไวรัสอาจแสดงเป้นค่า log เนื่องมาจากค่าดังกล่าวสามารถแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างได้ถึง 10 เท่า

โดย ปกติค่าจะแสดงเป็น log ฐาน 10 นั่นคือ 1.0 log มีค่าเท่ากับ 10, 2.0 log มีค่าเท่ากับ 10 ยกกำลัง 2 ซึ่งก็คือ 100, 3.0 log จะเท่ากับ 1000, 4.0 log จะเท่ากับ 10000 และ 5.0 log จะเท่ากับ 100000

หากผู้ป่วยมีค่า 3.5 log ก็หมายความว่ามีปริมาณไวรัสมากกว่า 3.0 log ถึง 5 เท่า

บางครั้งการใช้ค่า log จึงง่ายต่อการอ่านผลการเปลี่ยนแปลงมากกว่าการดูเป็นจำนวน copies/ml

สรุป

ไวรัส โหลดคือจำนวนของไวรัสต่อเลือดโดยประมาณ1หยดครับ เช่นถ้าหมอบอกว่ามีไวรัส5000 ก็คือในเลือดเรามีไวรัสอยู่5000ตัวต่อเหลือด1หยดครับ ไวรัสต่ำกว่า30000เรียกว่าน้อย 100000ขึ้นไปเรียกว่าเยอะครับ

การตรวจหาไวรัสที่เขาตรวจกันก็เพื่อดูว่าซีดีเราจะตกลงเร็วแค่ไหน แบบว่าไวรัสเยอะก็ตกเร็วกว่าพวกไวรัสน้อย

การ ตรวจไวรัสโหลดจริงๆแล้วไม่จำเป็น แต่ถ้าไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน สำหรับผม รู้ไว้ก็ดีครับ โดยเฉพาะเวลาที่ซีดีอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวแบบ350-200 เพราะถ้าซีดีอยู่ในช่วงนี้แต่ไวรัสไม่พุ่งกระชูดเป็นแสนๆ ก็ยังยืดเวลารับยาต้านได้บ้าง แต่ในทางกลับกัน ถ้าซีดีอยู่ในช่วงนี้ แต่ไวรัสเป็นแสนเป็นล้าน อย่างนั้นก็ควรเริ่มยาต้านได้เลยครับ

ที่มา : http://pha.narak.com/topic.php?No=15271

การตรวจ CD4 ในหลักสูตรเทคนิคการแพทย์

Absolute CD4 = (%CD4 * WBC * %Lymphocyte ) / 10000
ค่าปกติในหญิงช่วงค่าประมาณ 410-1264 ในคนธรรมดาไม่เป็นH
ค่าปกติในชายช่วงค่าประมาณ 470-1404 ในคนธรรมดาไม่เป็นH

ฉะนั้นค่าจะไม่เหมือนกัน เพราะยังขึ้นกับ เม็ดเลือดขาว มีกี่เม็ดในเลือด กับ % Lymp ก็ไม่เท่ากัน
บางคน มี เม็ดเลือดขาวเยอะ 10000 บางคนน้อยมาก 3000

ค่าปกติเม็ดเลือดขาว หรือ WBC คือ ประมาณ 5000-10000 cells/cu.mm.
ส่วนค่า % Lymp จะไม่เหมือนกัน บางคน สูง บางคนต่ำ
ค่าปกติ ของ % Lymp อยู่ในช่วงประมาณ 19-48 %
ฉะนั้น มันต้องดู ค่าทั้ง 3 อย่าง เเละนำไปใส่สมการสูตรคำนวณออกมา เพราะฉะนั้น ค่าที่เป็น Absolute CD4 นั่นเเหล่ะเป็นค่าที่นำไปเป็นเกณฑ์การรับยาต้านไวรัส ถ้าต่ำกว่า 200 ลงมา ก็ทานยาได้ไปหาหมอขอยาต้านได้เลย
ถ้ายังสูง มากกว่า 200 ก็อย่าเพิ่งกินยาต้าน ให้รักษาตามอาการเเทรกซ้อนด้วยยาเฉพาะโรคอื่นๆไปก่อน น่ะครับ

ทีนี้เรามาดู ค่าอื่นๆ ในการตรวจ CBC กันบ้าง
+ Neutrophils (NEUT) ค่าปกติ 40 - 74 % : จะพบสูงขึ้นในภาวะติดเชื้อจำพวกแบคทีเรีย

+ Lymphocytes (LYMP) ค่าปกติ 19 - 48 %: จะพบสูงขึ้นในภาวะที่มีการติดเชื้อไวรัสอย่างเฉียบพลัน หรือภาวะที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียที่เรื้อรัง

+ Monocytes (MONO) ค่าปกติ 3 - 9 %: จะพบสูงขึ้นในผู้ที่อยู่ในระยะฟื้นจากการติดเชื้อทั่วไป

+ Eosinophils (EOS) ค่าปกติ 0 - 9 %: จะพบสูงขึ้นในภาวะที่มีภูมิแพ้ (Allergy), ภาวะที่มีพยาธิในร่างกาย

