09 กรกฎาคม 2553

บทเรียนชีวิต.. ที่แลกด้วยความตาย

เมื่อวาน (8 กรกฎาคม 2553) นที (นามสมมุติ) เพื่อน.. ของเมียผมเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์
โรคที่ผมเชื่อว่า รู้เร็ว.. รักษาได้

ผมรู้จักกับนที หลังจากผมอยู่กินกับเมียผมไม่นาน
นที สนิทกับครอบครัวเมียผม
เมื่อตอนไปเยี่ยมนที ภรรยาผมยังเอ่ยปากให้หายเร็ว ๆ
แล้วจะได้ไปช่วยกันขายของ
ทั้งผมและภรรยา เชื่อว่า ไม่นานนทีคงหาย
และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
แม้จะรู้ว่า อาการของนทีทรุดหนักด้วยโรคแทรกซ้อนหลายโรค
ทั้งโรคปอดอักเสบ เชื้อราในสมอง มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ฯลฯ
นที ไม่ได้มีตุ่มพีพีอี แต่เขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
ร่างกายไม่มีแรงไปซีกหนึ่ง

ในตอนที่น้องสาวเขาถามว่า นทีจะหายจากอาการแขนขาไม่มีแรงหรือเปล่า
ผมได้แต่อึ้ง
เพราะรู้มาว่า
แม้ว่าโรคเอดส์จะสามารถรักษาหายได้
แต่หากมันทำลายอวัยวะสำคัญ เช่น ตา หรือ สมอง
โอกาสที่จะหายกลับมาเป็นปกติ ..ยาก
และอาการแขนขาไม่มีแรงของนที
ผมสงสัยว่าเกี่ยวกับเชื้อราในสมอง

ผมมารู้ทีหลังว่า
นทีรู้ตัวมาประมาณ 2 ปีแล้ว ว่าเขาติดเชื้อเอชไอวี
แต่เพราะไม่มีความรู้เรื่องโรคเอดส์ หรือ การติดเชื้อเอชไอวี
ไม่รู้ว่า เอดส์.. รู้เร็ว รักษาได้
และกลัวคนอื่นจะรู้ว่าเป็น
ทำให้เขาไม่ยอมเข้ารับการรักษา
หรือตรวจเช็คซีดี 4
ใช้ชีวิตของตัวเองไปตามปกติ และปิดบังทุกคน รวมทั้งครอบครัว

เพื่อนที่รู้ผลว่าติดเชื้อเอชไอวี
พร้อม ๆ กับนที
ปัจจุบัน. รักษาด้วยการกินยาต้านไวรัส
ร่างกายยังแข็งแรง ปกติ
ดูภายนอกไม่รู้เลยว่า ติดเชื้อเอชไอวี
เขาเป็นคนเล่าให้น้องสาวของนทีฟัง
ว่านทีกับเขารู้ว่าติดเชื้อเอชไอวีพร้อมกัน
แต่นทีไม่ยอมเข้ารับการรักษา

ความตายของนที
ทำให้ผมรู้สึกหดหู่ใจทุกครั้ง เมื่อนึกถึง

นทีตายเพราะเขาไม่รู้ว่า
เอดส์.. รู้เร็ว รักษาได้
เขาไม่รีบควบคุมเชื้อเอชไอวีด้วยการกินยาต้านไวรัส
ก่อนที่อาการจะทรุดหนักด้วยโรคแทรกซ้อน

เขามาถึงมือหมอช้าเกินไป..
เขาไม่ยอมเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาล..

หมอบอกให้น้องสาว พาเขากลับบ้าน ทำใจ
ตัวเขาเอง สั่งน้องสาวตอนที่ยังรู้สึกตัวว่า
หากเขาไม่รู้สึกตัวหรือเป็นอะไรไม่ต้องพาไปโรงพยาบาลอีก
(น้องสาวเขาเล่าให้ผมฟังอย่างนี้)

ผมเขียนเรื่องนี้ในขณะที่รู้สึก เศร้า และหดหู่ใจ
แต่ผมก็ยังเชื่อมั่นเหมือนเดิมว่า
เอดส์.. รู้เร็ว รักษาได้
เอชไอวี ควบคุมได้ (ด้วยยาต้านไวรัส)

