<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351</id><updated>2012-03-05T19:34:42.960+07:00</updated><category term='เรียนรู้เรื่องเอดส์'/><category term='เรื่องของผม'/><category term='การตรวจเอดส์'/><category term='คลิปวิดีโอเอชไอวี/เอดส์'/><category term='การอยู่ร่วมอย่างผู้ติดเชื้อเอชไอวี'/><category term='การรักษาโรคเอดส์'/><category term='เรียนรู้เรื่องภูมิคุ้มกัน'/><category term='อาหารและอาหารเสริมสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี'/><category term='เรื่องเล่าของเพื่อน'/><title type='text'>เรียนรู้ อยู่ร่วม อย่างผู้ติดเชื้อเอชไอวี</title><subtitle type='html'>เอดส์รักษาได้ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี เป็นเพียงผู้ป่วยเรื้อรัง ที่ยังไม่มียารักษาให้หาย</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>eaknarak</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06689319763514881543</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>57</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-4443586588254068567</id><published>2011-11-12T08:52:00.003+07:00</published><updated>2011-11-12T09:40:43.560+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องของผม'/><title type='text'>Social Network กับผู้ติดเชื้อเอชไอวี</title><content type='html'>เข้ามาอัปเดทข้อมูลข่าวสาร หลังจากทำการย้ายบัญชีผู้ใช้จากอีเมล์เก่ามาอีเมล์ใหม่ หลังจากพบว่า เพราะ social network ทำให้เพื่อนคนหนึ่งรู้ว่าเราติดเชื้อเอชไอวีจากเครือข่ายสังคมออนไลน์ ผลกระทบที่เกิดขึ้นสร้างความไม่สบายใจกับผมมาก เพราะผมต้องการบอกการติดเชื้อเอชไอวีกับคนที่ผมไว้ใจได้เท่านั้น&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ต้องยอมรับความจริงว่า ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวีในบ้านเรา (ประเทศไทย) ยังน้อย โดยเฉพาะคนรุ่นเก่าๆ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ภรรยาผมถูกละเมิดสิทธิจากนางพยาบาลในโรงพยาบาลที่รู้จักกัน ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของผมและภรรยา การกระทำดังกล่าวของนางพยาบาลคนนั้น หากมีการร้องเรียนว่า เธอได้นำเรื่องการป่วยของภรรยาผมไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่น อาจทำให้เธอต้องออกจากงานเพราะถือว่า ทำผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ แต่สิ่งที่ผมทำคือ เลือกให้อภัย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ผมไม่ใช่คนที่ดีหรือสมบูรณ์แบบอะไรมากนัก แต่ผมเลือกจะประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดี เลือกหนทางในการสร้างความสุขให้กับตัวเองและภรรยา มากกว่า จะไปเพิ่มเติมความทุกข์ความเดือดร้อนให้ตัวเอง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เมื่อเพื่อนคนหนึ่งที่ีผมพูดคุยด้วยผ่านทางโปรแกรมสนทนาออนไลน์ พูดแปลกๆ เหมือนรู้ว่าเกิดสิ่งที่ไม่ดีกับชีวิตผม ผมแปลกใจอยู่แล้ว จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ผมพบว่ามีการเข้าเยี่ยมชม blog แห่งนี้ ผ่านทาง facebook ทำให้ผมแน่ใจว่าเพื่อนของผมคนนี้ รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สร้างความไม่สบายใจและทำให้ผมไม่ต้องการอัปเดทข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ผ่านทาง blog แห่งนี้ เพราะไม่อยากให้มีข้อความปรากฏในแวดวงสังคมออนไลน์ของผม&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ผลกระทบจากเครือข่ายสังคมออนไลน์อีกอย่างหนึ่งที่เห็นคือ บ้านฟ้า มีการโพสต์ข้อความต่างๆ น้อยลง เพื่อนๆ ผู้ติดเชื้อหลายคนเลือกเข้าไปพูดคุยกันในแวดวงของตัวเอง ในหมู่เพื่อนสนิท อาจเป็นเพราะมีหลายๆ เรื่องราวเกิดขึ้น สร้างความกระทบกระทั่งใจ เพราะเมื่อบ้านฟ้าใหญ่ขึ้น คนที่เข้ามาหลากหลายขึ้น ความคิดเห็น การกระทำได้เปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของผู้ก่อตั้ง และสมาชิกเก่าๆ ไป&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;จนวันนี้ผมบังเอิญเจอวิธีการที่จะทำให้ผมเข้ามาอัปเดทข้อมูลข่าวสารผ่าน blog แห่งนี้ใหม่ โดยการเปลี่ยนผู้ดูแลใหม่ ผมจึงสมัครอีเมล์ใหม่ และใช้บัญชีใหม่ในการเขียนเรื่องราว&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ผมตั้งใจว่าอย่างน้อยๆ คงจะได้มีการอัปเดทข้อมูลข่าวสารต่างๆ เดือนละ 2 ครั้ง อาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวบ้าง ข่าวสารต่างๆ ที่ผู้ติดเชื้อควรได้รับรู้เพื่อนำมาดูแลตัวเอง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เรื่องของผมครั้งนี้อาจจะไม่เป็นประโยชน์กับผู้เยี่ยมชมก็ขออภัยด้วย เพราะเหมือนเป็นการบ่นกับตัวเองมากกว่า แล้วพบกันใหม่ครับ&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-4443586588254068567?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/4443586588254068567/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2011/11/social-network.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/4443586588254068567'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/4443586588254068567'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2011/11/social-network.html' title='Social Network กับผู้ติดเชื้อเอชไอวี'/><author><name>eaknarak</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06689319763514881543</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-675855121391289467</id><published>2011-07-08T00:01:00.000+07:00</published><updated>2011-07-08T00:01:17.187+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องของผม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรียนรู้เรื่องเอดส์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การรักษาโรคเอดส์'/><title type='text'>ยาต้านไวรัสเอชไอวี กับ ผลตรวจเลือดของผม</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-vS9K0c0oeME/ThXcr4r4iHI/AAAAAAAAAwc/pem3AG5CiK4/s1600/arv%2526lab.jpg" imageanchor="1"&gt;&lt;img border="0" src="http://4.bp.blogspot.com/-vS9K0c0oeME/ThXcr4r4iHI/AAAAAAAAAwc/pem3AG5CiK4/s1600/arv%2526lab.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;แล้วก็ถึงเวลาเฉลยสักทีว่า ยาต้านไวรัสเอชไอวีที่หมอให้ผมกิน เป็นยาสูตรพื้นฐาน สูตรไหน อย่างที่เพื่อน ๆ อาจจะรู้กันอยู่แล้วว่า ยาต้านสูตรพื้นฐานประกอบด้วยยาต้านไวรัสในกลุ่ม NRTI 2 ชนิด และ ยาต้านไวรัสในกลุ่ม NNRTI 1 ชนิด ยาต้านไวรัสในกลุ่ม NRTI 2 ชนิดที่หมอจัดให้ผมกินคือ AZT และ 3TC ส่วนยาต้านไวรัสในกลุ่ม NNRTI คือ EFV (ผมขอเรียกย่อ ๆ ว่า เอฟฟ่่า)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุผลในการจัดยาต้านสูตรดังกล่าว เป็นเพราะผลตรวจเลือดของผม พบว่ามีอาการตับอักเสบ แม้จะไม่สูงมาก แต่หากให้กิน NVP หรือเนวิราปิน ที่เป็นยาต้านไวรัสอีกตัวนอกจาก EFV เสี่ยงต่อการเกิดตับอักเสบเพิ่มขึ้นได้ ในขณะที่ AZT เป็นยาที่ใช้ในการรักษาได้ผลดีและมีราคาไม่แพง มักจะถูกใช้แทนยา D4T ที่ทางกระทรวงสาธารณสุขทะยอยปรับลดการใช้ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาพูดถึงอาการข้างเคียงของยาต้านไวรัสทั้ง 3 ตัวที่ผมได้รับกันหน่อย เอาอย่างย่อ ๆ ที่ลอกมาจากหนังสือ ร่วมรู้ร่วมรักษา&lt;br /&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;AZT ซีด (เกิดจากยาไปกดไขกระดูก ลดการผลิตเลือด - แทรกข้อมูลของผมลงไปเอง) เล็บดำ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;3TC ตัวนี้ไม่ค่อยมีผลข้างเคียงอะไร&lt;/li&gt;&lt;li&gt;EFV ฝันแปลก ๆ ย้ำคิดย้ำทำ มึนงง&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;ยาตัวที่ 1 กับ ยาตัวที่ 2 คือ AZT กับ 3TC นั้น ผมได้กินสูตรผสมเป็นเม็ดเดียวกัน โดยมี AZT 300mg + 3TC 150mg ซึ่งเรียกว่า ยาซิลลาเวียร์ การที่ผมได้กินยา AZT ในปริมาณนี้เพราะน้ำหนักผมมากกว่า 60 กิโลกรัม (ความจริงนะ 80+ กิโลกรัม) ผมจะกิน 2 เวลา คือ 10.00 น. กับ 22.00 น. ยาตัวนี้จะไม่มีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัีนมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยาตัวที่ 3 ตัวนี้ หากผมกินอาหารประเภททอด ผัด ไขมันสูง ในระยะเวลาที่ไม่ห่างจากตัวนี้มาก จะปรากฏอาการมึน (หรือเรียกว่า เมายาดี) คำแนะนำคือ กินแล้วนอน จะไม่ค่อยพบปัญหาอะไรมาก ผมจึงเลือกกินเวลา 22.00 น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลการตรวจเลือดส่วนใหญ่ของผมปกติ จะมีคลอเรสเตอรอลรวม สูงกว่าปกติเล็กน้อย ไตรกลีเซอไรด์ สูงกว่าปกติเล็กน้อย คลอเลสเตอรอลชนิดเลวหรือที่เรียกว่า LDL สูงกว่าปกติเล็กน้อย ในขณะที่คลอเรสเตอรอลชนิดดีที่เรียกว่า HDL ได้ 52 จากค่าที่ควรได้ไม่ต่ำกว่า 40&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เมื่อมาผสมกับผลการตรวจตับ ที่อักเสบตลอด จากที่ตรวจอีก 3 ครั้งถัดมา โดยที่ผมไม่ได้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ทำให้ผมสังหรณ์ใจว่า ผมอาจจะมีอาการไขมันพอกที่ตับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งอาการไขมันพอกที่ตับ อาจจะทำให้เกิดมะเร็งตับได้ภายใน 9 - 10 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการค้นคว้าของผม มะเร็งตับรักษายาก แต่ป้องกันง่ายกว่า สิ่งสำคัญคือ ผมจำเป็นต้องลดความอ้วน จะช่วยลดคลอเรสเตอรอล และภาวะไขมันพอกที่ตับ ซึ่งผมยอมรับว่า ขณะที่เขียนบทความนี้ ผมยังไม่ได้เริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจัง แต่ก็เริ่มคุมอาหารที่กิน หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง และไม่กินอาหารมื้อเย็นดึกจนเกินไป (ปกติผมจะกินข้าวมื้อเย็นช่วง 21.00 - 22.00 น.)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมดูเวลาขณะที่ผมเขียนอยู่นี้เกือบ 24.00 น. แล้ว ขอตัวนอนก่อนนะครับ แล้วพบกันใหม่ในโอกาสต่อไป&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-675855121391289467?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/675855121391289467/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2011/07/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/675855121391289467'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/675855121391289467'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2011/07/blog-post.html' title='ยาต้านไวรัสเอชไอวี กับ ผลตรวจเลือดของผม'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-vS9K0c0oeME/ThXcr4r4iHI/AAAAAAAAAwc/pem3AG5CiK4/s72-c/arv%2526lab.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-872488410018350198</id><published>2011-06-26T23:58:00.000+07:00</published><updated>2011-06-26T23:58:13.556+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องของผม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรียนรู้เรื่องเอดส์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การรักษาโรคเอดส์'/><title type='text'>รายการที่ต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการ (LAB) ก่อนรับยาต้านไวรัสเอชไอวี</title><content type='html'>&lt;table cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="float: left; margin-right: 1em; text-align: left;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-DkZLkBOUgX0/TgdiAgRePZI/AAAAAAAAAwY/Q58GX87NVhU/s1600/%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25AA%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%258F%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3.JPG" imageanchor="1" style="clear: left; margin-bottom: 1em; margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="419" src="http://4.bp.blogspot.com/-DkZLkBOUgX0/TgdiAgRePZI/AAAAAAAAAwY/Q58GX87NVhU/s640/%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25AA%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%258F%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3.JPG" width="640" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: left;"&gt;ที่มา : &amp;nbsp;แนวทาง การตรวจวินิจฉัยและการดูแลรักษา ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ ระดับชาติ ปี พ.ศ. 2553&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;ไม่ได้อัปเดท blog มาหลายเดือน ทั้ง ๆ ที่ความจริง ผมกลับมาสู่โลกความเป็นจริงที่ว่า ตัวเองติดเชื้อไวรัสเอชไอวีมาเกือบ 2 เดือนแล้ว แต่เพราะอาการป่วย ตั้งแต่เริ่มรับยาต้านไวรัสเอชไอวี เกือบทุกวัน (ไม่แน่ใจว่าเป็นผลข้างเคียงของยาหรือเปล่า) ทำให้ผมค่อนข้างจะขี้เกียจเอามาก ๆ ไม่อยากจะทำอะไร&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ขอเท้าความสักนิดหนึ่ง ผมพบว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวี มาตั้งแต่ปี 2552 แต่ยังไม่ได้เริ่มกินยาต้านไวรัสเหมือนเมีย เพราะค่าซีดี 4 ผมยังสูงอยู่ โดยส่วนตัวผมเอง อยากเริ่มยาต้านไวรัสเอชไอวี ตั้งแต่รู้ว่า สหรัฐอเมริกามี Guide Line หรือ แนวทางการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยให้เิริ่มกินยาต้านไวรัสตั้งแต่ตรวจพบว่าค่าซีดี 4 ต่ำกว่า 500 ในตอนนั้นค่าซีดี 4 ผมอยู่ที่ 400+ ไม่ถึง 500 มันทำให้ผมเริ่มคิดถึงเรื่องการกินยาต้านไวรัส แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะผมรักษาโดยใช้สิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ซึ่งเกณฑ์จะต้องรับยาต้านไวรัสที่ค่าซีดี 4 ต่ำกว่า 200 หรือ ต่ำกว่า 250 แต่มีอาการสัมพันธ์กับโรคเอดส์ (หรือโรคติดเชื้อฉวยโอกาส)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปีเดียว (วันเอดส์โลก 2552) กับที่สหรัฐประกาศเริ่มการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีด้วยยาต้านไวรัสสำหรับผู้ที่มีค่าซีดี 4 ต่ำกว่า 500 สาธารณสุขไทยประกาศรับองค์การอนามัยโลกที่จะเริ่มให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีค่าซีดี 4 ต่ำกว่า 350&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะความคิดดังกล่าว ประกอบกับช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ผมต้องอยู่ตัวคนเดียว ไม่ได้อยู่กับเมีย ทำให้ผมใช้ชีิิวิตแบบไม่ค่อยใส่ใจตัวเองมากนัก (ตอนนี้เมียกลับมาแล้ว เราแค่แยกกันอยู่ชั่วคราว ไม่ได้ทะเลาะหรือมีปัญหาครอบครับที่ทำให้ต้องแยกกันอยู่) ทำให้ผมไม่ให้ความสนใจในการดูแลสุขภาพตัวเองเท่าที่ควร บอกตรงๆ  ไม่อยากให้ใครเลียนแบบนะครับ เล่าสู่กันฟังเฉย ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลการตรวจซีดี 4 ครั้งล่าสุดของผม ในปลายเดือนเมษายน 2554 ตกไปเหลือ 279 ซึ่งลดไปจากเดิม 100+ เมื่อทราบผลดังกล่าวทำให้ผมหวังอย่างยิ่งว่าจะได้รับยาต้านไวรัสกินโดยเร็ว แต่ในช่วงเดือนเมษายน(ข่าวการประชุมวันที่ 18 เมษายน) ที่ผ่านมา ก็เจอข่าวคณะกรรมการบอร์ด สปสช. ไม่อนุมัติให้ผู้ป่วยทุกรายที่มีค่าซีดี 4 ต่ำกว่า 350 ทุกราย ได้รับยาต้านไวรัส ทำให้ผมมีความกังวลว่า สิ่งที่ทำไปจะสูญเปล่า (การปล่อยปละละเลยสุขภาพเพื่อจะได้กินยาต้านไวรัสเร็ว ๆ ผมมีความเชื่อส่วนตัวอย่างหนึ่งว่า ยิ่งกินยาต้านไวรัสเมื่ออายุมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้จากการรักษาจะน้อยกว่าเมื่อได้รับตอนอายุน้อย ๆ ผมอายุเริ่มมากขึ้น ไม่อยากยื้อเวลารับยาต้านไวรัสออกไปจนอายุมากกว่า 50 ปี)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อทราบผลการตรวจซีดี 4 พยาบาลดูแลผู้ติดเชื้อก็เขียนใบนัดให้ผมไปตรวจเลือดชุดใหญ่ก่อนรับยาต้านไวรัส รวมทั้งต้องเอกซเรย์ปอดเพื่อตรวจหาโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นก่อนรับยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวันตรวจเลือดก่อนรับยาต้านไวรัส เมื่อผมยื่นใบนัด พี่พยาบาลเค้าตรวจรายการที่ต้องตรวจเลือด ผมเห็นว่าไม่มี รายการตรวจไวรัสตับอักเสบก็เลยบอกแก ว่าตกรายการตรวจหาไวรัสตับอักเสบบี กับไวรัสตับอักเสบซีด้วย คิดว่าในรายการตรวจอาจจะคัดลอกมาจาก &amp;nbsp;แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการดูแลรักษา ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ ระดับชาติ ปี พ.ศ. 2553 เค้าเตรียมจะตรวจไวรัสโหลดให้ผมด้วย ผมต้องบอกพี่พยาบาล เพราะเห็นเพิ่งย้ายมาอยู่ที่แผนกแทนพี่พยาบาลคนเก่าว่า ค่าไวรัสโหลด ยังไม่ต้องตรวจ เพราะผมใช้สิทธิบัตรทอง จะตรวจก็ต่อเมื่อผมรักษาด้วยการกินยาต้านไวรัสไปแล้ว 6 เดือน ผมยังไม่มีสิทธิตรวจเพราะยังไม่ได้รับยาต้านไวรัส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มยาวแล้ว เดี๋ยวตอนหน้าค่อยมาต่อเรื่องผลการตรวจเลือด รวมทั้งยาต้านไวรัสเอชไอวีที่ผมได้รับ ว่ามียาอะไรบ้าง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-872488410018350198?