+ Basophils : ค่าปกติ 0 - 2 % จะค่าสูงในพวกเป็นภูมิแพ้ต่างๆครับ

+ ค่าPlatelet Count (PLT) คือการนับจำนวนของเกร็ดเลือดต่อ mL ในเลือด ค่าปกติ 130,000 - 400,000 cells /m
(เกร็ด เลือดมีความจำเป็นที่ทำให้เลือดแข็งตัว) ถ้าต่ำกว่า 100,000/mL ถือว่าน้อยไปอาจทำให้เลือดหยุดยาก ตรงกันข้ามถ้ามากไป คือสูงกว่า 400,000/mL จะทำให้เลือด แข็งตัวได้ง่ายขึ้น และอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการอุดตันในเส้นเลือด

การ ตรวจสภาพการทำงานของไต (Blood Urea Nitrogen and Creatinine) ในกรณีทานยาต้านไวรัส ที่มี สูตรยา 3TC และ d4T จะต้องตรวจ ตับ ตรวจไตด้วยครับ
1. Blood Urea Nitrogen (BUN) คือการหาสาร Urea Nitrogen ในเลือดเพื่อดูการทำงานของไต ทั้งนี้เนื่องจาก ยูเรียเป็นผลิตผลสุดท้ายของการเผาผลาญโปรตีน ซึ่งจะถูกขับออกทางไต ค่าปกติ 8-16 mg/dl

BUN เพิ่มขึ้น พบได้ในกรณีที่มีการสังเคราะห์ยูเรียมากไป โดยอาจมาจากสาเหตุจาก
* การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง
* มีการทำลายของโปรตีนในร่างกายมาก เช่น ภาวะไข้, ติดเชื้อ,ได้รับการผ่าตัดใหญ่
* ระยะหลังของการตั้งครรภ์
* มีภาวะขาดน้ำ เช่น ในคนที่เป็นโรคเบาหวาน เป็นต้น

2 Creatinine (Cr) คือการหาสาร Creatinine ในเลือดเพื่อประเมินสมรรถภาพของไต ค่าปกติ 0.6 – 1.3 mg/dl
ข้อแนะนำในการปฏิบัติตน ในกรณีที่มีค่า BUN และ Creatinine สูงกว่าปกติ
* ควรลดอาหารที่มีรสเค็มจัด
* หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง
* ควรปรึกษาแพทย์


การตรวจสมรรถภาพการทำงานของตับ (SGOT and SGPT)
1. Serum Glutamic Oxaloacetic Transaminase (SGOT) คือ enzyme ซึ่งอยู่ในเนื้อเยื่อของหัวใจ ตับ กล้ามเนื้อไต สมอง ตับอ่อน ม้าม และปอด หากเนื้อเยื่อเหล่านี้ได้รับอันตราย SGOT ในเลือดจะสูงขึ้น และจะเพิ่มทันทีใน 12 ชั่วโมง แล้วค่อยๆต่ำลงเนื่องจากถูกเผาผลาญไป ค่าปกติ 0 - 37 U/L

2. Serum Glutamic Pyruvic Transaminase (SGPT) คือ enzyme ที่พบในตับ หัวใจ กล้ามเนื้อ และไต ใช้ในการหาอาการของตับอักเสบ และบอกได้เฉพาะเจาะจงกว่า SGOT
ค่าปกติ 0 - 4 0 U/L

การ ตรวจหา enzyme SGOT, SGPT เป็นการตรวจเพื่อประเมินสมรรถภาพการทำงานของตับ มักจะพบว่าสูง ในคนที่ดื่มสุรามาเป็นเวลานาน หรือแม้แต่การดื่มเป็นบางโอกาสแต่ปริมาณมาก ก็อาจสูงได้ ในกรณีไม่ดื่มสุรา อาจจะเกิดได้จาก
+ เป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบ B
+ การรับประทานยาบางอย่างที่มีผลต่อตับ
+ ถูกผลกระทบจากการสัมผัสสารเคมีบางอย่างโดยสม่ำเสมอ (เช่นการฉีดยาฆ่ายุงโดยที่ไม่มีการป้องกันตัวเอง)
+ ทานยาต้านไวรัสเอดส์ บางอย่าง ทำให้ค่าผิดปกติ เช่น D4T 3TC เป็นต้น

เกล็ดเล็กเกล็ดน้อยที่ควรรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์

รับเชื้อมาแล้ว เชื้อไปไหนบ้าง
เมื่อ เชื้อเข้าสู่ร่างกาย มันก็ถูกเม็ดเลือดขาวจับกิน ถ้าเป็นเชื้ออื่นก็โดนเขมือบเรียบร้อย แต่นี่เพราะมันคือเอดส์ วายร้ายไวรัสเอดส์ก็จัดการก็อปปี้ตัวเอง จนเป็นไวรัสตัวใหม่แล้วก็ก็อปปี้ๆๆๆ จนเม็ดเลือดขาวแตกตาย มันก็ออกมาเวียนว่ายอยู่ในกระแสเลือด (แล้วก็ไปโจมตีเม็ดเลือดขาวตัวอื่นต่อไป) ถึงตอนนี้ร่างกายก็จะสร้างภูมิต้านทาน (Antibody) ขึ้นมา
ช่วงระยะเวลา จากรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จนเชื้อไวรัสออกสู่กระแสเลือด ใช้ระยะเวลาประมาณ 2 - 6 สัปดาห์ ช่วงนี้ถ้าจะตรวจหาว่ามีเชื้อเอดส์หรือไม่ ก็สามารถตรวจได้ โดยตรวจ "แอนติเจน"
กว่าร่างกายจะสร้างแอนติบอดี ก็ใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน ดังนั้น ถ้าจะตรวจแอนติบอดีได้ อย่างเร็วที่สุดก็ 3 สัปดาห์ (ก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะมีแอนติบอดีขึ้นเร็วอย่างนี้เสมอไป)