ปล.
ผมนึกแล้วหดหู่ใจทุกครั้ง
เมื่อนึกถึงการไปเยี่ยม นที ครั้งสุดท้าย
จากคนที่ไว้ผมยาว
ต้องตัดสั้นเป็นสกินเฮด
เสื้อผ้าไม่ใส่ ใส่แต่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ มีผ้าห่มคลุมหน่อย
เอารูปสมัยที่ไว้ผมยาว แต่งหน้า แต่งตัวสวย วางไว้ข้างหมอน หลายรูป
จำอะไรไม่ค่อยได้ ช้า ไม่สามารถขยับตัวเองได้
ต้องให้คนคอยพยุง
เป็นแผลจาก แผลกดทับ เนื่องจากนอนมาก ขยับตัวเองไม่ได้

3 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ27 กุมภาพันธ์ 2554 23:07

    สู้ๆ ๆ เป็นกำลังใจให้นะคะ

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ27 มิถุนายน 2555 23:37

    ผมก็เป็นอยู่ครับ ทำใจไม่ได้เลย พยายามไม่คิดอะไร แต่ก่อนนอนทีไร ผมบะนอนนึกคิดทุกที ผม CD4 อยู่ที่ 47 ครับ ไม่มีปัญหาโรคแทรกซ้อน
    ตอนนี้เริ่มยาต้านแล้วครับ ผมทำให้ครอบครัวผิดหวัง มากกก ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นไร ทุกวันนี้ต้องกัดฟัน ทำใจยอมรับมากครับ ผมเหนื่อยกับการกินยาต้านเหลือเกิน ชีวิตผมต้องเปลี่ยนไปมาก