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/872488410018350198/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2011/06/lab.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/872488410018350198'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/872488410018350198'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2011/06/lab.html' title='รายการที่ต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการ (LAB) ก่อนรับยาต้านไวรัสเอชไอวี'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-DkZLkBOUgX0/TgdiAgRePZI/AAAAAAAAAwY/Q58GX87NVhU/s72-c/%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25AA%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%258F%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-1352553761086187519</id><published>2010-11-06T12:26:00.007+07:00</published><updated>2010-11-06T12:26:00.636+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การรักษาโรคเอดส์'/><title type='text'>เตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องกินยาต้านไวรัสเอชไอวี (ARV)</title><content type='html'>&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/TNOWfPPLD9I/AAAAAAAAAvk/lnu5iqVFl_I/s1600/prepare_arv.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="255" src="http://3.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/TNOWfPPLD9I/AAAAAAAAAvk/lnu5iqVFl_I/s400/prepare_arv.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: red;"&gt;เตรียมพร้อมรับยาต้านไวรัสเอชไอวี&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;ยอมรับเลยว่า ตัวผมเองก่อนทราบผลตรวจซีดี 4 มีความคิดอยู่ในใจว่า หากเกณฑ์การรักษาด้วยการรับยาต้านไวรัสเริ่มใช้ที่ระดับซีดี 4 ต่ำกว่า 350 ผมคงต้องกินยาต้านไวรัสอย่างหลีกไม่พ้น เพราะในช่วงที่ผ่านมาผมต้องเผชิญกับสิ่งที่ทำให้เครียดหลาย ๆ เรื่อง คิดว่าค่าซีดี 4 คงต่ำกว่า 350 และต้องกินยาต้านไวรัสเอชไอวี หรือเรียกสั้น ๆ ทับศัพท์ว่า ARV แน่ ๆ แต่พอผลซีดี 4 ออกมาคือ ซีดี 4 เท่ากับ 439 และเปอร์เซ็นต์ซีดี 4 อยู่ที่ 25.23 ทำให้ผมทราบว่ายังไม่ต้องกินยาต้านไวรัส และค่าซีดี 4 สูงกว่าที่ผมคาดไว้ อาจเป็นเพราะช่วงที่ตรวจผมพยายามพักผ่อนให้เพียงพอก่อนตรวจประมาณ 1 สัปดาห์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;ทำอย่างไรจึงพร้อมกินยาต้านไวรัสเอชไอวี&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ประเมินใจตัวเองว่าพร้อมหรือยังที่จะเปิดเผยตัวต่อเจ้าหน้าที่ และพร้อมกินยาอย่างต่อเนื่องทุกวันและตลอดไป&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ประเมินความพร้อมด้านการเงิน และค่าใช้จ่ายในการรับยา (ตรงนี้นะครับ ผมขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมนะครับ เนื่องจากข้อมูลนี้พิมพ์มาหลายปีแล้ว เนื่องจากในปัจจุบันเราสามารถรักษาได้ฟรีโดยใช้สิทธิต่าง ๆ ทั้งสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิประกันสังคม และสิทธิข้าราชการ ประเมินตัวเองว่าเราสามารถใช้สิทธิในการรักษาพยาบาลแบบใด และหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้สิทธินั้น)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;หาความรู้เรื่องการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี (ของเดิมเป็นเอดส์ ผมขอปรับเปลี่ยนหน่อย) ที่จะกิน รู้สูตรยา รู้อาการข้างเคียง รู้คุณโทษในการกินยาระยะยาว (เพิ่มเติมเองนะครับ รู้ว่าเมื่อกินยาตัวนั้นแล้ว ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทใดที่จะไปลดฤทธิ์ยา หรือไปเพิ่มฤทธิ์ยา หรือถ้าจะกินสมุนไพรควรคู่ไปด้วย ควรหลีกเลี่ยงสมุนไพรตัวใดหรือวิตามินตัวใดที่ไม่ควรกินพร้อมกับการกินยาต้านไวรัส)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;วางแผนการดำเนินชีวิตและเตรียมรับอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวจากการกินยา&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;หัวใจสำคัญของการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี (ของเก่า ยาต้านไวรัสเอดส์)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;เลือกสูตรยาอย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งแต่ละคนมีความเหมาะสมแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย การยอมรับได้ในการกินยา และการตัดสินใจของแพทย์ ทั้งนี้ต้องให้ข้อมูลประวัติการรักษาในอดีต เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยในการป้องกันการดื้อยา และเป็นประโยชน์ในการเลือกสูตรยาให้เหมาะสม อีกทั้งต้องปรับเวลาการกินยาให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตประจำวัน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ทำความเข้าใจขั้นตอนการกินยาเป็นอย่างดี&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มีวินัยในการกินยาตรงเวลา กินเวลาไหนตามสะดวกแต่ต้องเป็นเวลาเดียวกันทุกวัน ระยะห่างระหว่างยาแต่ละมื้อต้องแม่นยำและเหมือนกันทุกวัน เพื่อไม่เปิดโอกาสให้เชื้อพัฒนาตนเองมาดื้อยาได้ และสามารถควบคุมเชื้อเอชไอวีได้ตลอดเวลา เพราะระดับยาในเลือดคงที่เท่ากันตลอดทุกวันเวลา&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ยาก่อนอาหารต้องกินตอนท้องว่าง และกินก่อนอาหารอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ยาหลังอาหารต้องกินหลังจากที่มีอาหารกระเพาะอาหาร เพราะจะทำให้ยาถูกดูดซึมได้ดีและป้องกันการระคายเคืองของกระเพาะอาหาร&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ยาก่อนนอนมักเป็นยาที่มีผลทำให้ง่วงนอน หรือเวียนศีรษะ มึนงงต้องกินก่อนนอน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การกินยาต้องมีการดูแลร่างกายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มต้นรักษาไปตลอดการรักษา เพราะยาไม่ได้ทำให้เชื้อไวรัสหมดจากร่างกาย แต่ช่วยยับยั้งไม่ให้เชื้อเพิ่มจำนวนขึ้น จึงต้องกินยาเพื่อควบคุมเชื้อตลอดไป ยาอาจมีผลกระทบต่อร่างกายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว จึงต้องมีการติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;อาการผิดปกติที่เกิดจากการกินยาต้านไวรัส&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;1. การแพ้ยา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ถ้าแพ้ยาไม่รุนแรง อาจมีไข้ มีผื่นลมพิษ เยื่อบุอ่อนพองบวม เช่น เยื่อบุตา เยื่อบุปาก หายใจขัดหรือหอบ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การแพ้ยารุนแรงจะเกิดการช็อค หายใจไม่ทัน ขาดอากาศ หมดสติได้ ดังนั้น เมื่อทราบว่าเคยมีประวัติแพ้ยา ควรบอกแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ดูแลก่อนรับยาต้านไวรัสเอดส์&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;b&gt;2. อาการข้างเคียงจากการกินยาต้านไวรัสเอดส์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;อาการข้างเคียงในระยะสั้นและไม่รุนแรง พบได้และอาการก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น ภายในเวลาประมาณ 2 - 3 เดือน เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องอืด นอนไม่หลับ ฝันร้าย มีผื่นขึ้นเล็กน้อย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;อาการข้างเคียงในระยะสั้นและรุนแรง เช่น ภาวะซีด ตับหรือตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ชาปลายมือปลายเท้า นิ่วในไต ซึ่งอาจพบได้ทุกช่วงของการกินยา และอาจทำให้เสียชีวิตได้ถ้าไม่รีบแก้ไข ดังนั้น ต้องติดตามอาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิด โดยการตรวจสุขภาพและผลวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการเป็นระยะ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคตับอักเสบ หรือมีโรคประจำตัวอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องได้ ต้องให้ข้อมูลแก่แพทย์ให้มากที่สุดเพื่อประโยชน์ของตนเอง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;อาการข้างเคียงในระยะยาว มักพบหลังจากกินยาเป็นเวลานาน ส่วนใหญ่ตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป บางรายพบได้ในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี อาการข้างเคียงในระยะยาว เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ทำให้หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย การกระจายและสะสมของไขมันผิดปกติและผิดที่ มีไขมันพอกที่ต้นคอ ลำตัวอ้วน แขนขาลีบ แก้มตอบ&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;ขอบคุณเนื้อหาและรูปภาพจาก&amp;nbsp;คู่มือการดูแลและรักษาตนเองสำหรับผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.พิมพ์ครั้งที่่ 2 พฤศจิกายน 2549&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากสนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก &lt;a href="http://hivliveplus.blogspot.com/2009/08/blog-post_6336.html"&gt;รู้จักยาต้านไวรัีส&lt;/a&gt; นะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-1352553761086187519?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/1352553761086187519/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/11/arv.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/1352553761086187519'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/1352553761086187519'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/11/arv.html' title='เตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องกินยาต้านไวรัสเอชไอวี (ARV)'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/TNOWfPPLD9I/AAAAAAAAAvk/lnu5iqVFl_I/s72-c/prepare_arv.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-8173406996686810892</id><published>2010-11-05T10:04:00.002+07:00</published><updated>2010-11-05T11:27:41.926+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คลิปวิดีโอเอชไอวี/เอดส์'/><title type='text'>ครอบครัวเดียวกัน เอดส์รักษาได้</title><content type='html'>รายการ ครอบครัวเดียวกัน เอดส์รักษาได้ ออกอากาศวันที่ 11 กันยายน 2553 ทางทีวีไทย&lt;br /&gt;แขกรับเชิญ คุณ อภิัวัฒน์ &amp;nbsp;กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีแห่งประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;ช่วงที่ 1&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;object height="385" width="480"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/APYDMWWPAdY?fs=1&amp;amp;hl=en_US"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/APYDMWWPAdY?fs=1&amp;amp;hl=en_US" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="480" height="385"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;ช่วงที่ 2&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;object height="385" width="480"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/bpnBtOMEOOs?fs=1&amp;amp;hl=en_US"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/bpnBtOMEOOs?fs=1&amp;amp;hl=en_US" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="480" height="385"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;ช่วงที่ 3&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;object height="385" width="480"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/ij30lqKq8fs?fs=1&amp;amp;hl=en_US"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/ij30lqKq8fs?fs=1&amp;amp;hl=en_US" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="480" height="385"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;ช่วงที่ 4&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;object height="385" width="480"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/O7g3ZE6jRsk?fs=1&amp;amp;hl=en_US"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/O7g3ZE6jRsk?fs=1&amp;amp;hl=en_US" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="480" height="385"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ขอบคุณ เจ้าของคลิป ladyEdnaMode ที่ได้นำคลิปรายการเผยแพร่ใน youtube ช่วยให้ผมได้มีโอกาสนำคลิปรายการมาเผยแพร่ และขอขอบคุณ ผู้ผลิตรายการ ครอบครัวเดียวกัน ที่ได้ผลิตรายการที่ช่วยให้คนในสังคมได้เข้าใจและยอมรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีมากขึ้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-8173406996686810892?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/8173406996686810892/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/11/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/8173406996686810892'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/8173406996686810892'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/11/blog-post.html' title='ครอบครัวเดียวกัน เอดส์รักษาได้'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-4860039144368306374</id><published>2010-07-09T14:41:00.000+07:00</published><updated>2010-07-09T14:41:36.870+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องของผม'/><title type='text'>บทเรียนชีวิต.. ที่แลกด้วยความตาย</title><content type='html'>เมื่อวาน (8 กรกฎาคม 2553) นที (นามสมมุติ) เพื่อน.. ของเมียผมเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์&lt;br /&gt;โรคที่ผมเชื่อว่า รู้เร็ว.. รักษาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมรู้จักกับนที หลังจากผมอยู่กินกับเมียผมไม่นาน&lt;br /&gt;นที สนิทกับครอบครัวเมียผม&lt;br /&gt;เมื่อตอนไปเยี่ยมนที ภรรยาผมยังเอ่ยปากให้หายเร็ว ๆ&lt;br /&gt;แล้วจะได้ไปช่วยกันขายของ&lt;br /&gt;ทั้งผมและภรรยา เชื่อว่า ไม่นานนทีคงหาย&lt;br /&gt;และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ&lt;br /&gt;แม้จะรู้ว่า อาการของนทีทรุดหนักด้วยโรคแทรกซ้อนหลายโรค&lt;br /&gt;ทั้งโรคปอดอักเสบ เชื้อราในสมอง มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ฯลฯ&lt;br /&gt;นที ไม่ได้มีตุ่มพีพีอี แต่เขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้&lt;br /&gt;ร่างกายไม่มีแรงไปซีกหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในตอนที่น้องสาวเขาถามว่า นทีจะหายจากอาการแขนขาไม่มีแรงหรือเปล่า&lt;br /&gt;ผมได้แต่อึ้ง&lt;br /&gt;เพราะรู้มาว่า&lt;br /&gt;แม้ว่าโรคเอดส์จะสามารถรักษาหายได้&lt;br /&gt;แต่หากมันทำลายอวัยวะสำคัญ เช่น ตา หรือ สมอง&lt;br /&gt;โอกาสที่จะหายกลับมาเป็นปกติ ..ยาก&lt;br /&gt;และอาการแขนขาไม่มีแรงของนที&lt;br /&gt;ผมสงสัยว่าเกี่ยวกับเชื้อราในสมอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมารู้ทีหลังว่า&lt;br /&gt;นทีรู้ตัวมาประมาณ 2 ปีแล้ว ว่าเขาติดเชื้อเอชไอวี&lt;br /&gt;แต่เพราะไม่มีความรู้เรื่องโรคเอดส์ หรือ การติดเชื้อเอชไอวี&lt;br /&gt;ไม่รู้ว่า เอดส์.. รู้เร็ว รักษาได้&lt;br /&gt;และกลัวคนอื่นจะรู้ว่าเป็น&lt;br /&gt;ทำให้เขาไม่ยอมเข้ารับการรักษา&lt;br /&gt;หรือตรวจเช็คซีดี 4&lt;br /&gt;ใช้ชีวิตของตัวเองไปตามปกติ และปิดบังทุกคน รวมทั้งครอบครัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนที่รู้ผลว่าติดเชื้อเอชไอวี&lt;br /&gt;พร้อม ๆ กับนที&lt;br /&gt;ปัจจุบัน. รักษาด้วยการกินยาต้านไวรัส&lt;br /&gt;ร่างกายยังแข็งแรง ปกติ&lt;br /&gt;ดูภายนอกไม่รู้เลยว่า ติดเชื้อเอชไอวี&lt;br /&gt;เขาเป็นคนเล่าให้น้องสาวของนทีฟัง&lt;br /&gt;ว่านทีกับเขารู้ว่าติดเชื้อเอชไอวีพร้อมกัน&lt;br /&gt;แต่นทีไม่ยอมเข้ารับการรักษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความตายของนที&lt;br /&gt;ทำให้ผมรู้สึกหดหู่ใจทุกครั้ง เมื่อนึกถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นทีตายเพราะเขาไม่รู้ว่า&lt;br /&gt;เอดส์.. รู้เร็ว รักษาได้&lt;br /&gt;เขาไม่รีบควบคุมเชื้อเอชไอวีด้วยการกินยาต้านไวรัส&lt;br /&gt;ก่อนที่อาการจะทรุดหนักด้วยโรคแทรกซ้อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขามาถึงมือหมอช้าเกินไป..&lt;br /&gt;เขาไม่ยอมเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาล..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมอบอกให้น้องสาว พาเขากลับบ้าน ทำใจ&lt;br /&gt;ตัวเขาเอง สั่งน้องสาวตอนที่ยังรู้สึกตัวว่า&lt;br /&gt;หากเขาไม่รู้สึกตัวหรือเป็นอะไรไม่ต้องพาไปโรงพยาบาลอีก&lt;br /&gt;(น้องสาวเขาเล่าให้ผมฟังอย่างนี้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเขียนเรื่องนี้ในขณะที่รู้สึก เศร้า และหดหู่ใจ&lt;br /&gt;แต่ผมก็ยังเชื่อมั่นเหมือนเดิมว่า&lt;br /&gt;เอดส์.. รู้เร็ว รักษาได้&lt;br /&gt;เอชไอวี ควบคุมได้ (ด้วยยาต้านไวรัส)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล.&lt;br /&gt;ผมนึกแล้วหดหู่ใจทุกครั้ง&lt;br /&gt;เมื่อนึกถึงการไปเยี่ยม นที ครั้งสุดท้าย&lt;br /&gt;จากคนที่ไว้ผมยาว&lt;br /&gt;ต้องตัดสั้นเป็นสกินเฮด&lt;br /&gt;เสื้อผ้าไม่ใส่ ใส่แต่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ มีผ้าห่มคลุมหน่อย&lt;br /&gt;เอารูปสมัยที่ไว้ผมยาว แต่งหน้า แต่งตัวสวย วางไว้ข้างหมอน หลายรูป&lt;br /&gt;จำอะไรไม่ค่อยได้ ช้า ไม่สามารถขยับตัวเองได้&lt;br /&gt;ต้องให้คนคอยพยุง&lt;br /&gt;เป็นแผลจาก แผลกดทับ เนื่องจากนอนมาก ขยับตัวเองไม่ได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-4860039144368306374?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/4860039144368306374/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/07/blog-post.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/4860039144368306374'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/4860039144368306374'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/07/blog-post.html' title='บทเรียนชีวิต.. ที่แลกด้วยความตาย'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-8756616482313899152</id><published>2010-04-20T18:36:00.001+07:00</published><updated>2010-04-20T18:42:03.237+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การอยู่ร่วมอย่างผู้ติดเชื้อเอชไอวี'/><title type='text'>กำลีังใจคือสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยเอดส์</title><content type='html'>ตัวผมเองเชื่อเสมอว่า เอดส์..รู้เร็ว รักษาได้ แต่เมื่อได้อ่านกระทู้จาก &lt;a href="http://pha.narak.com/topic.php?No=50179" rel="nofollow"&gt;แฟนยูซ่าจากไปอย่างไม่มีวันกลับ หลับให้สบายนะที่รัก&lt;/a&gt; ทำให้ความเชื่อมั่นเริ่มคลอนแคลนพอสมควร หากถามว่า ทำไม่ผมเชื่อว่า เอดส์ รู้เร็ว รักษาได้ ตอบตรง ๆ ก็มาจากประสบการณ์ของผมเองที่เกือบเสียเมียสุดที่รักของผมไป กับโรคแทรกซ้อน ปอดอักเสบพีซีพี แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษา โดยเริ่มจากการรักษาแทรกซ้อน และตามมาด้วยการกินยาต้านไวรัส ไม่นานเธอก็ค่อย ๆ หายจากการป่วย และกลับมาแข็งแรงอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ 2 วันที่แล้ว ผมได้มีโอกาสพูดคุยเรื่องนี้กับเมีย.. โดยผมเกริ่น ๆ ว่า วันนี้ของเมื่อปีที่แล้ว เธอเกือบตาย ถือว่าโชคดีมาก ๆ ที่รอดมาได้ เมียผมบอกว่า ที่เธอรอดมาได้เพราะเธอได้กำลังใจดี แล้วเธอก็เล่าให้ฟังว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนั้นพี่.. ก็ดูแลหนูดี ไม่เคยห่าง ทั้งพาเข้าห้องน้ำ (เธอไม่มีแรงแม้แต่จะลุกนั่ง หรือลุกยืน) ป้อนข้าว น้ำ แล้วคอยเอากระโถนมาให้เวลาที่หนูจะอ้วก แล้วก็พี่สาว น้องสาว ก็โทรมาให้กำลังใจ หลานสาว หลานชายก็โทรมาหาบอกว่า อย่ากินยาเยอะนะ เดี๋ยวป้า..ตาย หลานสาวของผมก็บอกว่า โตขึ้นจะเป็นหมอมารักษาป้า.. แม่พ่อเธอก็โทรมาให้กำลังใจ แม่ผมก็ไม่ได้รังเกียจเธอ ที่เธอป่วยเป็นโรคเอดส์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดง่าย ๆ ว่าผมและเมียโชคดีที่บอกกับคนในครอบครัวของเรา และได้กำลังใจจากคนในครอบครัว แม้ว่าเราทั้งคู่จะไม่ได้บอกกับทุกคน ..เลือกบอกเฉพาะบางคนเท่านั้น แต่คนที่เราเลือกบอกต่างเป็นกำลังใจให้กับเราทั้งคู่ ทั้งคนป่วยและคนดูแลคนป่วย บอกตามตรงเลย.. ในใจผมตอนนั้นไม่มีความมั่นใจเหมือนกับที่ปากบอกกับเมียเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กินยาแล้วเดี๋ยวก็หาย.. ตอนนี้หมอเค้ารักษาโรคแทรกซ้อนก่อน เดี๋ยวพอกินยาต้านไวรัสแล้ว อาการต่าง ๆ ก็จะดีขึ้นเหมือนคนปกติ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดตามตรง นอกจากเป็นคำปลอบใจเมียแล้ว ยังเป็นคำปลอบใจตัวเองด้วย แต่ผมไม่ได้เชื่ือมั่นเต็มร้อย อย่างที่ปากพูดเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีทั้งคนที่บอกครอบครัว และไม่บอกกับครอบครัว เหตุผลต่าง ๆ กันไป แต่กรณีของยูซ่าและแฟน เลือกไม่บอกกับครอบครัว ทั้งคู่ต่อสู้กันตามลำพังสองคน ยอมรับเลยว่า ต้องอาศัยจิตใจที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยวมากกว่าผม ที่พอรู้ก็บอกแม่ทันที (คือปกติมีอะไรผมจะไม่มีความลับกับแม่)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนจะถึงบทสรุป ผมอยากจะเล่าเรื่องของคนป่วยด้วยโรคเอดส์คนหนึ่ง เป็นคนรู้จักของเมียผม เป็นผู้หญิง ผัวป่วยตายไปด้วยโรคเอดส์ ผมพบเธอตอนเมียผมเข้าโรงพยาบาลเพราะป่วยด้วยโรคแทรกซ้อน ดูจากภายนอกเธอไม่มีตุ่ม มีหนองหรือแผลตามตัวให้รังเกียจ แต่เมียผมเล่าให้ฟังว่าเธอติดเอดส์จากสามี สามีตายไปหลายปีแล้ว เธอมีลูกแต่ลูกก็ไม่สนใจ เธอรู้จักเมียผมตอนนั้นเมียผมป่วยนอนโรงพยาบาล ก็ได้อาศัยไหว้วานเมียผม (ช่วงเช้าถึงก่อนเย็น เมียผมจะพอลุกไหว ไม่ถึงกับลุกไม่ขึ้นทั้งวัน ตอนนั้นเธอยังไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อเอชไอวี)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริง ๆ พี่น้อย (นามสมมุติ) แกก็มีลูกสาว แต่ลูกสาวก็ไม่สนใจเฝ้า มาเฝ้าตามหน้าที่เท่านั้น ไม่สนใจแม่.. แกเองก็ไม่มีกำลังใจ ไม่ยอมกินยา ไม่ยอมรักษา จนกระทั่งป่วยหนัก เข้าโรงพยาบาล หลังจากแฟนผมออกจากโรงพยาบาลไม่กี่วัน เธอตายไปขณะที่แฟนผมกำลังป่วยหนักอยู่ที่บ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผมเขียนเล่ามาทั้งหมด ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะบอกว่า  การบอกกับครอบครัวว่าติดเชื้อเอชไอวีดีหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อยากจะบอกว่า เมื่อเราป่วยสิ่งสำคัญที่สุดคือ ความหวังและกำลังใจ  จากคนใกล้่ชิด ยาเป็นสิ่งสำคัญในการรักษา  แต่กำลังใจจากคนรอบข้างคือสิ่งสำคัญที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และถ้าญาติและคนในครอบครัวของคุณป่วยด้วยโรคเอดส์ ขอเพียงความเข้าใจและกำลังใจให้กับพวกเราผู้ติดเชื้อ เราจะมีโอกาสรอดและอยู่กับคุณไปได้อีกหลายปี และถ้ากินยาต้่านไวรัสแล้ว เราสามารถทำมาหากิน ไม่เป็นภาระให้กับใคร (ยกเว้นรายที่ป่วยหนัก และโดนเชื้อโรคทำลายอวัยวะส่วนที่สำคัญ)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-8756616482313899152?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/8756616482313899152/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/04/blog-post_20.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/8756616482313899152'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/8756616482313899152'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/04/blog-post_20.html' title='กำลีังใจคือสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยเอดส์'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-3826602849007267593</id><published>2010-04-01T00:14:00.003+07:00</published><updated>2010-04-01T00:21:57.381+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การตรวจเอดส์'/><title type='text'>การตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี และวินโดว์พีเรียด</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S15S1GdLhhI/AAAAAAAAAps/yUZoUs1WHjA/s1600-h/wbc02.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="225" src="http://4.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S15S1GdLhhI/AAAAAAAAAps/yUZoUs1WHjA/s320/wbc02.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;h3&gt;การตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;การตัดสินว่าบุคคลใดติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่สามารถทำได้โดยการตรวจเลือด ซึ่งจะสามารถยืนยันการติดเชื้อได้ก็ต่อเมื่อ ตรวจพบแอนติบอดี้ของเชื้อเอชไอวี (โปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อมีสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย) ในเลือด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงคำว่า "ตรวจเลือด" นี่เอง ที่บางครั้งทำให้เพื่อนผู้ติดเชื้อเอชไอวีสับสน เป็นความจริงที่ว่าการตรวจหา&lt;b&gt;ค่าซีดี 4 ค่าไวรัสโหลด&lt;/b&gt; ก็คือ การตรวจเลือด &lt;b&gt;การตรวจหาค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด &lt;/b&gt;(Complete Blood Count) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า &lt;b&gt;CBC&lt;/b&gt; ก็คือ การตรวจเลือด แต่ทั้งการตรวจค่าซีดี 4 การตรวจไวรัสโหลด และ การตรวจ CBC การตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี มีจุดมุ่งหมายในการตรวจต่างกัน น้ำยาที่ใช้ในการตรวจ ตลอดจนเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ผลต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้จากการตรวจอย่างหนึ่ง จะเอาไปแปลผลในการตรวจอีกอย่างหนึ่งไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่น การตรวจหาค่า ซีดี 4 หากมีค่าซีดี 4 &amp;gt; 1,000 ไม่ได้หมายความว่า บุคคลนั้นไม่ติดเชื้อเอชไอวี (ค่าเฉลี่ยของซีดี 4 ในคนปกติ คือ 500 - 1200 โดยประมาณ) หรือหากตรวจแล้วมีค่าซีดี 4 &amp;lt; 500 ก็ไม่ได้หมายความว่า บุคคลนั้นจะต้องติดเชื้อเอชไอวี เขาอาจจะป่วย รักษาหรือกินยาบางอย่างที่ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายถูกกด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรืออย่างกรณีที่ตรวจค่าไวรัสโหลดซึ่งได้ผลเป็น undetectable หรือตรวจไม่พบ ก็ไม่ได้หมายความว่า บุคคลนั้นหายจากการติดเชื้อเอชไอวี เพราะผลที่บอกว่า ตรวจไม่พบ คือ การตรวจหาเชื้อไวรัสในกระแสเลือดเพียงอย่างเดียว ไม่ได้รวมเชื้อไวรัสที่อาจหลบซ่อนอยู่ในต่อมน้ำเหลืองในร่างกาย ในน้ำนม หรือน้ำกาม และการตรวจไม่พบก็ขึ้นอยู่กับน้ำยาที่ใช้ว่ามีความไวมากน้อยเพียงใด อาจมีน้ำยาที่มีความไวต่อเชื้อไวรัสที่มีมากกว่าหรือเท่ากับ 40 ตัวต่อเลือด 1 ซี.ซี. หรือน้ำยาที่มีความไวต่อเชื้อไวรัสที่มีมากกว่าหรือเท่ากับ 20 ตัวต่อเลือด 1 ซี.ซี. นอกจากใช้คำว่า ตรวจไม่พบอาจสรุปว่า VL (Viral Load) &amp;lt; 40 หรือ VL &amp;lt; 20 ขึ้นอยู่กับน้ำยาที่ใช้ตรวจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชุดตรวจที่ใช้โดยทั่วไปเรียกว่า &lt;b&gt;อีไลซา (ELISA)&lt;/b&gt; และยังมี&lt;b&gt;ชุดตรวจแบบด่วนรู้ผลทันทีที่ใช้ในคลินิก (Rapid Test)&lt;/b&gt; ถ้าผลการตรวจโดยอีไลซ่าหรือชุดตรวจแบบด่วนเป็นบวก จะต้องมีการตรวจครั้งที่สองเพื่อยืนยันผล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปกติทุกคนจะได้รับการตรวจซ้ำเพื่อลดโอกาสที่จะเกิดการผิดพลาด (ดังนั้นจึงตรวจครั้งที่สองเพื่อยืนยันผล) ผลตรวจที่ผิดพลาดสามารถเป็นได้ทั้งผลบวกปลอม (นั่นคือผลการตรวจระบุว่าผู้นั้นมีแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี แต่ในความเป็นจริงเขาไม่ได้ติดเชื้อ) หรือผลลบปลอม (นั่นคือการตรวจระบุว่าผู้นั้นไม่มีแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี แต่ในความเป็นจริงเขาติดเชื้อ) ซึ่งผลลบปลอม ยังสามารถเกิดได้ในช่วง &lt;b&gt;"วินโดว์พีเรียด"&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;h3&gt;วินโดว์พีเรียดคืออะไร?&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;ในการหาเชื้อเอชไอวีจะทำการตรวจเลือดเพื่อหาแอนติบอดี แทนที่จะหาตัวเชื้อเอชไอวี เมื่อติดเชื้อเอชไอวีร่างกายจะต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งเพื่อสร้างแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี หมายความว่าในช่วงระยะเวลาตั้งแต่เริ่มติดเชื้อจนถึงเวลาที่ระดับแอนติบอดีสูงพอที่จะตรวจพบได้อาจตรวจไม่พบการติดเชื้อหรือผลตรวจเป็นลบนั่นเอง ถึงแม้ว่าบุคคลนี้จะติดเชื้อเอชไอวีอยู่ก็ตาม "ช่วงระยะเวลา" ดังกล่าวนี้เรียกว่า วินโดว์พีเรียด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;h3&gt;วินโดว์พีเรียดมีระยะเวลาเท่าไร?&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;ระยะเวลาของวินโดว์พีเรียดนั้นแตกต่างไปตามแต่ละบุคคล แต่ปกติจะเป็น 6 สัปดาห์ถึง 3 เดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;h3&gt;วินโดว์พีเรียดสำคัญอย่างไร?&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;วินโดว์พีเรียดมีความสำคัญเพราะเป็๋นช่วงเวลาที่ผู้ได้รับการตรวจมีผลตรวจเป็นลบ ในขณะที่ความจริงเขาติดเชื้อแล้วและสามารถแพร่เชื้อได้ วินโดว์พีเรียกทำให้เราไม่สามารถแน่ใจได้ว่า เราไม่ติดเชื้อแม้ว่าผลตรวจจะเป็นลบก็ตาม เราจะแน่ใจได้ก็ต่อเมื่อเราไม่มีความเสี่ยงเลยในช่วง 6 สัปดาห์ ถึง 3 เดือนก่อนการตรวจเป็นลบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;h3&gt;วิธีการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;เราสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท ใหญ่ ๆ ได้คือ&lt;br /&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;การตรวจหาแอนติบอดีของเอชไอวี ซึ่งทั้ง ELISA และ Rapid Test คือ การตรวจแบบนี้ &lt;/li&gt;&lt;li&gt;การตรวจแอนติเจน การตรวจหาเชื้อไวรัสเอชไอวีโดยตรงในกระแสเลือด จะมีราคาสูง และใช้เวลามากกว่า ได้แก่ วิธีการตรวจแบบ PCR และ &lt;a href="http://hivliveplus.blogspot.com/2009/10/blog-post_9120.html"&gt;NAT&lt;/a&gt; (วิธี NAT&amp;nbsp; เป็นการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีแบบใหม่ที่สภากาชาดไทยนำมาใช้ ควบคู่กับการตรวจแบบแอนติบอดี&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-3826602849007267593?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/3826602849007267593/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/04/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/3826602849007267593'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/3826602849007267593'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/04/blog-post.html' title='การตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี และวินโดว์พีเรียด'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S15S1GdLhhI/AAAAAAAAAps/yUZoUs1WHjA/s72-c/wbc02.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-8420751341367062645</id><published>2010-03-30T09:44:00.001+07:00</published><updated>2010-03-30T09:50:36.912+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรียนรู้เรื่องเอดส์'/><title type='text'>เอดส์ กับ ความอ้วน</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://www.rd1677.com/backoffice/PicUpdate/57684.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="240" src="http://www.rd1677.com/backoffice/PicUpdate/57684.