เลือดบวก แปลว่าอะไร ?
ก่อน อื่น ขอทำความเข้าใจกับคำว่า "บวก" และ "ลบ" ก่อน คำนี้แปลมาจากภาษฝรั่ง ว่า "positive" และ "negative" ไม่รู้ใครเป็นคนแปลเป็นคนแรก แล้วก็ใช้กันมาโดยตลอด แหม..เล่นแปลกันตรงตัวเลย ความจริงมันไม่ใช่ บวก หรือ ลบ ในความหมายทางคณิตศาสตร์ แต่หมายถึงว่า "มี" หรือ "พบเชื้อ" หรือ "พบร่องรอย" เช่น เราเจาะเลือดมาจำนวนหนึ่ง อยากรู้ว่าเลือดนี้ มีเชื้อ A (สมมุติว่าเรียกเชื้อนี้ว่า เชื้อ A) เราก็เอาน้ำยาที่ตรวจหาเชื้อ A มาทำปฎิกริยากับเลือด ถ้า "มีเชื้อ" หรือ "มีร่องรอย" ฝรั่งก็เรียก "positive" เราก็เรียกว่า "เลือดบวกต่อเชื้อ A"
ถ้าอยากรู้ว่าติดเชื้อ ซิฟิลิสหรือเปล่า เราก็เอาน้ำยาตรวจหาซิฟิลิสมาทำ ปฎิกริยากับเลือด ถ้ามีเชื้อซิฟิลิส ก็เรียกว่า เลือดบวกต่อซิฟิลิส ถ้าตรวจการตั้งครรภ์ เอาเลือดมาหาฮอร์โมน ถ้ามีฮอร์โมนที่แสดงว่าตั้งครรภ์ ก็เรียกว่า เลือดบวกต่อการตั้งครรภ์ ดังนั้นจึงอยู่ที่ว่า เอาเลือดไปตรวจหาอะไร ถ้าตรวจหาเอดส์ แล้วให้ผลบวก ก็บอกว่า เลือดบวกต่อเชื้อเอดส์ ดังนั้น "เลือดบวก" ต้องระบุให้ชัดว่าบวกจากอะไร จะพูดว่าเลือดบวกเฉยๆ ไม่ได้

"ติดเชื้อ" กับ "เป็นเอดส์" เหมือนกันไหม
" ติดเชื้อ" หมายถึงรับเชื้อมาแล้ว มีเชื้อในร่างกายของเรา ตรวจเลือดเอดส์ก็ให้ผลบวก แต่ก็ยังไม่มีอาการอะไร บางคนกินยายับยั้งเชื้อเอดส์ พร้อมกับรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ก็สามารถมีชีวิตเหมือนคนปกติ (ดูหน้าตาก็ไม่รู้) เพียงแต่มีเลือดเอดส์เป็นบวกเท่านั้น
"เป็นเอดส์" หมายถึงการมีอาการแทรกซ้อนต่างๆแสดงออกทางร่างกายแล้ว เป็นผลจากที่ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง จนไม่สามารถต่อต้านเชื้อโรคต่างๆได้

รับเชื้อมาแล้วกี่ปีจึงจะเป็นเอดส์
ส่วน ใหญ่ของผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการ เพียงแต่มีเลือดบวกเฉยๆ บางคนอาจไม่มีอาการอะไรเลย เป็นเวลา 10 ปี ก็มี แล้วนานแค่ไหนที่รับเชื้อแล้วจนมีอาการเป็นเอดส์
หลังรับเชื้อมาแล้ว…………….
    เวลาผ่านไป 1 - 2 ปี มีไม่ถึง 5 % ที่เป็นเอดส์ เวลาผ่านไป 3 ปี ที่กลายเป็นเอดส์ มี 20 % เวลาผ่านไป 6 ปี ที่กลายเป็นเอดส์ มี 50 % เวลาผ่านไป 16 ปี ที่กลายเป็นเอดส์ มี 65 - 100 % เฉลี่ย นับจากรับเชื้อจนเป็นเอดส์ ประมาณ 7 - 11 ปี