    ตอบลบ
  3. ไม่ระบุชื่อ1 สิงหาคม 2555 16:30

    ผ่านมาน่ะ ขอเล่าให้ฟังนะว่าทำไมถึงมาเขียนเรื่องราวตัวเองลงในเว็ปแห่งนี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ชีวิตค่อนข้างเสี่ยง มาประมาณ 6-7 เดือน เพราะล่าสุดเมื่อเดือน ต.ค. 54 ผลตรวจเลือดเป็น O POSITIVE ซึ่งปกติ แต่หลังจากนั้นจนถึง มิ.ย. ก็เวลาประมาณ 6-7 เดือน ใช้ชีวิตเสี่ยง ๆ อยู่ 4 คน
    จนครบกำหนดต้องไปบริจาคเลือดใหม่ในเดือน พ.ค. 55 ก็คิดมาก ว่าหากเราเกิดติดขึ้นมาจะทำอย่างไร จะมีชีวิตอยู่อย่างไร จะมีโอกาสได้ทำงานอีกไหม แล้วภาระหนี้สินล่ะจะทำอย่างไร ใครจะดูแลครอบครัว ฯลฯ ทำให้เครียดมาก
    แต่ก่อนมีอะไรกับใครก็ถามย้ำว่าเสี่ยงไหม เขาบอกว่าถ้ากลัวก็ป้องกันได้ แต่ตอนนั้นเกิดไรขึ้นไม่รู้่ยอมที่จะเสี่ยง
    ทำให้เกิดความกังวล มากขึ้นเพราะเรามีหลายชีวิตที่ต้องดูแล ใจนึกก็คิดว่าปล่อยให้มันเป็นไปหากเป็นก็ปล่อยเลยตามเลยไม่อยากคิด แต่ก็อยากไปตรวจเลือด เอาผลเลือดก่อนหน้านั้นเมื่อ 6 เดือนก่อนมาดู แล้วก็อ่านผลว่าคำว่าผลเลือดปกติอยู่ย่อหน้าไหน บรรทัดไหน เพราะตั้งใจว่าจะไปบริจาคอีกครั้ง เพื่อต้องการยอมรับความจริง อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
    และคิดว่าหากผลส่งมาที่บ้าน จะฉีกซองแล้วแกะอ่านไปที่บรรทัดที่แสดงผลเลย เฮ้อออ ....
    ยอมรับว่าเครียด ก่อนบริจาคเลือด แต่หลังจากเลือดอยู่ในถุงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ใจเราคิดว่า เลือดนี้เรายินดีมอบให้กับผู้ป่วย หากแต่เลือดเราติดเชื้อเราก้ยอมรับ และจะใช้ชีวิต รักษาชีัวิตที่เหลืออยู่ให้ดี เพื่อดูแลคนที่เรารัก
    บริจาคเสร็จนั่งรถเมล์กลับบ้าน คิดตลอดเวลา แต่รู้สึกสบายใจเกินครึ่งอย่างไรไม่รู้ มีความรู้สึกว่าความกังวลมันคลายลง ยอมรับกับผลที่จะเกิด แต่ยังคิดไม่ออกว่าหากติดจะเริ่มอย่างไรดี จนล่าสุด 3 สัปดาห์ผ่านไป ผลตรวจเลือดออกส่งมาที่บ้าน แกะอ่านดู เป็น O POSITIVE ผลการตรวจกรองการติดเชื้อ HIV ตับอักเสบ บี , ซี , ซิฟิลิส ผลเลือดเป็นลบ (ผลเลือดปกติ) โล่งใจมาก ในใจคิดว่าชีวิตที่เหลืออยู่จะไม่ประมาทอีกแล้ว และที่มาเขียนลงที่แห่งนีี้เพราะวันนี้นั่งนึกไปว่าหากเราติดเชื้อขึ้นมาเราจะรักษาตัวเองอย่างไร ก็คีย์หาคำว่าการติดเชื้อเอดส์ แล้วผ่านมาอ่านบล็อกของผู้ที่ติดเชื้อ อ่านแล้วเป็นกำลังใจให้นะค่ะ รู้สึกสงสาร ที่สะดุดไปเจอคำว่า POSITIVE ซึ่งมีผลเป็นบวก ก็เลยสงสัยว่าผลเรา O POSITIVE แสดงว่าเรามีเชื้อบวกอะไรอยู่ในเลือดเหรอ เลยโทรไปสถานที่ตรวจสอบถามเจ้าหน้าที่ถึงผลที่ได้ เขาอธิบายว่า ปกติ แต่ที่เป็น positive คือเป็นแบบปกติ หากเป็น negative อาจจะเป็นกลุ่มเลือดพิเศษซึ่งชาวต่างชาติ เป็นต้น ก็เลยถามไปว่าถ้าผลเลือดมีการติดเชื้อจะแจ้งผลอย่างไร ได้คำตอบมาว่า ผลการตรวจกรองการติดเชื้อ .... มีผลเป็นบวก ให้มาตรวจซ้ำเพื่อหาผลที่แน่นอน
    ก็เลยโล่งใจมากค่ะว่าตนเองไม่ได้ติดเชื้อ แต่ยังไงเป็นกำลังใจให้ทุกท่านนะค่ะ ทำใจให้สบาย อย่าคิดมากเด็ดขาด
    การคิดมากทำให้อารมณ์หดหู่ จะส่งผลให้จิตใจแย่ จิตใจแย่ไม่มีกำลังใจก็ทำให้ร่างกายแย่ไปด้วยค่ะ อ่านหนังสือธรรมะนะคะ่ ปล่อยวาง / ปลงให้ได้นะค่ะ แล้วความสงบจะเกิดขึ้นค่ะ

    ตอบลบ

บล็อกของผู้ติดเชื้อเอชไอวี

  • การแพ้ยามีอาการอย่างไร - เรื่อง “การแพ้ยา” เป็นอีกคำถามหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะการแพ้ยาเป็นอันตราย อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการใช้ยา จึงได้รับความสนใจและเป็นคำถามประจำ ที่ผู้สั่งจ่ายยา...
    4 ปีที่ผ่านมา
  • slow slow...but sure? - ผลเลือดคราวนี้ยังไม่เป็นที่น่าพอใจของตัวเองเท่าไหร่ ขนาดเช้าวันที่ตรวจกระดกแบรนด์ไป 1 ขวดตามคำแนะนำของเพื่อนร่วมโลก เขาบอกให้ลองดูสิตัวเลขจะออกมาสวยเชียวล...
    4 ปีที่ผ่านมา