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;ภาพของผู้ป่วยเอดส์ที่คุ้นตาเราส่วนใหญ่ คือ ผู้ป่วยที่มีร่างกายผ่ายผอม เมียผมตอนที่ป่วยด้วยโรคปอดอักเสบ ก็มีอาการเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่อยากทานข้าว ปากและลำคอโดนเชื้อราเล่นงาน นอกจากจะทานข้าวไม่ได้ ยังทำให้มีอาการอาเจียนอาหารที่กินเข้าไป น้ำหนักลดไปมากกว่า 10 กิโลกรัม ซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในตอนที่ป่วย ผมก็อยากให้เมีย ทานข้าวได้ จะได้มีแรง มีสารอาหารสร้างภูมิต้านทานเพื่อต่อสู้กับโรคปอดอักเสบ ก่อนกินยาต้านไวรัส กินแต่ยารักษาโรคปอดอักเสบ และยาป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา เมียผมอาการยังไม่ค่อยดี จนได้มากินยาต้านไวรัส ไม่ถึงสัปดาห์ อาการต่าง ๆ เริ่มหายไป และเริ่มกินข้าวได้ ผ่านไปไม่ถึงสามเดือน น้ำหนักเริ่มกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนป่วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กินยาไม่ถึงปี ตอนนี้น้ำหนักขึ้นไปมากกว่าเมื่อก่อนอีกประมาณ 5 - 6 กิโลกรัม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าหากไม่ศึกษาเรื่องเอดส์อย่างจริง ๆ จัง ๆ เราคงคิดว่า น้ำหนักตัวที่มากขึ้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี แต่จากการศึกษาแล้ว ไม่ใช่ครับ คนอ้วนหรือผู้ที่มีน้ำหนักตัวสูงกว่าเกณฑ์ปกติ แม้จะได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสแล้ว ระดับค่า cd4 โดยเฉลี่ยจะขึ้นน้อยกว่าคนที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงนี้จะอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างความอ้วน กับ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย คนที่อ้วนมากหรือมีน้ำหนักตัวมากจะมีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายที่ต่ำกว่าคนที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าหากเพื่อน ๆ คนไหนสนใจ สามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้จาก &lt;a href="http://www.aidsmap.com/en/news/B25A73DE-1647-44C6-B120-C068EB53BCDB.asp" rel="nofollow"&gt;Obese patients in US have poorer CD4 cell gains after starting HIV  treatment&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องเอดส์ กับ ความอ้วน นอกจากจะเกี่ยวข้องกันในแง่ของระบบภูมิคุ้มกันแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับไขมันในร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่กินยาต้านไวรัส d4t จะเกิดปัญหาไขมันย้ายที่ได้ ปัญหาไขมันย้ายที่ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โรค lipodystrophy&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;1. สมัยก่อนพบคนเป็น lipodystrophy เพียงไม่กี่ร้อยรายทั่วโลก  แต่ตอนนี้พบมากขึ้นเนื่องจากเป็นผลข้างเคียงของยารักษาโรคเอดส์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2 ลักษณะที่มักพบในผู้ป่วยโรคเอดส์ที่เป็น lipodystrophy คือ ไขมันที่หน้า  คอ แขน ขา หายไป แต่บางครั้งก็อาจสะสมได้เหมือนกัน ที่บริเวณคอ ลำตัว ท้อง  ดังนั้นคนไข้จึงอาจดูเหมือนโครงกระดูกเดินได้ หรืออีกแบบคือ  พุงยื่นแต่หน้าตูบ แขนขาลีบ ซึ่งเหมือนคนไข้ระยะสุดท้าย ทั้งๆที่การควบคุม  HIV เป็นไปด้วยดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3 ประมาณว่า ผู้ติดเชื้อ 50% มีอาการ lipodystrophy  โดยรายที่อาการหนักสุดคือรายที่ควบคุม HIV ได้ดีที่สุด  ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เป็นที่ทราบดีว่า ยามีผลต่อ metabolism  ของร่างกายแน่นอน ยารักษาโรคเอดส์ ซึ่งเป็น protease inhibitors  มีผลรบกวนการทำงานของอินซูลิน  นอกจากนี้ยาบางตัวก็ดูเหมือนจะยังยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ไขมัน  และอาจก่อให้เกิดการตายของเซลล์ไขมันในอัตราที่รวดเร็ว&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลนี้เอามาจาก &lt;a href="http://www.vcharkarn.com/vnews/20985" rel="nofollow"&gt;ข้อเท็จจริงและความลึกลับของไขมัน: อ้วน ผอม และเอดส์&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากให้เพื่อน ๆ สนใจหาความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์มาก ๆ นะครับ จะได้มีวิธีการดูแลสุขภาพของตัวเราเองกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-8420751341367062645?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/8420751341367062645/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/03/blog-post_30.html#comment-form' title='5 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/8420751341367062645'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/8420751341367062645'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/03/blog-post_30.html' title='เอดส์ กับ ความอ้วน'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-8893268895604430087</id><published>2010-03-06T11:39:00.000+07:00</published><updated>2010-03-06T11:39:34.397+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องเล่าของเพื่อน'/><title type='text'>เรื่องเล่าของเอ็ม : เรื่องเล่าของเพื่อนผู้ติดเชื้อจากบ้านฟ้า</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S5HWiC41m_I/AAAAAAAAAuI/iJzXfkXzz6U/s1600-h/family.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="200" src="http://1.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S5HWiC41m_I/AAAAAAAAAuI/iJzXfkXzz6U/s200/family.jpg" width="143" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า กำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป หลังจากทราบว่าตัวเองติดเชื้อของผู้ติดเชื้อเอชไอวีมาจากคนในครอบครัว บางคนโชคดีได้รับการยอมรับ บางคนโชคร้ายได้รับการปฏิบัติและการปฏิเสธจากคนในครอบครัว แต่ในโลกความเป็นจริงการปฏิเสธของครอบครัว ไม่ใช่จุดจบของชีวิต ถ้าหากเราได้เรียนรู้ และทำความเข้าใจเกียวกับโรคเอดส์และการติดเชื้อเอชไอวีมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเอดส์.. ไม่ได้เป็นแล้วจะต้องตายในเวลาอันสั้น ติดเชื้อเอชไอวี..ไม่ใช่จุดจบของชีวิต ความหวัง ความฝัน ไม่ได้จบไปพร้อมกับคำว่า "ติดเชื้อเอชไอวี"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายคนคิดว่า การติดเชื้อเอชไอวีเ็ป็น "โชคร้าย" อย่างหนึ่งของชีวิตเขา แต่สำหรับคนที่มีหัวใจนักสู้ไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต เขาอาจแปรเรื่อง "โชคร้าย" ให้กลายเป็น "โชคดี" การที่ใครสักคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตเที่ยวเตร่ไปวัน ๆ ไม่สนใจครอบครัว ติดเชื้อเอชไอวีแล้วกลายเป็นคนรักครอบครัว พยายามสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับชีวิตของตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณคิดว่า เป็นโชคร้ายหรือโชคดีล่ะ สำหรับผม ถือว่าเป็นโชคดีของเขา เพราะเขายังสามารถทำสิ่งดี ๆ ให้กับชีวิตของตนเอง ครอบครัว และสังคมได้มากขึ้น เพราะเขาไม่ประมาทไปกับชีวิตที่่เหลืออยู่ เขารู้ว่า ใครรักเขาจริง แล้วเขาควรปฏิบัติอย่างไรกับคนที่เขารัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากให้ลองอ่านเรื่องเล่าของเอ็มดูครับ&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;div style="color: red;"&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;ดีใจครับที่พ่อแม่เข้าใจ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ วันที่บอกพ่อกับแม่ไปแล้วว่าเราได้ติดเชื้อนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงแรก-พ่อดูเศร้าและดูและเราเป็นพิเศษยังกะว่าเราจะตายในวันพรุ่งนี้-แม่ เหมือนกัน ถึงขนาด ต้มจานชามที่ใช้แล้ว แล้วก้อเสื้อผ้าของผม จนกางเกงในCKผมกลายเป็นขากระดิ่งเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงสอง-พ่อ ยังทำตัวเหมือนเดิมแต่เตรียมอาหารไว้ให้เรากินต่างหากทุกมื้อ เขาบอกไม่ได้รังเกียจ แต่ว่ากลัวผมจะติดเชื้อโรคฉวยโอกาสจากพ่อกับแม่-แม่เริ่มกังวลกับสิวที่หลัง และบอกผมว่าสงสัยแม่จะติดเชื้อเอดส์จากลูก(แอบไปร้องไห้เลยครับ)วันหลังพ่อ ก้ออธิบายจนแม่เข้าใจ และสิวที่หลังมันก็ยังคงเป็นสิวที่หลังที่เกิดจากฮอร์โมนแม่เอง มิได้เกิดจากเชื้อเอดส์แต่อย่างใด เฮ้อ!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงที่สาม- แบรนด์รังนกและวิต้าเบอร์รี่ ถาถมเข้ามาใส่ตัวผมอย่างไม่หยุดยั้ง จนถึงปัจจุบันนี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงที่สี่- พ่อเริ่มให้ผมกินข้าวด้วยใช้ช้อนกลาง-แม่ กอดหอมเราเหมือนเคย และผมก็รำคาญเหมือนเคย แต่ไม่โหวกเหวกโวยวายเหมือนแต่ก่อนละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงที่ห้า-พ่อแม่ เริ่มขึ้นไปหาหมอกับผม และระหว่างรอตรวจ พ่อกับแม่กล้าที่จะพูดคุยกับคนติดเชื้อที่รอตรวจอยู่เหมือนกัน(เห็นแล้วแทบ ร้อง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงที่ห้า-พ่อแม่ทำตัวเหมือนเดิมเหมือนแต่ก่อนที่เขายังไม่รู้ว่าเราเป็น อ่ะไร แต่เอาใจใส่ในเรื่องกินยากับเรื่องหมอนัดมากขึ้น เหมือนมีผู้จัดการส่วนตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงที่หกถึงปัจจุบัน &lt;b&gt;มีความสุขจัง ที่เห็นเขาเข้าใจและพยายามหาความรู้เรื่องเอชเพื่อที่จะมาบอกผม&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เล่ามาทั้งหมด คือ&lt;br /&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;คนที่กลัวโรคนี้คือคนที่ไม่มีความรู้เรื่องนี้&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;คนที่กลัวโรคนี้ต้องหาความรู้เกี่ยวกับมันให้มาก&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;จากคนที่ไม่เห็นคุณค่าในชีวิตอย่างผม เที่ยวเตร่วันๆ ผมเปลี่ยนไปเป็นคนละคน&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ทุกสิ่งทุกอย่างที่แย่ๆตั้งแต่วันที่ผมรู้ว่าผมติดเชื้อ ดีขึ้น เพราะคนสองคนนี้ คือพ่อ และแม่&lt;/b&gt; และครอบครัวของผม ถึงบางคนจะไม่รู้ว่าผมเป็นอะไรแต่ผมก็มองดูพวกเขาและคิดถึงพวกเขาทุกครั้ง ที่ผมจิตตก และ ผมรู้แค่ว่า ผมจะมีชีวิตที่ดีเพื่อครอบครัวที่ผมรัก ครับ&lt;/blockquote&gt;อ่านเรื่องของเอ็ม แล้วผมรู้สึกได้ถึงความรัก ความห่วงใย ที่พ่อแม่มีต่อลูก บอกตรง ๆ ครับ มีความสุขและยินดีกับเอ็มด้วย.. เรื่องของเอ็ม เป็นเรื่องดี ๆ ที่ผมอยากนำมาแบ่งปัน ผมนำมาจากกระทู้นี้ครับ &lt;a href="http://pha.narak.com/topic.php?No=48207" rel="nofollow"&gt;ดีใจครับที่พ่อแม่เข้าใจ&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงนี้ผมติดธุระยุ่ง ๆ หลายอย่าง ไม่ค่อยได้เข้าไปตั้งกระทู้ ตอบกระทู้เพื่อน ๆ ในบ้านฟ้า พออ่านเรื่องนี้ แล้วอดที่จะเอามาโพสต์ไว้ใน blog ของผมไม่ได้ เรื่องเล่าดี ๆ ของเพื่อน ๆ ในบ้านฟ้ามีอยู่เยอะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-8893268895604430087?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/8893268895604430087/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/03/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/8893268895604430087'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/8893268895604430087'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/03/blog-post.html' title='เรื่องเล่าของเอ็ม : เรื่องเล่าของเพื่อนผู้ติดเชื้อจากบ้านฟ้า'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S5HWiC41m_I/AAAAAAAAAuI/iJzXfkXzz6U/s72-c/family.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-1171595568911421973</id><published>2010-02-25T14:44:00.004+07:00</published><updated>2010-02-25T16:04:50.597+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องของผม'/><title type='text'>เอดส์..เป็นแล้วตายจริงหรือ?</title><content type='html'>&lt;img src="http://lh5.ggpht.com/_t7YxK30CRaY/S4YonAc2I0I/AAAAAAAAAsM/ST0UdBnwfLQ/aidsnotdeat.jpg" style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto;" /&gt;   &lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;หลังจากได้ผลยืนยันการตรวจเลือดว่า ติดเอดส์.. ความรู้สึกผมเหมือนฟ้าถล่ม โลกเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม ผมถามตัวเองว่า “แล้วกูจะอยู่ได้อีกกี่ปี? ถึง 5 ปีไหมว่ะ?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในตอนนั้นความรู้เรื่องโรคเอดส์/การติดเชื้อเอชไอวีของผมเท่ากับหางอึ่ง (โรคเอดส์เป็นเรื่องไกลตัว เพราะผมไม่ได้ไปเที่ยวผู้หญิงบริการ) เหมือนกับคนส่วนใหญ่ในสังคม คำขวัญต่อต้านเอดส์ ที่ติดอยู่ในใจผม “เอดส์.. เป็นแล้วตาย” ทำให้ผมเกิดความคิดว่า ผมไม่สามารถทำอะไรได้อีก ผมไม่สามารถฝัน ผมไม่สามารถหวัง เพราะเดี๋ยวผมก็ต้องตาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภรรยาของผมออกจากโรงพยาบาลหลังจากรู้ผลในตอนเช้าว่า ..ติดเชื้อเอชไอวี หมอ..บอกเธอในห้องอายุรกรรมหญิงรวม บรรดาเพื่อนคนไข้ จากที่เคยพูดคุยกับเธอดี เมื่อได้ยินหมอบอกที่เตียงคนไข้ ซึ่งมีคนไข้และญาติประมาณ 10 กว่าคน ..คนไข้หลายคนไม่เคยคุยกับภรรยาของผมอีกเลยจนกระทั่งเธอออกจากโรงพยาบาลในเช้าวันนั้น เธอรอผลตรวจเลือดของผม เพราะพี่พยาบาลบอกกับเธอว่า ผมอาจไม่ติดเชื้อเอชไอวีจากเธอก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมต้องฝืนยิ้ม เมื่อบอกผลการตรวจเลือดกับภรรยา เพราะภรรยาผมยังป่วยอยู่ ผมไม่อยากให้เธอไม่สบายใจ ..กลัวอาการของเธอทรุดหนัก เพราะตอนนั้น ..เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำอาการป่วยของเธอ เป็นโรคอะไร หลังจากตรวจและวินิจฉัยแน่นอนภายหลัง จึงทราบว่า อาการไข้ขึ้นตอนเย็น หายใจหอบ เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง ของเธอ เป็นอาการของโรคปอดอักเสบพีซีพี ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยเอดส์เสียชีวิตกันมากอีกโรคหนึ่ง&lt;/blockquote&gt;...เรื่องที่ผมเล่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของผม ตอนที่ผมทราบผลการตรวจเลือดว่า ..ติดเชื้อเอชไอวี หรือที่หลาย ๆ คนมักพูดกันว่า ..ติดเอดส์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอยากจะยืนยันว่า “เอดส์.. เป็นแล้วตาย” จริง แต่ก็เหมือนกับคนเป็นโรคอื่น ๆ หรือคนที่ไม่ได้เป็นโรคประจำตัวอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอดส์.. เป็นแล้วตาย เอดส์..ไม่เป็นแล้วตาย แต่จะตายเมื่อไหร่ บอกไม่ได้ เอดส์ไม่เหมือนมะเร็งที่หมอจะบอกคุณได้ว่า คุณเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย..มีชีวิตอยู่ได้อีก 6 เดือน ซะที่ไหน เมื่อก่อนสมัยยังไม่มียาต้านไวรัส อาจจะบอกได้ว่า เป็นเอดส์แล้วมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 2 – 3 ปี แต่สมัยนี้ แม้คุณจะพัฒนาจาก “ผู้ติดเชื้อเอชไอวี” เป็น “ผู้ป่วยเอดส์” ซึ่งหมายความว่า พัฒนาจน “เป็นเอดส์” เต็มขั้นแล้ว แต่เมื่อคุณรักษา “โรคติดเชื้อฉวยโอกาส” หรือ “โรคแทรกซ้อน” จนหาย และได้รับยาต้านไวรัส คุณก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกนาน หากมีวินัยในการกินยาต้านไวรัส ซึ่งต้องกินไปตลอดชีวิต อายุขัยของผู้ติดเชื้อเอชไอวีแทบจะไม่ต่างจากอายุขัยของผู้ไม่ติดเชื้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเพราะความเชื่อที่ว่า.. เอดส์..รู้เร็ว รักษาได้ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีเป็นเพียงผู้ป่วยเรื้อรังที่ยังไม่มียารักษาให้หายขาด คนเราต้องกินต้องใช้ ผมก็ทำมาหากินของผมไปตามปกติ เพราะผมศึกษาจนรู้ว่า เชื้อเอชไอวี(เอดส์..ตามความเชื้อของคนส่วนใหญ่)ไม่ได้ติดกันง่าย ๆ เหมือนที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ การจะติดเชื้อเอชไอวีได้ ต้องประกอบด้วยเงื่อนไข 3 ประการ คือ เชื้อมีคุณภาพดี ปริมาณที่มากพอ มีช่องทางติดต่อโดยตรง และการติดเชื้อเอชไอวีมีการติดต่อได้ 3 ทางเท่านั้น คือ ทางเพศสัมพันธ์ ทางเลือด จากมารดาสู่บุตร(ทั้งก่อนคลอดและหลังคลอด) การใช้ชีวิตประจำวันร่วมกัน ผมไม่ทำให้ใครติดได้แน่นอน (ยกเว้นมาร่วมเพศกับผม โดยไม่ใส่ถุงยางป้องกัน)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-1171595568911421973?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/1171595568911421973/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/02/blog-post_25.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/1171595568911421973'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/1171595568911421973'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/02/blog-post_25.html' title='เอดส์..เป็นแล้วตายจริงหรือ?'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://lh5.ggpht.com/_t7YxK30CRaY/S4YonAc2I0I/AAAAAAAAAsM/ST0UdBnwfLQ/s72-c/aidsnotdeat.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-5574144630276804210</id><published>2010-02-23T14:41:00.010+07:00</published><updated>2010-03-09T12:20:56.794+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การรักษาโรคเอดส์'/><title type='text'>ยารักษาเอดส์มีจริงหรือเปล่า?</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;img alt="เอดส์เป็น subset ของเอชไอวี" src="http://lh4.ggpht.com/_t7YxK30CRaY/S4TYYCgnQDI/AAAAAAAAArw/5Di5cz1kPRQ/hivaids.gif" style="float: left; height: 250px; margin-left: 0px; margin-right: 1em; width: 250px;" /&gt; &lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ๆ แล้ว ต่างพากันหวังถึงยารักษาเอดส์ให้หายขาด การจะทำความเข้าใจเรื่องนี้ ผู้ที่เพิ่งทราบว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวีต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งก่อนว่า เอดส์ ต่างจาก เอชไอวี&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เมื่อพูดถึง โรคเอดส์ คนในสังคมส่วนใหญ่มักจะคิดว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกคนเป็นโรคเอดส์ แต่จริง ๆ แล้วทั้งสองคำมีความหมายแตกต่างกัน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;โรคเอดส์&lt;/b&gt; หมายถึง โรคติดเชื้อต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่อง จนไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ได้เหมือนกับคนปกติ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;เอชไอวี&lt;/b&gt; หมายถึง เชื้อไวรัส HIV ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดภูมิคุ้มกันบกพร่องในผู้ติดเชื้อ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;นอกจาก ความแตกต่างระหว่าง เอดส์ กับ เอชไอวี แล้ว เรายังต้องเข้าใจความหมายของคำว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวี กับ ผู้ป่วยเอดส์ ด้วย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;ผู้ติดเชื้อเอชไอวี&lt;/b&gt; หมายถึง ผู้ที่ได้รับการตรวจเลือดและได้รับวินิจฉัยว่า ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งผู้ติดเชื้อเอชไอวี อาจ &lt;b&gt;มีอาการ&lt;/b&gt; หรือ &lt;b&gt;ไม่มีอาการ&lt;/b&gt; ป่วยด้วยโรคเอดส์ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;ผู้ป่วยเอดส์&lt;/b&gt; หมายถึง ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ป่วยด้วย &lt;b&gt;โรคติดเชื้อฉวยโอกาส&lt;/b&gt; หรือ &lt;b&gt;โรคแทรกซ้อน&lt;/b&gt; และเสียชีวิตในที่สุด หากไม่ได้รับการรักษา จากสถิติ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี จะกลายเป็น ผู้ป่วยเอดส์ จะต้องใช้เวลาประมาณ 7 - 10 ปี สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีชาวไทย&lt;/div&gt;ถ้าจะอธิบายในลักษณะที่เป็นรูปธรรมก็คือ  ผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกคน &lt;b&gt;ไม่ใช่&lt;/b&gt; ผู้ป่วยเอดส์  &lt;br /&gt;&lt;div&gt;แต่ผู้ป่วยเอดส์ทุกคน &lt;b&gt;เป็น&lt;/b&gt; ผู้ติดเชื้อเอชไอวี&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ถ้าเคยเรียนเรื่อง set ในวิชาคณิตศาสตร์ สมัยมัธยม คงจะพอเข้าใจได้ว่า ผู้ป่วยเอดส์ เป็น subset ของ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี&lt;/div&gt;ส่วนใหญ่กว่าจะรู้ตัวว่าติดเชื้อเอชไอวี ก็เมื่อมีอาการป่วยสัมพันธ์กับโรคเอดส์ ซึ่งในบางครั้งเชื้อโรคทำลายร่างกายไปมาก กว่าจะวินิจฉัย กว่าจะถึงมือหมอ กว่าจะได้รับยาก็สายเกินไป  แต่ผมอยากจะย้ำสักนิดนะครับว่า การเป็นโรคเอดส์สมัยนี้ &lt;b&gt;เอดส์..