รับเชื้อมา แต่เลือดยังไม่บวก จะติดคนอื่นได้ไหม
หมาย ความว่ารับเชื้อมาแล้ว แต่เลือดยังไม่บวก ไปมีเพศสัมพันธ์ จะเอาเชื้อไปแพร่ให้คู่นอนได้ไหม ได้ซิครับ ก็อย่างที่บอก ตอนรับเชื้อมาใหม่ๆ 2 - 6 สัปดาห์ ตรวจหาแอนติบอดียังไม่เจอ แต่เชื้อในเลือดมีแล้วจึงมีโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ ดังนั้นถ้าไม่แน่ใจว่าจะรับเชื้อมาหรือเปล่า ก็คงต้องงดมีเพศสัมพันธ์กับคู่รักหรือภรรยา หรือถ้าจำเป็นก็ต้องใช้ถุงยางอนามัยป้องกันไว้ก่อน (Safety first…ความจริงถ้า first ตั้งแต่ไปเที่ยวมา ก็ไม่ต้องมาวุ่นวายอย่างนี้แล้ว ..เนาะ)

ต้องเตรียมตัวก่อนตรวจเลือดอย่างไร ต้องอดอาหารไหม
ไม่ ต้องเตรียมตัวใดๆทั้งสิ้น แต่ต้องเตรียมเงินกับเตรียมใจครับ เพราะผลการตรวจเลือดเอดส์ไม่เหมือนการตรวจเลือดอย่างอื่น ต้องลุ้นด้วยความระทึกใจ ถ้าผลเป็นบวก คนที่มีภาวะจิตใจไม่เข้มแข็งอาจหวั่นไหวจนเสียสติ หรือตัดสินใจผิดๆ ได้ บางคนเข่าทรุดตกอยู่ในภาวะหมดหวังท้อแท้ แล้วถ้ารู้ไปถึงเพื่อนฝูงก็อาจเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ได้ อาจถึงกับถูกไล่ออกจากงาน หลายหน่วยงานปฏิเสธไม่ยอมรับให้ทำงาน
ดัง นั้นก่อนไปตรวจเลือดจึงต้องเตรียมจิตใจให้ดีว่า ถ้าผลเลือดเป็นบวก เราจะรับสภาพได้ไหม จะเกิดอะไรขึ้น เราจะวางแผนรับมืออย่างไร ถ้ามีแฟน มีภรรยา เราจะทำอย่างไร จะมีบุตรไหม ถ้าจิตใจยังไม่พร้อม ก็รอได้ รอจนกว่าจะพร้อมจึงค่อยไปตรวจ (นี่พูดถึงคนที่มีความเสี่ยงมากๆ นะ เช่นชอบสำส่อนทางเพศ ติดยาเสพติดชนิดฉีด ฯลฯ)

ผลตรวจเลือด จะเป็นความลับแค่ไหน
ปกติ แพทย์จะต้องรักษาความลับของคนไข้เสมอ ยิ่งเป็นเรื่องเอดส์ โรคที่สังคมรังเกียจ ก็ยิ่งต้องรักษาไว้อย่างยิ่งยวด ยกเว้นอยู่สองกรณีที่ เปิดเผยได้ คือ เจ้าตัวเจ้าของเลือดอนุญาต หรือกรณีมีคำสั่งศาล
แต่ก็ ใช่ว่าแพทย์รักษาความลับแล้ว ความลับจะไม่รั่วออกไป เพราะในกระบวนการตรวจเลือดนั้น มีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ทังเจ้าหน้าที่ตรวจเลือด ห้องตรวจเลือด เจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่อาจรับรู้ได้เช่นกัน

ตรวจเลือดต้องบอกชื่อ บอกที่อยู่หรือไม่
ปกติ ถ้าไปตรวจตามโรงพยาบาล เขาก็มักจะทำบัตร ก็ต้องกรอกชื่อ ที่อยู่ ถ้าคุณไม่อยากให้ใครรู้ ก็คงต้องไปหาโรงพยาบาลอื่นที่ไม่มีใครรู้จักคุณ แล้วทำบัตรใหม่ คุณจะกรอกชื่อปลอม ที่อยู่ปลอมก็ได้ เขาไม่ค่อยเข้มงวดเท่าไหร่ ถ้าคุณไม่เอาบิลไปเบิกที่ไหน หรือจะไปตรวจที่คลินิกนิรนามก็ได้ เขาไม่ถามชื่อคุณ ถ้าเป็นที่กรุงเทพ คลินิกนิรนามที่สภากาชาด ตรงถนนอังรีดูนังก็มี ถ้าเป็นที่ต่างจังหวัดที่มีศูนย์กามโรคตั้งอยู่ก็มี

เลือดเอดส์ "บวก" แล้ว จะเป็น "ลบ" ได้ไหม
ปกติ เมื่อเลือดเอดส์ให้ผลบวก แล้ว (ตรวจยืนยันแล้ว) ก็จะบวกไปตลอดชีวิต จะไม่กลับมาเป็นลบอีก ดังนั้นเมื่อท่านมีเลือดบวก ก็จะเป็นตราประทับติดตัวท่านไปตลอดชีวิต จะเที่ยวก็ระมัดระวังไว้บ้างครับ ควรใส่ถุงยางทุกครั้งนะครับ

ก่อนแต่งงาน ควรตรวจเลือดเอดส์หรือไม่
หลาย คนบอกว่า ตรวจไปทำไม รักกันจะแต่งอยู่แล้ว ถึงเลือดบวก ก็แต่งอยู่ดี มันก็ใช่…ก็เพราะ " แต่งอยู่ดี " นี่แหละที่ต้องตรวจ เพราะถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีเชื้อเอดส์ ก็จะได้ป้องกันอีกฝ่ายไม่ให้อีกฝ่ายรับเชื้อ ดีกว่าที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่แล้วติดไปด้วยกันทั้งคู่ มีชายหญิงคู่หนึ่งมาตรวจเลือดก่อนแต่ง ปรากฏว่าฝ่ายชายเลือดเอดส์บวก ฝ่ายหญิงไม่บวก ผมถามผู้หญิงว่า รู้อย่างนี้แล้วยังจะแต่งไหม เธอบอกว่า รักเขามาก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ยังยืนยันจะแต่ง ยิ่งมารู้ว่าเขาป่วย จะทิ้งเขาได้อย่างไร จะอยู่กับเขา จะดูแลปรนนิบัติเขาจนกว่าเขาจะหาชีวิตไม่ หลังจากพูดคุยกันแล้วผมก็แนะนำให้ฝ่ายชาย ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เธอถามว่าแล้วอย่างนี้ก็ไม่มีโอกาสมีลูกซิ เธอต้องการมีลูกกับเขา เพื่อเป็นตัวแทนเขาเมื่อยามที่เขาไม่อยู่แล้ว จะให้ทำอย่างไร เพราะถ้าอยากมีลูกก็ต้องไม่ใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งก็เสี่ยงต่อการรับเชื้อ ผมก็แนะนำว่า ถ้าอย่างนั้นก็อาจใช้วิธีผสมเทียม ให้มีการปฏิสนธินอกร่างกายแล้ว ค่อยนำตัวอ่อนฉีดเข้ามดลูก ก็จะช่วยลดอัตราเสี่ยงการติดเชื้อต่อเธอ ได้

"เอดส์" แม้ยังไม่มียาอะไรจะรักษาได้ แต่เราก็สามารถรักษาเอดส์ได้ ด้วย "ความรัก" และ "กำลังใจ" ครับ

ที่มา : http://pha.narak.com/topic.php?No=15271

เอดส์รักษาได้ … แต่

การรณรงค์เรื่อง “ เอดส์รักษาได้ ” ( Aids can be treated ) ได้สร้างความไม่สบายใจให้กับผู้คนจำนวนมาก

คนจำนวนหนึ่งไม่สบายใจ เพราะคิดว่า เป็นเรื่องเท็จ เป็นไปได้ไง บอกกันว่าเอดส์เป็นแล้วตาย รักษาไม่หายแล้วจู่ ๆ ก็มาเปลี่ยนเป็นเอดส์รักษาได้

ข้อเท็จจริงเรื่องนี้อธิบายได้ไม่ยาก

เอดส์ คือกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นอันเนื่องจากภาวะภูมิคุ้มก้นบกพร่อง
อันเนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี

ผู้ป่วยเอดส์ คือคนที่มีโรคฉวยโอกาสอันเนื่องจากภาวะภูมิตุ้มกันบกพร่องหรือไม่มีโรคฉวยโอกาส แต่ว่าภูมิคุ้มกันบกพร่อง เนื่องมาจาการติดเชื้อเอชไอวี

ผู้ติดเชื้อเอชไอวี คือผู้ที่ติดเชื้อไวรัส HIV

เอดส์ คือ กลุ่มอาการโรคฉวยโอกาสและภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

HIV คือไวรัสชนิดหนึ่ง

ปัจจุบัน โรคฉวยโอกาสสามารถรักษาได้ ในขณะเดียวกัน ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ก็ใช้ยาต้านไวรัสในการควบคุมปริมาณเชื้อเอชไอวี ทำให้ภูมิต้านทานถูกทำลายน้อยลง
เพื่อให้ร่างกายสร้างขึ้นมาใหม่ จนพ้นสภาพภูมิต้านทานบกพร่อง

การติดเชื้อ HIV ยังอยู่ แต่เอดส์รักษาได้ ฟันธง


แต่ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่ง ยังไม่สบายใจ กลัวว่า ถ้ารณรงค์ เอดส์รักษาได้ คนจะไม่กลัว และไม่ป้องกัน
ในขณะเดียวกัน ผู้ป่วยเอดส์จะแข็งแรงแล้วมีเพศสัมพันธ์ ก็จะแพร่เชื้อได้อีก

เรา รณรงค์เรื่องมะเร็งปอด มะเร็งตับ ถุงลมโป่งพอง ฯลฯ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับการบริโภคบุหรี่และสุรา จะมาสรุปว่าคนสูบบุหรี่เพราะไม่กลัวมะเร็งก็ไม่น่าจะใช่ ที่หวังว่าการสร้างความกลัวแล้วจะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมมันไม่พอแล้ว โลกยุคนี้เป็นยุคข้อมูลข่าวสาร การได้รับข้อมูลที่รอบด้านและการฝึกพัฒนาทัศนคติที่ดีในเรื่องเพศ
จะเป็นทางที่ช่วยลดปัญหาที่ตามมาจากเรื่องเพศได้ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเอดส์