รู้เร็ว รักษาได้&lt;/b&gt;  เพราะอย่างที่บอก โรคเอดส์ เป็นโรคติดเชื้อต่าง ๆ ซึ่งถ้าผู้ป่วยรู้ตัวเร็ว เข้าสู่กระบวนการรักษา หมอก็จะรักษาไปตามอาการป่วย หรือรักษาโรคติดเชื้อนั้น ๆ ไม่ว่าจะเ็ป็น ปอดอักเสบ PCP, วัณโรค, เชื้อราขึ้นสมอง, เชื้อ CMV ขึ้นกระจกตาซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยตาบอดได้ ฯลฯ  ซึ่งเมื่อผู้ป่วยหายจากโรคต่าง ๆ และได้รับยาต้านไวรัส จะทำให้ไวรัสลดลง ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นมา จนเมื่อสูงขึ้นถึงจุดหนึ่ง ก็จะมีร่างกายแข็งแรงมีภูมิคุ้มกันเหมือนคนปกติ แต่จำเ็ป็นต้องกินยาต้านไวรัสไวรัสไปตลอดชีวิต (เรื่องนี้ไว้จะอธิบายภายหน้า)  ตรงจุดที่ผู้ป่วยกลับมาแข็งแรงเหมือนคนปกตินี่แหละครับ ที่มักมีการหลอกลวงว่า มียารักษาเอดส์ ได้  ผู้ติดเชื้อ หรือ ผู้ป่วย เสียเงินเป็นจำนวนมาก หวังว่าจะหายจากเอดส์  ส่วนหนึ่งของ ยารักษาโรคเอดส์ พวกนี้ จะเ็ป็นพวกยาลูกกลอน (ผสมสเตียรอยด์) ซึ่งไม่บอกส่วนผสม บางครั้งก็โฆษณาว่า เป็นยาเทวดา ยาพวกนี้ กินปุ้บ ผู้ป่วยรู้สึกดีึ้ขึ้นมาทันตาเห็น แต่พวกเขาไม่รู้ว่า สเตียรอยด์ที่ผสมและทำให้รู้สึกดี แข็งแรง จะไปทำลายภูมิคุ้มกันที่เหลือน้อยอยู่แล้วของเขา ทำให้เชื้อโรคต่าง ๆ เล่นงานร่างกายเขาได้ง่ายขึ้น ซึ่งทำให้เมื่อป่วย พวกเขาต้องเสียชีวิตลงอย่างรวดเร็ว  อยากจะบอกพวกที่หากินกับความเจ็บป่วยของคนอื่นเหลือเกินว่า &lt;b&gt;คุณเป็นฆาตกร&lt;/b&gt;  ผู้ป่วยเอดส์หรือผู้ติดเชื้อสมัยนี้ ไม่ได้ตายง่าย ๆ เหมือนสมัยก่อนที่ยังไม่มียาต้านไวรัส ป่วยก็สามารถรักษาได้ทุกโรค ถ้ารู้เร็ว นอกจากนั้นยังรักษาฟรีจากระบบประกันสุขภาพของภาครัฐ ทั้งบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) บัตรประกันสังคง บัตรข้าราชการ  ยารักษาโรคเอดส์มีจริง.. ผู้ป่วยสามารถหายจากการป่วยด้วยโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่เป็นกลุ่มอาการโรคเอดส์ได้ ผู้ป่วยเอดส์สามารถกลับมาแข็งแรง และใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีอายุยืนยาวเกือบจะเท่าึคนปกติ แต่..ยารักษาโรคเอดส์ที่ผมพูดถึง เป็นยาแผนปัจจุบัน เป็นยาที่ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ในกรณีที่คุณเป็นคนไทย (ยกเว้นค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อไปรับยาเป็นประจำ)  แต่ยารักษาการติดเชื้อเอชไอวีให้หายขาดไม่มีอยู่ในร่างกายผู้ติดเชื้อ ที่เป็นความหวังของผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกคน ยังไม่มี..  &lt;br /&gt;&lt;div&gt;ยังไม่มี.. ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มี จากการศึกษาของผม โรคเอดส์เป็นโรคที่มีความก้าวหน้าในการค้นคว้าวิจัยเร็วที่สุดในโลก มีงานวิจัยต่าง ๆ มากมาย มีนักวิทยาศาสตร์มากมาย บุคลากรทางการแพทย์ร่วมมือกันค้นคิดวิธีการรักษา  ผมอาจจะบอกไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ เพราะจา่กการศึกษา ข่าวที่เป็นความหวังบอกว่าปีนั้น ปีนี้ แต่แล้วก็เงียบหายไป  อยากจะบอกเพื่อนผู้ติดเชื้อทุกคนว่า หวังได้.. แต่อย่าถึงกับกำหนดกฏเกณฑ์ว่าจะต้องเป็นเมื่อไหร่ เพราะเราไม่ได้เป็นคนคิดค้นยารักษาเอง เราไม่ได้ทดลองเอง เราไม่ได้เป็นผู้ผลิตเอง เราไม่ได้เป็นผู้จำหน่าย เราไม่ได้เป็นผู้ให้ทุนการค้นคว้าวิจัย  เราทำได้แต่เพียงเฝ้ารอข่าวดี การประกาศความสำเร็จในการรักษาที่วงการแพทย์ให้การรับรอง ที่หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพให้การรับรอง อย่าไปเชื่อข่าวลือ อย่าไปเชื่อเขาบอก.. เพราะถ้ารักษาหายจริง รับรองคนคิิดวิธีการรักษารวย และมีชื่อเสียงอยู่ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติแน่ ๆ เพราะเขาเป็นผู้ที่ช่วยเหลือมนุษย์หลายสิบล้านคนทั่วโลก  เขาคงไม่เอาชีวิตตนเองมาแลกกับค่ายาทีละหลายพัน หลายหมื่น ทั้ง ๆ ที่มีโอกาสร่ำรวยและสร้างชื่อเสียงในระดับโลกได้  &lt;br /&gt;&lt;div&gt;อยากจะบอกเพื่อนผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกคนว่า.. &lt;b&gt;ยารักษาเอดส์มีจริง แต่ยารักษาการติดเชื้อเอชไอวี ยังไม่มี&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-5574144630276804210?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/5574144630276804210/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/02/blog-post_23.html#comment-form' title='53 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/5574144630276804210'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/5574144630276804210'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/02/blog-post_23.html' title='ยารักษาเอดส์มีจริงหรือเปล่า?'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://lh4.ggpht.com/_t7YxK30CRaY/S4TYYCgnQDI/AAAAAAAAArw/5Di5cz1kPRQ/s72-c/hivaids.gif' height='72' width='72'/><thr:total>53</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-5548001480112237230</id><published>2010-02-16T22:07:00.010+07:00</published><updated>2010-03-09T12:20:19.860+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คลิปวิดีโอเอชไอวี/เอดส์'/><title type='text'>เปิดใจ เภสัชกรยิปซี เจ้าของรางวัลแม็กไซไซ ชาวไทยคนล่าสุด</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S3rH3PtYIuI/AAAAAAAAArI/pgSqchPZKPM/s1600-h/Krissana01.jpg" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5438879251926885090" src="http://1.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S3rH3PtYIuI/AAAAAAAAArI/pgSqchPZKPM/s400/Krissana01.jpg" style="cursor: pointer; height: 223px; width: 400px;" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;จากส่วนหนึ่งของกระทู้ http://pha.narak.com/topic.php?No=37578  ..ราคายาต้านในเมืองไทย ที่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ราคาถูกมาก เช่น GPO vir S-30 ราคา 990 บาท GPO vir Z-250 ราคา 1320 บาท เป็นยาฝีมือคนไทยที่น่าภาคภูมิใจ เเละเป็นผลงานความดีของหลายๆคนในวงการเเพทย์ โดยเฉพาะ ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรใจพระที่ปิดทองหลังพระ ในการค้นคว้าวิจัย ในการผลิตยาต้านครั้งนี้ รวมทั้งอีกหลายๆท่านที่ไม่ได้กล่าวนามด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็น เภสัชกร เเพทย์ เทคนิคการเเพทย์ ผู้ช่วย พนักงานต่างๆ ทุก step การทำงานเพื่อให้ ผู้ติดHIV ในเมืองไทย ได้รับยาเข้าถึงยามากขึ้น ในราคาไม่เเพง  สดุดี ทุกท่านที่ทำงานเอดส์ ทุกระดับ ทุกตำเเหน่ง จากใจให้ทุกคน โดยเฉพาะ อาจารย์ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรยิปซี ที่มีผลงานยาต้านเอดส์ข้ามทวีปไปถึงเเอฟริกา ในการเป็นตัวตั้งตัวดี ให้คนเเอฟริกาเข้าถึงยาต้านราคาถูกมากขึ้น เป็นคนที่มีจริยธรรม และธรรมะสูงส่งคนหนึ่ง ขอประกาศนาม ชื่นชมเเซ่ซ้อง สดุดี ไว้ ด้วย ณ ที่นี้  บังเอิญ ผมได้พบคลิปวิดีโอรายการสัมภาษณ์ท่าน ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ จึงอยากเอามาเผยแพร่ให้เพื่อน ๆ ได้่รู้จักท่านกัน  &lt;object data="http://www.voicetv.co.th/fplayer/player.swf?version=20100120" height="224" type="application/x-shockwave-flash" width="400"&gt;      &lt;param name="flashvars" value="config=http%3A%2F%2Fwww.voicetv.co.th%2Ffplayer%2Fconfig.php%3Fvkey%3D8f8f3302c2b730728e02%26embed%3D1"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.voicetv.co.th/fplayer/player.swf?version=20100120"&gt;&lt;param name="allowfullscreen" value="true"&gt;&lt;param name="bgcolor" value="#000000"&gt;&lt;embed src="http://www.voicetv.co.th/fplayer/player.swf?config=http%3A%2F%2Fwww.voicetv.co.th%2Ffplayer%2Fconfig.php%3Fvkey%3D8f8f3302c2b730728e02%26embed%3D1&amp;amp;version=20100120" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" height="224" width="400"&gt;&lt;/embed&gt; &lt;/object&gt;  ขอขอบคุณ คลิปวิดีโอ บทสัมภาษณ์จาก http://www.voicetv.co.th/ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-5548001480112237230?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/5548001480112237230/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/02/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/5548001480112237230'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/5548001480112237230'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/02/blog-post.html' title='เปิดใจ เภสัชกรยิปซี เจ้าของรางวัลแม็กไซไซ ชาวไทยคนล่าสุด'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S3rH3PtYIuI/AAAAAAAAArI/pgSqchPZKPM/s72-c/Krissana01.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-7054144762661199940</id><published>2010-01-26T09:20:00.008+07:00</published><updated>2010-03-09T12:19:52.441+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การรักษาโรคเอดส์'/><title type='text'>เราได้อะไรจากการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด?</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;img src="http://lh5.ggpht.com/_t7YxK30CRaY/S15SiFgu87I/AAAAAAAAApI/ZzgdGwBCZvQ/fully_automatic_blood_analyzer.jpg" /&gt;&lt;/div&gt;การตรวจเลือดสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ นอกจากจะต้องตรวจหาค่าซีดีสี่ ค่าไวรัสโหลด เป็นประจำแล้ว การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) ก็เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นประจำอาจมีบางคนเกิดคำถามว่า แล้วเราได้อะไรจากการตรวจ CBC?&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ประโยชน์ของการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด&lt;/b&gt; ก็คือ ทำให้เราทราบถึงสภาวะสุขภาพของร่างกาย และความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ซึ่งจะมีประโยชน์ในการป้องกันและรักษาโรคต่าง ๆ เช่น การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัย เพื่อค้นหาความผิดปกติในระยะแรกเริ่มจะเป็นประโชน์สำหรับการป้องกัน และรักษาโรคได้ทันการคำถามต่อมาที่หลายคนอาจสงสัย แล้วการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดจะตรวจอะไรบ้าง?  &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;การตรวจ CBC ประกอบด้วย&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;การตรวจนับจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาว (White blood cell count; WBC count)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การตรวจหาปริมาณฮีโมโกลบิน (Hemoglobin)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การตรวจหาปริมาณเม็ดเลือดแดงอัดแน่น (Hematocrit; Hct)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การนับแยกชนิดของเซลล์เม็ดเลือดขาว (White blood cell differentiation) &lt;/li&gt;&lt;li&gt;การนับจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดแดง (Red blood cell count)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;คาดการณ์จำนวนเกล็ดเลือด (platelet estimation) รวมทั้งความผิดปกติของเกล็ดเลือด&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;ซึ่งตรงการนับแยกชนิดของเซลล์เม็ดเลือดขาว มีการแบ่งย่อยออกเป็น &lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;img src="http://lh6.ggpht.com/_t7YxK30CRaY/S15SVTaCiPI/AAAAAAAAApA/Xge6GNxY8Q4/differential_WBC.jpg" /&gt; &lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;ในการตรวจ CBC ถ้าผลเลือดปกติจะมีค่าต่าง ๆ อยู่ในช่วงที่แสดงในตาราง &lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;img src="http://lh6.ggpht.com/_t7YxK30CRaY/S15SiqghP1I/AAAAAAAAApY/WmkgKvnAOLU/normal_of_CBC.jpg" /&gt; &lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;หมายเหตุ&lt;/span&gt; ค่าในตารางเป็นค่าการตรวจหาในห้องปฏิบัติการที่ต้องใช้ประกอบการวินิจฉัยของแพทย์ร่วมกับอาการทางคลินิค &lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-7054144762661199940?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/7054144762661199940/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/01/blog-post_26.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/7054144762661199940'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/7054144762661199940'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/01/blog-post_26.html' title='เราได้อะไรจากการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด?'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://lh5.ggpht.com/_t7YxK30CRaY/S15SiFgu87I/AAAAAAAAApI/ZzgdGwBCZvQ/s72-c/fully_automatic_blood_analyzer.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-4473532810148410942</id><published>2010-01-25T10:44:00.007+07:00</published><updated>2010-03-09T12:18:49.804+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การรักษาโรคเอดส์'/><title type='text'>รายการตรวจสุขภาพสำหรับผู้่ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://img.thebody.com/legacyAssets/48/55/prison_release_hiv.gif" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}"&gt;&lt;img alt="" border="0" src="http://img.thebody.com/legacyAssets/48/55/prison_release_hiv.gif" style="height: 185px; width: 225px;" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;/div&gt;สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ทุกคน.. การตรวจหาค่าซีดีสี่ (cd4) และค่าไวรัสโหลด (Virul Load) ...เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อประเมินความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ...เป็นสิ่งที่ใช้ประเมินว่ามีการพัฒนาการของโรคไปมากน้อยแค่ไหน (ไม่เกี่ยวกับระยะเวลาที่ติดเชื้อเอชไอวี) ...เป็นสิ่งที่ใช้ประเมินผลการรักษาเมื่อรับยาต้านไวรัสแล้ว ...เป็นเกณฑ์สำหรับการรับยาต้านไวรัสในระบบประกันสุขภาพ (บัตรทอง) และระบบประกันสังคม เป็นการตรวจที่เกี่ยวข้องกับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์โดยตรง  แต่ในการตรวจสุขภาพ นอกจากการตรวจเพื่อหาค่าซีดีสี่และค่าไวรัสโหลดแล้ว ยังมี &lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;การตรวจ CBC&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การตรวจหาเชื้อไวรัสดื้อยา&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การตรวจสารเคมีในเลือด&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การตรวจไขมันในเลือด&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การตรวจหาวัณโรคแฝง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การตรวจหาเชื้อมะเร็ง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การตรวจไวรัสตับอักเสบ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ฯลฯ &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;สำหรับผู้สนใจเกี่ยวกับ รายการตรวจสุขภาพสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี เนื้อหาฉบับเต็มภาษาอังกฤษ สามารถเ้ข้าไปศึกษาได้จาก&lt;span style="font-size: 85%;"&gt; &lt;a href="http://www.thebody.com/content/treat/art49866.html" rel="nofollow"&gt;HIV Health Checklist&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;  พบกันใหม่ครั้งหน้า คิดว่าจะมาพูดถึง การตรวจ Complete Blood Count (CBC) อย่างละเอียด&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-4473532810148410942?