อีกเรื่องที่กลัวว่าผู้ติดเชื้อเมื่อได้รับการรักษาแล้วจะแข็งแรงแล้วไม่ป้องกัน จะทำให้มีการแพร่เชื้อต่อไปยังผู้อื่นก็ เข้าใจได้ แต่คำถามที่สำคัญก็คือ เมื่อกลัวแล้วทำยังไงกันต่อ กลัวผู้ติดเชื้อจะแข็งแรงแล้วแพร่เชื้อ ก็ไม่รักษาปล่อยให้เสียชีวิต ก็ไม่น่าจะใช่ แต่ถ้ากลัวแล้วมาสร้างความเข้าใจเรื่องการป้องกันและเพิ่มอำนาจในการป้องกัน ให้ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย วัยรุ่น ฯลฯ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่น่าจะทำ และควรจะทำตั้งนานแล้วด้วย

จริง ๆ แล้ว ผู้ป่วยเอดส์ที่เข้ารับการรักษา จะได้รับข้อมูลที่รอบด้าน และได้รับคำปรึกษาเมื่อได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ปริมาณเชื้อเอชไอวีจะถูกควบคุมจนมีปริมาณลดลง ซึ่งหมายถึงการส่งต่อเชื้อให้ผู้อื่นก็ลดลงด้วย เหมือนกรณีที่มี การให้ยาต้านไวรัสกับหญิงตั้งครรภ์เพื่อลดโอกาสส่งเชื้อต่อให้ลูก แต่ที่น่ากังวลกว่า ก็คือ ผู้ติดเชื้อที่ไม่รู้ผลเลือดซึ่งมีจำนวนมากกว่าคนที่รู้ผลเลือดเสียอีก โอกาสป้องกันกับคู่ของตนเองก็น้อยลงเพราะไม่รู้และไม่คิดว่าตนเองจะมีเชื้อ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าคิดและกังวลใจมากกว่าอีก

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งมายาคติต่อเรื่อง เอดส์รักษาได้
เจ้าของบทความ : สมวงศ์ อุไรวัฒนา มูลนิธิเข้าถึงเอดส์

"เอดส์" รู้เร็ว รักษาได้

รูปภาพ

หลาย คนคงได้เห็นภาพยนตร์โฆษณาเรื่อง "ชัยชนะ" ของโครงการ "เอดส์ รู้เร็ว รักษาได้" กันบ้างแล้ว หรือถ้าใครยังไม่ผ่านตา ลองคลิ๊กเข้าไปที่ http://www.aidsaccess.com ของมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ก็จะได้ชมโฆษณาเรื่องนี้กันเต็มอิ่มทีเดียว

แต่ หากใครยังไม่ได้ชม ผู้เขียนจะขอเล่าเรื่องราวโดยย่อว่าเป็นเรื่องของผู้ติดเชื้อเอชไอวีคนหนึ่ง ที่วิ่งแข่งมาตลอด ย่อตั้งแต่เด็กจนโต และไม่เคนเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งเลยสักครั้ง ถึงแม้จะไม่ชนะในสนามแข่งวิ่ง แต่ในสนามชีวิตแล้ว เขาชนะมาโดยตลอด ที่ว่าชนะคือ การชนะเอชไอวีที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด

ซึ่งชนะได้ ด้วยการรักษา

หลายคนบอกว่า ติดเชื้อเอชไอวี เป็นเอดส์ เนี่ยนะหรือจะรักษาได้ เคยได้ยินแต่เอดส์เป็นแล้วตายมากกว่า

นี่แหละ...ใช่เลย วัตถุประสงค์ของโครงการฯ ที่ต้องการสื่อสารเรื่องเอดส์ในมุมใหม่ให้สังคมเข้าใจความแตกต่างระหว่าง เอชไอวีกับเอดส์

เอ ชไอวี คือเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้ว จะค่อยๆทำลายภูมิคุ้มกัน หรือเม็ดเลือดขาวชนิด CD 4 ซึ่งเราเรียกผู้ที่ได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าไปในร่างกายแต่ยังไม่แสดงอาการ เจ็บป่วยว่า “ผู้ติดเชื้อเอชไอวี”

ส่วนเอดส์ คือ ภาวะภูมิคุ้มกันในร่างกายบกพร่องอันเนื่องมาจากเอชไอวี จนร่างกายเกิดอาการเจ็บป่วย (เพราะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เหลือน้อย จนกดเชื้อโรคติดเชื้อฉวยโอกาสไม่ได้) ซึ่งเราเรียกผู้ที่อยู่ในภาวะนี้ว่า “ผู้ป่วยเอดส์”

อย่างไรก็ตาม เอชไอวีสามารถควบคุมได้ด้วยยาต้านไวรัส ที่จะเข้าไปกดหรือทำลายวงจรการแบ่งตัวของเอชไอวี ซึ่งจะช่วยลดจำนวนเอชไอวีในร่างกายลงได้ ส่วนภาวะเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อฉวยโอกาสหรือที่เราเรียกว่า “ป่วยเอดส์” เช่น วัณโรคปอด เชื้อราเยื้อหุ้มสมองอักเสบ ปอดอักเสบพีซีพี ฯลฯ ก็สามารถรักษาให้หายได้ทุกโรค บางโรคกินยาป้องกันได้

นี่คือข้อเท็จจริงของ เอชไอวีควบคุมได้ เอดส์รักษาได้

เป็น ข้อเท็จจริงที่โครงการฯ ต้องการสื่อสารให้สังคมเข้าใจ และเห็นความแตกต่างของคำ ๒ คำนี้ เพราะถ้าเข้าใจก็จะส่งผลทั้งเรื่องป้องกันและเรื่องการเข้าถึงการรักษา

ถ้า เราเข้าใจว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีก็คือคนทั่วๆ ไป ที่ยังแข็งแรง สวยหล่อ สามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันของเรา และอาจเป็นคนที่เรามีเซ็กส์ด้วย เราก็จะประเมินความเสี่ยงต่อการติดเชื้อของตัวเองออก และนึกถึงเรื่องป้องกันได้

สำหรับผู้ที่ประเมินแล้วคิดว่าตัวเองมี โอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีก็จะเข้าใจว่า เอชไอวีที่อยู่ในร่างกายนั้นควบคุมได้ด้วยยาต้านไวรัส และหากวันหนึ่งร่างกายเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อฉวยโอกาสขึ้นมาก็มีวิธีรักษา ทำให้ร่างกายหายป่วย และกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงได้

สำคัญที่ต้อง ประเมินความเสี่ยงของตัวเองให้ได้ จากนั้นหากตัดสินใจเข้าสู่ระบบบริการรักษาเรื่องเอชไอวี/เอดส์ ก็สามารถขอคำปรึกษาได้ทุกหน่วยบริการทั้ง โรงพยาบาล สถานีอนามัย ศูนย์สาธารณสุข ไม่ว่าเราจะใช้สิทธิบัตรทอง บัตรประกันสังคม หรือสวัสดิการข้าราชการ ก็ไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือหากยังไม่พร้อมก็มีบริการโทรปรึกษาที่ 02-372 2222 ตั้งแต่ 10.00-20.00 น. ทุกวัน

ระบบบริการทุกอย่างพร้อมแล้ว...คุณล่ะ พร้อมหรือยังที่จะทำความเข้าใจเรื่องเอดส์ในมุมใหม่

รูปภาพ

เอดส์รักษาได้ เอชไอวีควบคุมได้

เมื่อเรารับเชื้อเอชไอวี เราจะมีสุขภาพไม่ต่างจากเดิมเลย เพราะเชื้อเอชไอวี จะไม่ทำให้เราป่วยทันที ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเรายังมีภูมิคุ้มกันที่สามารถควบคุมหรือจัดการกับเชื้อโรคที่เข้าสู่ ร่างกายได้ อาการเจ็บป่วยจากโรคฉวยโอกาสจึงไม่ปรากฏ เรียกว่าเป็น “ผู้ติดเชื้อเอชไอวี”

เมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายไปเรื่อยๆ (ซึ่งโดยเฉลี่ยผู้ติดเชื้อในประเทศไทย ใช้เวลา 7- 10 ปี จึงจะเริ่มป่วย) จนไม่สามารถควบคุมหรือจัดการกับเชื้อโรคบางอย่างได้ แต่จะทำลายภูมิคุ้มกันทำให้เราป่วย ด้วยเชื้อโรคนั้นๆ เรียกว่าเริ่มมี ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องเป็น “ผู้ป่วยเอดส์”

โรคที่เราป่วยเนื่องจาก ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เรียกว่า โรคติดเชื้อฉวยโอกาส ที่สำคัญคือ โรคติดเชื้อฉวยโอกาสส่วนใหญ่รักษาได้ และมีหลายโรคที่ป้องกันได้แบบไหนเรียกว่าภูมิคุ้มกัน

ในทางการแพทย์ จะใช้การตรวจ ซีดี 4 ซึ่งเป็นการตรวจเลือดเพื่อนับจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิด ซีดี 4 (ภูมิคุ้มกัน) ถ้าซีดี 4 ต่ำกว่า 200 หรือเมื่อเริ่มมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่างๆ เช่น เชื้อราในปาก เริมที่อวัยวะเพศ (เป็นบ่อยหรือเป็นรุนแรง) วัณโรค งูสวัดที่รุนแรงหรือเป็นซ้ำใน 1 ปี เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดอักเสบ ถือว่าอยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

เมื่อประเมินว่าภูมิคุ้มกัน บกพร่อง สิ่งที่ต้องนึกถึงคือ การเริ่มรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวีและการป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น ปอดอักเสบพีซีพี เชื้อราเยื่อหุ้มสมอง ฝีในสมอง เป็นต้น

การที่ ผู้ติดเชื้อเอช ไอ วี จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับว่าผู้ติดเชื้อคนนั้นป่วย ช้าหรือเร็ว และเมื่อป่วยแล้วได้รับการรักษาที่เหมาะสมทันท่วงทีหรือไม่