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/4473532810148410942/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/01/blog-post_25.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/4473532810148410942'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/4473532810148410942'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/01/blog-post_25.html' title='รายการตรวจสุขภาพสำหรับผู้่ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-7743729485580909359</id><published>2010-01-11T15:00:00.004+07:00</published><updated>2010-03-09T11:48:50.745+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การอยู่ร่วมอย่างผู้ติดเชื้อเอชไอวี'/><title type='text'>ทำไมบางคนติดเชื้อเอชไอวีตั้งนานแล้ว ไม่ป่วยสักที</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S0ra8PMHZ9I/AAAAAAAAAlU/Jvph9SY7FZQ/s1600-h/snapper1263195634090.jpg" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5425389429525538770" src="http://4.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S0ra8PMHZ9I/AAAAAAAAAlU/Jvph9SY7FZQ/s400/snapper1263195634090.jpg" style="cursor: pointer; display: block; height: 400px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 321px;" /&gt;&lt;/a&gt; ว่าจะนำข้อมูลเรื่อง Long term non-progressors มาเขียนถึงหลายรอบแล้ว วันนี้เลยขอนำข้่อมูลเรื่องนี้มานำเสนอใน blog  &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Long-term non-progressors (LTNP)&lt;/span&gt; ไม่ใช่ชื่อเฉพาะในตอนนี้ มีเพียงคำนิยามที่อธิบายถึงคุณสมบัติของสมาชิกในกลุ่มนี้  &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;LTNP&lt;/span&gt; คือ บุคคลที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้  * บุคคลที่ติดเชื้อเอชไอวีมาเป็นเวลา 7 ปีหรือมากกว่า * มีค่า CD4 ที่คงที่ประมาณ 600 หรือมากกว่า * ไม่มีอาการของโรคที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวี และ * ไม่เคยได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสมาก่อน  &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;LTNP แบ่งได้เป็น 2 ประเภท&lt;/span&gt; (อาจมีการแบ่งได้อีกหลายประเภทจากการศึกษา)  &lt;span style="color: #330099; font-weight: bold;"&gt;1. Viremic Controllers (VCs)&lt;/span&gt; บุคคลที่ติดเชื้อเอชไอวีที่ ก) ตรวจพบค่าไวรัสโหลดที่ 2000 หรือต่ำกว่า ข) มีสุขภาพที่แข็งแรง ค่าซีดีโฟร์ลดลงเล็กน้อยตลอดระยะเวลา และ ค) อาจเคยมีประวัติการรักษาด้วยยาต้านไวรัส แต่ยังมีการปราบ hiv แม้ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาในปัจจุบัน  &lt;span style="color: #330099; font-weight: bold;"&gt;2. Elite Contrllers (ECs)&lt;/span&gt; บุคคลที่ติดเชื้อเอชไอวีที่ ก) ตรวจไม่พบค่าไวรัสโหลด ข) ในบางครั้งอาจพบบ้างค่าค่อนข้างคงที่อยู่ระหว่าง 50 - 70 ค) มีสุขภาพที่แข็งแรงพร้อมทั้งมีอัตราการลดลงของซีดีโฟร์เล็กน้อยตลอดระยะเวลา และ ง) ไม่เคยได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส  ECs ประมาณการณ์กันว่า มีจำนวนเพียงหลักพัน จากจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วโลกนับล้านคน เป้าหมายของการศึกษาเกี่ยวกับ HIV Controllers คือ ช่วยนักวิทยาศาสตร์ทำความเ้ข้าใจว่า ทำไมผู้ติดเชื้อเอชไอวีบางคนถึงสามารถควบคุมเอชไอวีในร่างกายได้โดยไม่ต้องใช้ยาต้านไวรัส ซึ่งการค้นหาเหล่านี้จะช่วยในการพัฒนาวัคซีน หรือวิธีการรักษาต่อไป  ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อให้เพื่อน ๆ ที่สนใจไปศึกษาต่อ ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษนะครับ  &lt;a href="http://www.hivcontrollers.org/" rel="nofollow"&gt;http://www.hivcontrollers.org/&lt;/a&gt; &lt;a href="http://wiki.answers.com/Q/What_is_an_elite_controller" rel="nofollow"&gt;http://wiki.answers.com/Q/What_is_an_elite_controller&lt;/a&gt; &lt;a href="http://www.zephyrfoundation.org/" rel="nofollow"&gt;http://www.zephyrfoundation.org/&lt;/a&gt; &lt;a href="http://www.thebody.com/index/treat/nonprog_research.html?sa" rel="nofollow"&gt;http://www.thebody.com/index/treat/nonprog_research.html?sa&lt;/a&gt;  ตัวผมเองคงไม่เข้าข่ายคนกลุ่มนี้ แต่สำหรับผม พวกเขา่เป็นความหวังหนึ่งในการรักษาผู้ติดเชื้อว่าจะมีวิธีการรักษาให้หายขาด&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-7743729485580909359?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/7743729485580909359/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/01/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/7743729485580909359'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/7743729485580909359'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2010/01/blog-post.html' title='ทำไมบางคนติดเชื้อเอชไอวีตั้งนานแล้ว ไม่ป่วยสักที'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S0ra8PMHZ9I/AAAAAAAAAlU/Jvph9SY7FZQ/s72-c/snapper1263195634090.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-7376536183022265353</id><published>2009-12-20T14:08:00.002+07:00</published><updated>2010-03-09T11:46:43.231+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คลิปวิดีโอเอชไอวี/เอดส์'/><title type='text'>การ์ตูนความรู้ เรื่อง CD4</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S0mv17QjUeI/AAAAAAAAAk0/co81bGY9HiM/s1600-h/cd4%5B17-44-55%5D.JPG" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5425060567119516130" src="http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S0mv17QjUeI/AAAAAAAAAk0/co81bGY9HiM/s320/cd4%5B17-44-55%5D.JPG" style="cursor: pointer; height: 246px; width: 320px;" /&gt;&lt;/a&gt;    &lt;object width="320" height="266" class="BLOG_video_class" id="BLOG_video-404e844ee8f44f6f" classid="clsid:D27CDB6E-AE6D-11cf-96B8-444553540000" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/get_player"&gt;&lt;param name="bgcolor" value="#FFFFFF"&gt;&lt;param name="allowfullscreen" value="true"&gt;&lt;param name="flashvars" value="flvurl=http://v14.nonxt1.googlevideo.com/videoplayback?id%3D404e844ee8f44f6f%26itag%3D5%26app%3Dblogger%26ip%3D0.0.0.0%26ipbits%3D0%26expire%3D1333769249%26sparams%3Did,itag,ip,ipbits,expire%26signature%3DCF2945C80827A6FA8762D14FAC6736217C3338F.154490054C31E1884429E91BA2CEBE1C831F41B%26key%3Dck1&amp;amp;iurl=http://video.google.com/ThumbnailServer2?app%3Dblogger%26contentid%3D404e844ee8f44f6f%26offsetms%3D5000%26itag%3Dw160%26sigh%3DQwxzmbJa90HoAI2PMOPBw24-utQ&amp;amp;autoplay=0&amp;amp;ps=blogger"&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/get_player" type="application/x-shockwave-flash"width="320" height="266" bgcolor="#FFFFFF"flashvars="flvurl=http://v14.nonxt1.googlevideo.com/videoplayback?id%3D404e844ee8f44f6f%26itag%3D5%26app%3Dblogger%26ip%3D0.0.0.0%26ipbits%3D0%26expire%3D1333769249%26sparams%3Did,itag,ip,ipbits,expire%26signature%3DCF2945C80827A6FA8762D14FAC6736217C3338F.154490054C31E1884429E91BA2CEBE1C831F41B%26key%3Dck1&amp;iurl=http://video.google.com/ThumbnailServer2?app%3Dblogger%26contentid%3D404e844ee8f44f6f%26offsetms%3D5000%26itag%3Dw160%26sigh%3DQwxzmbJa90HoAI2PMOPBw24-utQ&amp;autoplay=0&amp;ps=blogger"allowFullScreen="true" /&gt;&lt;/object&gt;  เป็นการ์ตูนที่ให้ความรู้กับเด็ก ๆ ที่ติดเชื้อเอชไอวีว่า ซีดีสี่คืออะไร? มีความสำคัญอย่างไร? เอชไอวีคืออะไร? ทำไมต้องกินยาต้าน? ทำไมต้องกินยาให้ตรงเวลา? ทำไมเด็ก ๆ ถึงติดเชื้อเอชไอวี? ฯลฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-7376536183022265353?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/7376536183022265353/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/12/cd4.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/7376536183022265353'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/7376536183022265353'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/12/cd4.html' title='การ์ตูนความรู้ เรื่อง CD4'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S0mv17QjUeI/AAAAAAAAAk0/co81bGY9HiM/s72-c/cd4%5B17-44-55%5D.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-3023600983423313537</id><published>2009-12-14T14:54:00.002+07:00</published><updated>2010-03-09T11:45:50.741+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การรักษาโรคเอดส์'/><title type='text'>การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในผู้ติดเชื้อเอชไอวี</title><content type='html'>&lt;strong&gt;เนื่องจากการติดต่อของเชื้อไวรัสตับอักเสบซี (hepatitis C virus, HCV) และเอชไอวี (human immunodeficiency virus, HIV) เป็นทางเดียวกันจึงพบว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ร่วมด้วย ผู้ติดเชื้อเอชไอวีร้อยละ 30 มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีร่วม&lt;/strong&gt;ด้วย. ความชุกของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสูงถึงร้อยละ 90 ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ใช้สารเสพติดชนิดฉีด และผู้ป่วยฮีโมฟีเลียในผู้ติดเชื้อเอชไอวีไทยพบความชุกของการติดเชื้อไวรัส ตับอักเสบซีร้อยละ 7.8 ทางติดต่อหลักของไวรัสตับอักเสบซีในผู้ติดเชื้อเอชไอวีคือ การได้รับเลือดการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และทางเพศสัมพันธ์ ในชายรักร่วมเพศหรือการติดต่อจากมารดาสู่ทารกพบ ร้อยละ 4-8.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบัน การรักษาการติดเชื้อเอชไอวีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้ลดอัตราทุพพลภาพ และอัตราตายลงอย่างชัดเจน ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีชีวิตยืนยาวขึ้น การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังจึงกลายเป็นปัญหาที่สำคัญ เนื่องจากนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนภาวะตับแข็งและมะเร็งตับ (hepatocellular carci-noma) และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีเสียชีวิตในประเทศที่มีการใช้ ยาต้านไวรัสมานานแล้ว เช่นเดียวกับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัตถุ ประสงค์หลักของการรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรังคือ เพื่อกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบอย่างถาวร ยับยั้งหรือลดการอักเสบของตับ และป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น. วัตถุประสงค์รอง (ถ้าไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบได้อย่างถาวร) คือ ลดหรือชะลอการเกิดพังผืด (fibrosis) ให้ช้าที่สุด ป้องกันการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับ ลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ และลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคตับ ตลอดจนทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การดำเนินโรคของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผู้ ที่มีภูมิคุ้มกันปกติเมื่อมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเฉียบพลันมักจะไม่ มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย หลังจากได้รับเชื้อจะมีการดำเนินโรคเป็นไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังร้อยละ 50-80 และมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับแข็งร้อยละ 20 เมื่อเป็นโรคตับแข็งแล้ว จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับร้อยละ 1-4 ต่อปี. ในประเทศสหรัฐอเมริกา การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของโรคตับเรื้อรังและเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยต้องได้รับการเปลี่ยน ตับ.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;ผลกระทบของการติดเชื้อเอชไอวีต่อไวรัสตับอักเสบซี &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การ ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในผู้ติดเชื้อเอชไอวีจะทำให้มีโรคตับที่เกิดจากการ ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมีการดำเนินโรคเร็วกว่าผู้ป่วยที่ไม่ติดเชื้อเอชไอ วี 3 เท่า การศึกษาในผู้ป่วยฮีโมฟีเลียพบว่าผู้ที่มีการติดเชื้อไวรัสทั้ง 2 ชนิดร่วมกัน ผู้ป่วยร้อยละ 9 จะมีการทำงานของตับล้มเหลว (liver failure) ภายใน 10-20 ปี โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มี CD4 น้อยกว่า 100 เซลล์/ลบ.มม. ในขณะที่ไม่พบผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีอย่างเดียวมีการทำงาน ของตับล้มเหลว.&lt;br /&gt;การติดเชื้อเอชไอวีทำให้การดำเนินโรคของการติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบซีเป็นไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากจะทำให้เกิดพังผืดเร็วกว่าๆ เมื่อเทียบกับผู้ที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีอย่างเดียว ทำให้เกิดตับแข็งเร็วกว่าคือ ร้อยละ 15-25 ภายใน 10-15 ปีหลังจากที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเมื่อเทียบกับร้อยละ 2-6 ในผู้ที่ไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวี และเกิดมะเร็งตับในอายุน้อยกว่า.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผลของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีต่อการติดเชื้อเอชไอ&lt;/strong&gt;วี&lt;br /&gt;การ ศึกษาที่กล่าวถึงผลของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีต่อการติดเชื้อเอชไอวี ยังมีการสรุปแตกต่างกันบางการศึกษาพบว่าการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการดำเนินโรคเป็นเอดส์และเสียชีวิต เร็วขึ้น แม้ว่าผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวีและมีการตอบสนองดี เนื่องจากเชื้อเอชไอวีแบ่งตัวมากขึ้น. การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีจีโนทัยป์ 1 มีความเสี่ยงต่อการดำเนินโรคเป็นเอดส์และเสียชีวิตมากกว่าชนิดอื่น. นอกจากนี้ยังพบว่าการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีทำให้ปริมาณ CD4 หลังการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวีเพิ่มขึ้นน้อยกว่า ทำให้มีการดำเนินไปเป็นเอดส์และเสียชีวิตเร็วกว่า แต่บางการศึกษาไม่พบว่าการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมีผลต่อการดำเนินโรคหรือ การเสียชีวิต.&lt;br /&gt;ผลการศึกษาที่ได้ผลตรงกันหลายกลุ่มคือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียงต่อตับ จากยาต้านเอชไอวีเกิดตับอักเสบจากยามากขึ้นทำให้ผู้ป่วยบางรายต้องหยุดยา ต้าน เอชไอวีโดยเฉพาะผลข้างเคียงจาก nevirapine และ ritonavir ขนาดสูง.นอกจากนี้การใช้ยากลุ่ม" d-nucleosides " คือ didanosine, dideoxycytidine และ stavudine โดยเฉพาะ didanosine ร่วมกับ stavudine จะทำให้เกิด hepatic steatosis มากขึ้น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;การวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในผู้ติดเชื้อเอชไอวี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผู้ ป่วยติดเชื้อเอชไอวีทุกรายควรได้รับการตรวจ anti-HCV โดยเฉพาะถ้ามีระดับ alanine aminotrasferase (ALT) ผิดปกติ แต่ผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำมากๆ อาจจะมี ALT ปกติได้ การตรวจ anti-HCV ในซีรั่มด้วยวิธี enzyme linked-immunosorbent assay (ELISA) มีความไวและความจำเพาะสูงคือ ร้อยละ 92-95 และร้อยละ 88-95 ตามลำดับมีผลลบเทียม (false negative) ร้อยละ 1.5-3.9 ซึ่งมักพบในผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำมากๆ (CD4 น้อยกว่า 100 เซลล์/ลบ.