ปัจจัยที่ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ไม่ป่วยหรือป่วยช้า

1) ปริมาณและความรุนแรงของเชื้อเอชไอวี ถ้าร่างกายมีปริมาณเชื้อเอชไอวีมากก็จะป่วยเร็ว ดังนั้นหากไม่รับเชื้อเพิ่ม รวมทั้งได้รับยาต้านไวรัส เอชไอวี สุขภาพก็จะแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยบ่อย

2) การป้องกันและรักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาสอย่างทันท่วงที การป่วยด้วยโรคฉวยโอกาสแต่ละครั้ง จะทำให้ภูมิคุ้มกันลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเมื่อเริ่มมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรกินยาป้องกันก่อนป่วยและถ้าป่วยต้องรีบรักษา

นอกจากนี้เชื้อเอชไอ วี ยังสามารถควบคุมได้โดยการใช้ยาต้านไวรัส ซึ่งมีหน้าที่ไม่ให้เชื้อเอชไอวีทำลายภูมิคุ้มกันได้ ผู้ติดเชื้อได้รับยาต้านไวรัสอย่างเหมาะสม จะทำให้ภูมิคุ้มกันสูงพอที่จะป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาสได้เกือบทุกโรค

เอดส์เป็นเพียงโรคเรื้อรัง ซึ่งสามารถดูแลรักษา รวมถึงป้องกันไม่ให้ป่วยได้

ปัจจัย 3 ประการเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวี

“ทำ” แบบไหน ที่เสี่ยงเอดส์ และ “ทำ” แบบไหน ที่ไม่สี่ยง
การที่คนๆหนึ่งจะเสี่ยง หรือไม่เสี่ยง ต่อการับเชื้อเอชไอวีนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการคือ


1. ปริมาณของเชื้อต้องมากพอที่จะทำให้ติดต่อได้
ปริมาณ ของเชื้อเอชไอวีในสารคัดหลั่งของร่างกายแต่ละชนิดมีไม่เท่ากัน เชื้อเอชไอวีจะมีปริมาณมากที่สุดในเลือด รองลงมาในน้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด และน้ำนมแม่ตามลำดับ การที่คนๆหนึ่งจะรับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายจึงหมายถึงต้องได้รับสารคัด หลั่งตามที่กล่าวมาในปริมาณที่มากพอ เช่นการรับเลือด(กรณีถ่ายเลือด) การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย หรือเด็กทารกที่กินนมแม่เป็นเวลานานๆ เป็นต้น

2. ต้องได้รับเชื้อเอชไอวีที่มีคุณภาพดีพอ
เชื้อ เอชไอวีที่จะมีคุณภาพดีแข็งแรงและสามารถทำให้ติดต่อได้คือเชื้อเอชไอวีที่ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ นั่นคือ เชื้อต้องอยู่ในร่างกายของมนุษย์เท่านั้น เชื้อเอชไอวีที่ออกมานอกร่างกาย เช่นโดนความร้อน อยู่บนพื้นที่มีสารเคมีเช่นพื้นห้องน้ำ หรือโดนความเย็น เป็นต้น ก็จะทำให้เชื้อด้อยคุณภาพจนไม่สามารถติดต่อไปยังผู้อื่นได้

3. ต้องมีช่องทางเข้าของเชื้อเอชไอวี
การ ที่เอชไอวีจะติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้นั้น ต้องมีช่องทางออกและเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง เช่นการมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่โดยไม่ป้องกัน หรือการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน

“ถ้าขาดปัจจัยข้อใดข้อหนึ่งก็ไม่เสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวี”

ดัง นั้น การกินข้าวด้วยกัน ใช้ชีวิตประจำวันร่วมกัน พูดคุยกัน พบปะสังสรรค์กันกับผู้ติดเชื้อ ก็ไม่มีโอกาสเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวีเลย เพราะไม่มีช่องทางใดที่จะให้ติดต่อกันได้

อีกทั้งยุงกัดก็ไม่ทำให้ ติดเชื้อเอชไอวีได้ แม้ว่ายุงจะไปกัดผู้ติดเชื้อก็ตาม เนื่องจากเชื้อเอชไอวีจะติดต่อกันได้ ต้องผ่านจากคนไปยังคนเท่านั้น สัตว์ไม่สามารถเป็นพาหะของโรคได้

บล็อกของผู้ติดเชื้อเอชไอวี

  • การแพ้ยามีอาการอย่างไร - เรื่อง “การแพ้ยา” เป็นอีกคำถามหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะการแพ้ยาเป็นอันตราย อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการใช้ยา จึงได้รับความสนใจและเป็นคำถามประจำ ที่ผู้สั่งจ่ายยา...
    13 ปีที่ผ่านมา
  • slow slow...but sure? - ผลเลือดคราวนี้ยังไม่เป็นที่น่าพอใจของตัวเองเท่าไหร่ ขนาดเช้าวันที่ตรวจกระดกแบรนด์ไป 1 ขวดตามคำแนะนำของเพื่อนร่วมโลก เขาบอกให้ลองดูสิตัวเลขจะออกมาสวยเชียวล...
    14 ปีที่ผ่านมา