มม.) ดังนั้น การตรวจเพียงครั้งเดียวและให้ผลลบไม่ได้บ่งชี้ว่าไม่มีการติดเชื้อ. ในกรณีที่มีข้อจำกัดในการตรวจ anti-HCV จากการศึกษาที่ผ่านมาในคนไทยพบว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เป็นเพศชาย มีประวัติการใช้ยาเสพติดฉีดเข้าหลอดเลือดหรือการตรวจพบระดับ ALT สูงเป็นข้อบ่งชี้ว่าน่าจะมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ดังนั้นจึงควรตรวจ anti-HCV ในกลุ่มนี้เป็นอย่างน้อย.&lt;br /&gt;การตรวจปริมาณไวรัสตับอักเสบซี (HCV RNA) เป็นการวินิจฉัยหลัก (gold standard) เนื่องจากมี ความไวและมีความจำเพาะสูง โดยเฉพาะในกรณีที่มี anti-HCV เป็นลบ ข้อจำกัดอยู่ที่ราคา ซึ่งอาจไม่สามารถทำได้ในทุกรายปริมาณไวรัสตับอักเสบซีในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ร่วมด้วยจะสูงกว่าผู้ที่มีการติดเชื้อไวรัส ตับอักเสบซีอย่างเดียว แต่บางครั้งจะตรวจวัดเชื้อไวรัสมักพบเชื้อได้เป็นช่วงๆ (intermittent) ดังนั้นการตรวจวัดปริมาณไวรัสเพียงครั้งเดียวอาจจะวินิจฉัยไม่ได้.&amp;nbsp; อย่างไรก็ตามปริมาณไวรัสตับอักเสบซีไม่ได้เป็นปัจจัยในการพยากรณ์โรค แต่มีประโยชน์ในการพยากรณ์การตอบสนองต่อการรักษา กล่าวคือ ถ้าผู้ป่วยมีปริมาณไวรัสต่ำจะมีการตอบสนองต่อการรักษาดี. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แนวทางการรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ในผู้ ติดเชื้อเอชไอวี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผู้ ติดเชื้อเอชไอวีที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังทุกรายควรได้รับ การรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเมื่อมีข้อบ่งชี้ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคตับระยะสุดท้ายและมีผลข้างเคียงต่อตับ หลังจากรักษาด้วยยาต้านเอชไอวี ข้อบ่งชี้ในการรักษาในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีคือ มี anti-HCV เป็นบวก มีระดับเอนไซม์ transaminase สูงกว่าค่าปกติมากกว่า 3-5 เท่าและมีพังผืดจากการตรวจชิ้นเนื้อตับ.&lt;br /&gt;เนื่องจากผลการรักษาการติด เชื้อไวรัสตับอักเสบซีขึ้นกับปริมาณ CD4 จึงมีคำแนะนำให้รักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในผู้ป่วยที่มี CD4 มากกว่า 350-500 เซลล์/ลบ.มม. เนื่องจากจะตอบสนองดีต่อการรักษา. ในกรณีที่ CD4 มีค่า 200-350 เซลล์/ลบ.มม. และได้รับยาต้านเอชไอวี อาจจะพิจารณาให้&amp;nbsp; การรักษาเป็นรายๆ ไม่ควรให้การรักษาผู้ป่วยที่มี CD4 น้อยกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม. เพราะผลการรักษาต่ำมาก นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสแทรกซ้อน. ในผู้ป่วยกลุ่มหลังนี้ควรให้ยาต้านเอชไอวีและยาป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาส ก่อนจนกว่า CD4 จะเพิ่มขึ้นและควบคุมปริมาณเอชไอวีได้.&lt;br /&gt;ก่อนเริ่มการ รักษาควรมีการประเมินภาวะของผู้ป่วยและการตรวจทางห้องปฏิบัติการดังต่อไปนี้ คือ ความสมบูรณ์ของเลือด (complete blood count) เกล็ดเลือด การทำงานของตับ การแข็งตัวของเลือด (coagulogram) จีโนทัยป์และปริมาณไวรัสตับอักเสบซี ตรวจหาโรคหรือภาวะอื่นๆ ที่เป็นร่วมด้วยเช่น ไวรัสตับอักเสบบี การทำงานของไต ระดับน้ำตาล ระดับไขมัน การทำงานของต่อมไทรอยด์ เป็นต้น ตรวจการตั้งครรภ์ในหญิงเจริญพันธุ์ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจในผู้ป่วยอายุมากกว่า 50 ปี หรือมีประวัติเป็นโรคหัวใจ ตรวจตาก่อนเริ่มการรักษา ตรวจคลื่นเสียงสะท้อน(ultrasonography) ของช่องท้องและการตรวจชิ้นเนื้อตับ ซึ่งการตรวจชิ้นเนื้อตับก่อนการรักษายังมีข้อถกเถียงว่าต้องทำหรือไม่.&lt;br /&gt;อย่าง ไรก็ดี การรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในผู้ติดเชื้อเอชไอวีเป็นกระบวนการที่ ซับซ้อน และยังมีความเห็นหลากหลาย การรักษาจึงควรอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;ยาที่ใช้ในการรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี &lt;br /&gt;Interferon-alfa&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;Interferon-alfa มีฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบซีหลายกลไกคือ ป้องกันการจับและการเข้าไปในเซลล์ตับ (hepatocytes) กระตุ้น endogenous ribonuclease ทำให้มีการทำลายไวรัส ยับยั้งการสร้างโปรตีนของไวรัส และเพิ่มการทำงานของ cytotoxic T-lymphocyte. การใช้ interferon-alfa ชนิดเดียวในการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี จะมีผลการรักษาต่ำกว่าในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ โดยผลการรักษาในช่วงแรกอาจจะมีผลใกล้เคียงกัน แต่ผลการรักษาในระยะยาว (sustain virological response; SVR หมายถึง การตอบสนองต่อการรักษาโดยการตรวจไม่พบปริมาณไวรัสที่เวลา 24 สัปดาห์หลังจากหยุดการรักษา) นั้นต่ำกว่า.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Interferon-alfa และ Ribavirin&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ไม่ แนะนำให้ใช้ interferon-alfa เพียงชนิดเดียวในการรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังในผู้ติดเชื้อ เอชไอวี เนื่องจากการรักษาด้วย inter- feron-alfa ร่วมกับ ribavirin ให้ผลในการรักษาดีกว่า และถือเป็นมาตรฐานในการรักษาทำให้เกิด SVR หลังจากที่รักษาครบ 48 สัปดาห์ประมาณร้อยละ 40. แต่อย่างไรก็ตาม การตอบสนองต่อการรักษายังต่ำกว่าผู้ที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีอย่าง เดียว.&lt;br /&gt;Ribavirin เป็น synthetic analogue ของ guanosine ยับยั้งไวรัสตับอักเสบซีที่ N55B polymerase ทำให้ทำลายการสร้าง RNA และยับยั้งการ&amp;nbsp; แบ่งตัว ยับยั้ง inosine 5'-monophosphate dehydrogenase (IMPDH) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการสร้าง guanine และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้าน cytokine. อย่างไรก็ตามยังไม่ทราบกลไกการออกฤทธิ์ที่แน่ชัด เชื่อว่ายามีผลทางด้านอื่นมากกว่าที่จะมีผลต่อเชื้อไวรัสโดยตรง เนื่องจากการใช้ ribavirin ชนิดเดียวในการรักษา ไม่ได้ลดปริมาณไวรัสตับอักเสบซี แต่ทำ ให้ระดับ ALT ลดลง.&lt;br /&gt;เนื่องจาก ribavirin มีผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยคือ ซีด ซึ่งสัมพันธ์กับขนาดยาที่ใช้ นอกจากนี้มีปฏิกิริยาระหว่างยา (drug-drug interaction) กับยาอื่นหลายชนิดโดยเฉพาะยาต้านเอชไอวี ดังนั้นต้องใช้ยานี้ด้วยความระมัดระวัง.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Peginterferon-alfa และ Ribavirin&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การ รักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีด้วย peginterferon-alfa เพียงชนิดเดียวจะมี SVR ร้อยละ 25-39 แต่ถ้าใช้ร่วมกับ ribavirin จะมี SVR ร้อยละ 54-56. การใช้ยา 2 ชนิดนี้ร่วมกันเป็นการเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกัน แม้ว่ายังไม่ทราบกลไกที่ชัดเจน.&lt;br /&gt;การใช้ peginterferon-alfa ร่วมกับ ribavirin ให้ผลในการรักษาดีกว่าการใช้ interferon-alfa ร่วม กับ ribavirin โดยรวมแล้วมี SVR ร้อยละ 27-40.การรักษาด้วยยา 2 ชนิดนี้ มีความปลอดภัย แต่ทำให้มี CD4 ลดลงชั่วคราวโดยที่ไม่มีผลต่อการดำเนินโรคของการติดเชื้อเอชไอวี. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การเปลี่ยนตับ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การ เปลี่ยนตับเป็นการรักษาวิธีสุดท้ายในผู้ป่วยโรคตับระยะสุดท้ายที่เกิดจากการ ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี มีการศึกษารายงานว่าผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนตับมากที่สุด 24 ราย ติดตามการรักษา 36 เดือน มีอัตราการรอดชีวิตร้อยละ 72.8 ปัญหาที่สำคัญคือการกลับเป็นซ้ำของไวรัสตับอักเสบซีทำให้เกิดตับแข็งได้ เกือบร้อยละ 20 ภายในเวลา 5 ปีเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตหลังการเปลี่ยนตับ.&lt;br /&gt;ข้อบ่ง ชี้ว่าผู้ป่วยรายใดควรได้รับการเปลี่ยนตับยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น ไม่เคยมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสมาก่อน CD4 มากกว่า 100 เซลล์/ลบ.มม. และวัดปริมาณเอชไอวีไม่ได้. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วัคซีน&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;การ พัฒนาวัคซีนไวรัสตับอักเสบซีเป็นสิ่งที่ยากเนื่องจากมีข้อจำกัดเกี่ยวกับ ความรู้เรื่องกลไกทางด้าน ภูมิคุ้มกัน ขาดการทดลองในสัตว์และมีหลายจีโนทัยป์ทำให้ต้องทำวัคซีนเพื่อครอบคลุมทุกจี โนทัยป์. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สรุป&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การติด เชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังในผู้ติดเชื้อเอชไอวีกำลังเป็นปัญหาที่สำคัญ เนื่องจากมีการใช้ยาต้านเอชไอวีมากขึ้น ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีชีวิตยืนยาวขึ้น มีระยะเวลานานพอที่จะทำให้โรคตับเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตและเกิดภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง ได้. โรคตับอักเสบซีมีความยุ่งยากซับซ้อนในการรักษาแต่ปัญหาสำหรับผู้ป่วยติด เชื้อในประเทศไทยคือ ความคุ้มค่าในการที่จะตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อเอชไอวี ทุกรายว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบร่วมด้วย หรือไม่ ถ้าพบว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรังแล้วจะรักษาหรือไม่เนื่องจาก การรักษายังได้ผลไม่ดีเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่มีการติดเชื้อเอชไอวี หลังการรักษามีการกลับเป็นซ้ำสูงและค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ยังสูงมากใน อนาคตคงต้องรอการพัฒนายาใหม่และกลยุทธ์ใหม่ที่ ทำให้มีการตอบสนองต่อการรักษาดีขึ้นและต่อเนื่องต่อไป.&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : &lt;a href="http://www.doctor.or.th/node/8227" rel="nofollow"&gt;http://www.doctor.or.th/node/8227&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-3023600983423313537?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/3023600983423313537/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/12/blog-post_682.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/3023600983423313537'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/3023600983423313537'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/12/blog-post_682.html' title='การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในผู้ติดเชื้อเอชไอวี'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-61815207811914444</id><published>2009-12-14T14:20:00.001+07:00</published><updated>2010-03-09T11:38:28.530+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การรักษาโรคเอดส์'/><title type='text'>การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี</title><content type='html'>การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (hepatitis B virus, HBV) เรื้อรัง เป็นปัญหาสำคัญและพบได้ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชียแปซิฟิกและพบบ่อยในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นการติด เชื้อตั้งแต่แรกเกิดโดยได้รับเชื้อจากมารดา แต่ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี (human immunodeficiency virus, HIV) มักจะเป็นการติดเชื้อที่ได้มาภายหลัง เนื่องจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและเอชไอวีสามารถติดต่อทางเดียว กันได้ เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น. ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีร้อยละ 70-90 มีผลเลือดที่บ่งชี้ว่าเคยมีหรือมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีร่วมด้วยและ ประมาณร้อยละ 5-10 เป็นการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง. ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีไทยพบความชุกของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ร้อยละ 8.7 โดยไม่มีความแตกต่างระหว่างกรุงเทพฯและต่างจังหวัด.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาการรักษาโรคติดเชื้อเอชไอวีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มียาต้านเอชไอวีและการรักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่มีประสิทธิภาพ ลดอัตราทุพลภาพและอัตราตายลงอย่างชัดเจน ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีชีวิตยืนยาวขึ้น. การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังจึงกลายเป็นปัญหาที่สำคัญ เนื่องจากภาวะแทรกซ้อนคือตับแข็งและมะเร็งตับ (hepatocellular carcinoma) เป็นภาวะที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเป็นเวลานาน และการที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีชีวิตที่ยาวนานขึ้น. การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังจึงกลายเป็นปัญหาที่สำคัญ และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีเสียชีวิตในประเทศที่มีการใช้ ยาต้านไวรัสมานานแล้ว.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัตถุประสงค์หลักของการรักษาโรคติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังคือ เพื่อกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบอย่างถาวร ยับยั้งหรือลดการอักเสบของตับ และป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น. วัตถุประสงค์รอง (ถ้าไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบได้อย่างถาวร) คือ เพื่อลดหรือชะลอการเกิดพังผืด (fibrosis) ให้ช้าที่สุด ป้องกันตับแข็งและมะเร็งตับ ลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ และลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคตับ ตลอดจนทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น. การรักษาโรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังยังมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาหลาย ประการ เช่น ผู้ป่วยรายใดควรได้รับการรักษาเมื่อเกิดการดื้อยาของไวรัสตับอักเสบบี การรักษาร่วมกับการรักษาโรคติดเชื้อเอชไอวี ผลข้างเคียงของยาที่ใช้และค่าใช้จ่ายในการรักษาที่มีราคาสูง เป็นต้น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การดำเนินโรคของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ร้อย ละ 95 ของผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเฉียบพลันจะหายได้เอง ที่เหลือร้อยละ 5 จะมีการดำเนินโรคเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง. ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อเรื้อรังนี้บางส่วนจะเกิด HBeAg seroconversion แต่ถ้า HBeAg ยังเป็นบวก ร้อยละ 25 จะเกิด ตับแข็งเมื่อเวลาผ่านไป 30 ปี และร้อยละ 15 ของผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งจะเสียชีวิตภายใน 5 ปี. นอกจากนี้ ยังอาจเกิดมะเร็งตับได้ การดำเนินโรคของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แบ่งได้เป็น 3 ระยะคือ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1. Immune tolerance&lt;/strong&gt; พบในช่วงแรก ระดับ alanine aminotransferase (ALT) จะเป็นปกติ และมี HBeAg เป็นบวก.&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2. Immune clearance&lt;/strong&gt; เป็นระยะที่เริ่มมีการอักเสบ บางรายอาจเกิดการกำเริบ (flare) รุนแรง เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายพยายามต่อสู้เพื่อกำจัดเชื้อไวรัส.&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3. Residual phase หรือ non-replicative &lt;/strong&gt;ใน ระยะนี้จะเกิด HBeAg seroconversion โดยมี HBeAg เป็นลบและ anti-HBe เป็นบวก ร่วมกับการทำงานของตับเป็นปกติ ซึ่งบ่งชี้ว่าหายจากการ ติดเชื้อ.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผลกระทบของการติดเชื้อเอชไอวีต่อไวรัสตับอักเสบบี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การ ดำเนินโรคของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีถูกเปลี่ยนแปลงจากการที่มีการติด เชื้อเอชไอวีร่วมด้วย กล่าวคือ การติดเชื้อเอชไอวีทำให้ไวรัสตับอักเสบบีมีการแบ่งตัวมากกว่า เกิด HBeAg seroconversion (anti-HBe เป็นบวก) น้อยกว่ามีการดำเนินโรคเป็นไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังมากกว่า มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคตับระยะสุดท้าย (end-stage liver disease) และ/หรือตับแข็งมากกว่า อาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ. นอกจากนี้ยังทำให้การรักษาไวรัสตับอักเสบบีด้วย interferon-alfa ได้ผลด้อยกว่า และมีการดื้อยา lamivudine มากกว่า เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่มีการติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผลของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีต่อการติดเชื้อเอชไอวี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การ ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีไม่มีผลต่อการดำเนินโรคทางคลินิกของการติดเชื้อเอ ชไอวีโดยตรงแม้จะพบว่าการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีทำให้เอชไอวีแบ่งตัวมาก ขึ้น. การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมีความเสี่ยงต่อการเกิดพิษต่อตับจากยาต้านเอชไอ วีมากขึ้น โดยเฉพาะ nevirapine และ efavirenz และทำให้ปริมาณซีดีสี่ (CD4 cell count) ลดลงในผู้ป่วยที่มีตับแข็งและภาวะ hypersplenism.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผู้ ป่วยติดเชื้อเอชไอวีทุกรายควรได้รับการประเมินว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับ อักเสบบีและมีภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อหรือไม่โดยการตรวจ HBsAg, anti-HBs และ anti-HBc ถ้า HBsAg เป็นบวกควรตรวจ HBeAg, anti-HBe, ปริมาณไวรัสตับอักเสบบี (HBV DNA, HBV viral load) และการทำงานของตับ ได้แก่ ALT และ aspartate aminotransferase (AST)เพื่อประเมินว่ามีการแบ่งตัวของไวรัสและมีปัญหาทางคลินิกหรือไม่ และต้องการการรักษาหรือไม่อย่างไร.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบบี เรื้อรังอาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ มี HBeAg เป็นบวกและHBeAgเป็นลบ ถ้ามี HBeAg เป็นบวกแสดงว่าเชื้อไวรัสยังมีการแบ่งตัวอยู่และเป็น wide type ในกรณีที่มี HBeAg เป็นลบ พบในผู้ป่วยที่มี precore mutation หรืออยู่ในระยะ non-replicative ต้องส่งตรวจปริมาณไวรัสตับอักเสบบีเพื่อยืนยัน. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ป่วยติดเชื้อเอ ชไอวีบางรายอาจพบแต่ anti-HBc เป็นบวกเพียงอย่างเดียว (isolated anti-HBc) โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำมาก ผู้ป่วยร้อยละ 24 อาจตรวจไม่พบ HBsAg เนื่องจากอาจจะตรวจ HBsAg ในกระแสเลือดไม่ได้ตลอดเวลา (transient) และร้อยละ 60 อาจตรวจไม่พบปริมาณไวรัสตับอักเสบบี เนื่องจากไวรัสไม่ได้อยู่ในกระแสเลือดตลอดเวลาเช่นกัน ดังนั้นการตรวจเพียง 1 ครั้งอาจจะไม่เพียงพอในการวินิจฉัยในกลุ่มนี้. การตรวจปริมาณไวรัสตับอักเสบบีอาจจะช่วยในการวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสตับ อักเสบบีเรื้อรังในกลุ่มนี้.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การตรวจอื่นๆ ได้แก่ การตรวจชิ้นเนื้อตับ (liver biopsy) ก่อนการรักษา เพื่อประเมินความรุนแรงของพยาธิสภาพ และยืนยันสาเหตุการเพิ่มขึ้นของ ALT ว่าเป็นจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเนื่องจากระดับเอนไซม์ transaminase ที่ผิดปกติ หรืออาจเป็นจากสาเหตุอื่นเช่น ยาต้านเอชไอวีและยาอื่นๆ, hemo-chromatosis, alcohol-related steatosis, Wilson disease และ autoimmune hepatitis เป็นต้น. อย่างไรก็ตาม มีข้อถกเถียงว่าการตรวจชิ้นเนื้อตับก่อนการรักษาต้องทำหรือไม่ เนื่องจากในปัจจุบันมียาที่มีประสิทธิภาพดีในการรักษาและผลข้างเคียงน้อย อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่มีระดับ ALT ปกติควรทำการตรวจชิ้นเนื้อตับทุกรายก่อนตัดสินใจให้การรักษา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ยาที่ใช้ในการรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี &lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;มี ยาหลายชนิดที่ใช้รักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งยาแต่ละชนิดมีกลไกการออกฤทธิ์แตกต่างกัน ยาบางชนิดมีฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีอย่างเดียว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยาบางชนิดมีฤทธิ์ต่อทั้งไวรัสตับอักเสบบีและเอชไอวี.&lt;br /&gt;&lt;div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"&gt;&lt;span style="font-family: 'Wingdings 2';"&gt;&lt;span&gt;&lt;span style="color: black; font-size: small;"&gt;¾&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; Interferon alfa และ pegylated interferon alfa&lt;br /&gt;Interferon alfa เป็นยาชนิดแรกที่ได้รับการรับรองให้ใช้รักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เรื้อรัง ขนาดที่ใช้คือ 5 mU ต่อวันหรือ 10 mU 3 ครั้งต่อสัปดาห์ นาน 4-6 เดือนในกรณีที่ HBeAg เป็นบวก หรือนาน 12 เดือน ในกรณีที่ HBeAg เป็นลบ. อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาการรักษาในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวียังไม่มีข้อสรุปแน่ชัด เนื่องจากยังมีข้อมูลน้อย.&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"&gt;&lt;br /&gt;จาก การศึกษาแบบ meta-analysis พบว่าผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วยจะมีการตอบสนองต่อ interferon alfa ต่ำกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวีและมี HBeAg seroconversion น้อยกว่าร้อยละ 10. ผู้ป่วยที่มีปริมาณซีดีสี่มากกว่า 300 เซลล์/ลบ.มม. มี ALT สูง มี HBeAg เป็นบวก และมีปริมาณไวรัสตับอักเสบบีต่ำจะตอบสนองต่อการรักษาดีกว่า.ส่วนผู้ป่วยที่ มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี และ/หรือดีร่วมด้วยจะมีการตอบสนองต่อการรักษาจะด้อยกว่า. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;Pegylated interferon alfa เป็นส่วนประกอบเชิงซ้อนของ interferon alfa และ polyethylene&amp;nbsp; glycol ได้มีการพัฒนาเพื่อเพิ่ม bioavailability. การศึกษาการใช้ pegylated interferon alfa สำหรับการรักษาตับอักเสบบีในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีมีไม่มาก การศึกษาในผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบีที่ไม่ได้ติดเชื้อเอ ชไอวีและมี HBeAg เป็นบวก พบว่าการใช้ pegylated interferon alfa เป็นเวลา 24 สัปดาห์ ให้ผลดีกว่า interferon alfa ทำให้ปริมาณไวรัสลดลงและเกิด HBeAg seroconversion มากกว่า.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"&gt;&lt;span style="font-family: 'Wingdings 2';"&gt;&lt;span&gt;&lt;span style="color: black; font-size: small;"&gt;¾&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; Lamivudine&lt;br /&gt;Lamivudine (3TC) เป็น nucleoside &amp;nbsp;analogue reverse transcriptase inhibitor (NRTI) มีฤทธิ์ต่อทั้งไวรัสตับอักเสบบีและเอชไอวี ขนาดที่ใช้ในการรักษาไวรัสตับอักเสบบีคือ 100 มก./วัน ซึ่งมีขนาดต่ำกว่าที่ใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวีคือ 300 มก./วัน. ในกรณีที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อเอชไอวีต้องให้ร่วม&amp;nbsp; กับยาต้านเอชไอวีอีก 2 ชนิด เนื่องจากเอชไอวีจะเกิดการดื้อ lamivudine เร็วมากถ้ารักษาด้วย lamivudine ชนิดเดียว ไม่ควรใช้ยานี้รักษาตับอักเสบบีในผู้ป่วย ติดเชื้อเอชไอวีโดยไม่ได้รักษาเอชไอวี ดังนั้น ขนาด lamivudine ที่ใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีจึงต้องเป็น 300 มก./วันเสมอ.&lt;br /&gt;&amp;nbsp;Lamivudine ยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสตับอักเสบบีในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อเอชไอวีร่วม ด้วยได้ร้อยละ 86.4 นอกจากนี้ไวรัสตับอักเสบบีเกิดการดื้อต่อ lamivudine ได้บ่อยและเร็ว โดยมีความชุกของการดื้อยาร้อยละ 50 และ 90 ที่ 2 และ 4 ปีหลังการรักษาตามลำดับ จึงมักจะมีการแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ lamivudine เป็นส่วนประกอบในสูตรยาที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อเอชไอวีในผู้ป่วยที่มีตับ อักเสบบีร่วมด้วย ถ้าไม่มี tenofovir ให้ใช้ เนื่องจากหลังการรักษาโรคติดเชื้อเอชไอวีสักพักหนึ่ง จะเริ่มมีปัญหาไวรัสตับอักเสบบีที่ดื้อยา lamivudine. การดื้อยามีความสัมพันธ์กับระยะเวลาในการรักษา แต่ไม่ขึ้นกับปริมาณไวรัสตับอักเสบบี ระดับเอนไซม์ transaminase และปริมาณซีดีสี่.&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"&gt;&lt;span style="font-family: 'Wingdings 2';"&gt;&lt;span&gt;&lt;span style="color: black; font-size: small;"&gt;¾&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp; Adefovir dipovoxil (adefovir)&lt;br /&gt;Adefovir เป็น nucleotide analogue reverse transcriptase inhibitor (NtRTI) และเป็นยาชนิดใหม่ที่ได้รับการรับรองสำหรับรักษาตับอักเสบบีเรื้อรัง ขนาดที่ใช้คือ 10 มก./วัน สามารถยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสตับอักเสบบีและทำให้ระดับ ALT กลับเป็นปกติร้อยละ 70 ในกรณีที่มี HBeAg เป็นลบ และทำให้เกิด HBeAg seroconversion ได้ร้อยละ 23. นอกจากนี้ adefovir ยังมีฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีที่ดื้อต่อ lamivudine เกิดการดื้อยาระหว่างการรักษาต่ำเพียงร้อยละ 2 ในผู้ป่วยที่ไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวีที่รักษานานกว่า 124 สัปดาห์.&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"&gt;&lt;br /&gt;ขนาด ของ adefovir ที่ใช้รักษานี้เป็นขนาดต่ำ จึงไม่มีฤทธิ์ต่อเอชไอวี ดังนั้นในทางทฤษฎีไม่น่าจะทำให้ชักนำให้เกิดการดื้อยาของเอชไอวี แม้ว่ามีรายงานการชักนำให้เกิดการดื้อยาของเอชไอวีในผู้ป่วยที่ใช้ขนาดสูง และนานมากกว่า 1 ปี. อย่างไรก็ตาม adefovir ไม่ได้รับการรับรองให้ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อเอชไอวีเนื่องจากต้องใช้ขนาด ที่สูงคือ 60 หรือ 120 มก./วัน ซึ่งพบว่ามีพิษต่อไตสูง.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"&gt;&lt;span style="font-family: 'Wingdings 2';"&gt;&lt;span&gt;&lt;span style="color: black; font-size: small;"&gt;¾&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; Tenofovir disproxil fumarate (tenofovir)&lt;br /&gt;&amp;nbsp;Tenofovir DF เป็น nucleotide analogue reverse transcriptase inhibitor (NtRTI) อีกตัวหนึ่งที่มีฤทธิ์ต่อทั้งไวรัสตับอักเสบบีและเอชไอวี รวมไปถึงมีฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีที่ดื้อต่อ lamivudine ขนาดที่ใช้สำหรับไวรัสตับอักเสบบีและเอชไอวีคือ&amp;nbsp; 300 มก./วัน สามารถลดปริมาณไวรัสตับอักเสบบีได้เฉลี่ย 4 log. ยา tenofovir มีฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีดีกว่า lamivudine และ emtricitabine เกิดการดื้อยาได้ยากกว่า ยานี้ยังไม่มีในประเทศไทย. ยาในประเทศที่มี tenofovir จะแนะนำให้ใช้ tenofovir คู่กับ lamivudine ทุกครั้งในการรักษาโรคติดเชื้อเอชไอวีที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีร่วม ด้วย เพื่อลดปัญหาการเกิดไวรัสตับอักเสบบีดื้อยา.&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผลข้างเคียงของยา&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผล ข้างเคียงของ interferon alfa ที่พบบ่อยคือ อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ (influenza-like symptoms) (ปวดศีรษะ ไข้ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร) กดการทำงานของไขกระดูก (ซีด เม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ) ระบบประสาทและจิต (ซึมเศร้า หงุดหงิด นอนไม่หลับ) ระบบทางเดินอาหาร (คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องเสีย) และการอักเสบบริเวณที่ฉีดยา. ผลข้างเคียงอื่นๆ ที่พบได้คือ ผมร่วงและความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ทำให้ผู้ป่วยต้องหยุดการรักษาประมาณร้อยละ 15 และต้องลดขนาดยาร้อยละ 20-25. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังพบว่าร้อยละของซีดีสี่จะลดลง แต่จำนวนจริง (absolute number) ไม่ลดลง และจะกลับมาเป็นปกติได้เมื่อหยุดการรักษา. ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปริมาณนิวโตรฟิลต่ำ อาจให้ granulocyte colony-stimulating factor (GCSF) การได้รับ zidovudine ร่วมกับ interferon alfa จะทำให้มีผลข้างเคียงต่อระบบเลือดเพิ่มขึ้น ยายังมีผลต่อเด็กทารก (teratogenic effect) ด้วย.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลข้างเคียงของ lamivudine เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ท้องเสีย เป็นต้น แต่พบน้อยมาก. &lt;br /&gt;Adefovir เป็นยาที่ขับทางไต และทำให้เกิดไตวายได้ ดังนั้นต้องมีการปรับขนาดยาในกรณีที่มี การทำงานของไตบกพร่อง ผลข้างเคียงอื่นๆ พบได้น้อยเช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เป็นต้น. &lt;br /&gt;Tenofovir มีผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร แต่พบไม่บ่อย และผลข้างเคียงต่อไต ทำให้เกิด Fanconi syndrome ระดับฟอสเฟตและกรดยูริกในเลือดต่ำ มีโปรตีนในปัสสาวะ บางรายอาจเกิดไตวายเฉียบพลัน.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้ง lamivudine, adefovir และ tenofovir DF อาจทำให้เกิดภาวะเป็นพิษต่อตับที่รุนแรงในกรณีที่หยุดยาขณะที่ยังไม่สามารถ กำจัดเชื้อไวรัสได้หมด เนื่องจากมีการกำเริบของภาวะตับอักเสบจากไวรัสตับอักเสบบี.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผู้ ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีร่วมด้วยควรได้รับการ รักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีถ้ามีข้อบ่งชี้ เนื่องจากผลกระทบของเชื้อไวรัสทั้ง 2 ชนิดที่มีต่อผู้ป่วยดังได้กล่าวไปแล้ว. จุดมุ่งหมายในการรักษาคือ ยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสหรือกำจัดไวรัส เปลี่ยนจาก HBeAg เป็น anti-HBe ทำให้ HBsAg หายไปและเกิด anti-HBs ลดการอักเสบของตับ ทำให้ ALT เป็นปกติ ลดการดำเนินโรคเป็นพังผืด และทำให้พยาธิสภาพของตับดีขึ้นซึ่งการทำให้เกิด anti-HBs ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาที่ เหมาะสมที่จะเริ่มรักษาและจะใช้ยาชนิดใดยังมีข้อถกเถียงกัน ผู้ป่วยที่ควรได้รับการรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ได้แก่ มี HBsAg เป็นบวกมากกว่า 6 เดือน มีปริมาณไวรัสตับอักเสบบีมากกว่า 10&lt;sup&gt;5 &lt;/sup&gt;&amp;nbsp;คอ ปปี้/มล. มี ALT สูงกว่าค่าปกติตั้งแต่ 2 เท่าขึ้นไป และมีการอักเสบหรือพังผืดจากการตรวจชิ้นเนื้อตับ. ถ้ามี HBeAg เป็นลบ ควรมีปริมาณไวรัสตับอักเสบบีมากกว่า 10&amp;nbsp;&lt;sup&gt;4&lt;/sup&gt;&amp;nbsp;คอปปี้/มล. ข้อพิจารณาที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ผู้ป่วยรายนั้นต้องได้รับการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวีหรือไม่ ได้แก่ อยู่ในระยะมีอาการ (symptomatic stage) มีภาวะที่บ่งชี้ว่าเป็นเอดส์ (AIDS-defining illness) หรือมีปริมาณซีดีสี่น้อยกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม. การรักษาแบ่งตามสถานการณ์ได้ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;รักษาการติดเชื้อเอชไอวี ยังไม่รักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ควร เลือกยาต้านเอชไอวีที่ไม่มีฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบี กล่าวคือ ไม่ใช้ lamivudine, emtricitabine และ tenofovir เพื่อเก็บยาเหล่านี้ไว้ใช้ในอนาคต ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาเหล่านี้ ควรใช้ tenofovir ร่วมกับ emtricitabine หรือ tenofovir ร่วมกับ lamivudine เพื่อลดปัญหาการเกิดไวรัสตับอักเสบบีดื้อยา.&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;รักษาทั้งการติดเชื้อเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบบี &lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ควร เลือกยาที่มีฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีอยู่&amp;nbsp; ในสูตรยาต้านเอชไอวีคือ lamivudine, emtricitabine หรือ tenofovir ควรใช้ tenofovir ร่วมกับ emtricitabine หรือ tenofovir ร่วมกับ lamivudine เพื่อลดปัญหาการเกิดไวรัสตับอักเสบบีดื้อยา และน่าจะมีประสิทธิภาพดีกว่าการใช้ยาตัวเดียว. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;รักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ยังไม่ รักษาการติดเชื้อเอชไอวี&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;ควร เลือกยาที่ใช้รักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีที่ไม่มีฤทธิ์ต่อเอชไอวี ได้แก่ interferon alfa (pegylated form) หรือ adefovir ถ้ามี HBeAg เป็นบวกควรเลือก interferon alfa ในกรณีที่มี HBeAg เป็นลบ ควรเลือก adefovir การใช้ยาที่มีฤทธิ์ต่อเอชไอวีในกรณีนี้ (เช่น lamivudine) จะทำให้เกิดปัญหาเอชไอวีดื้อยาซึ่งทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถใช้ยา&amp;nbsp; นี้และยาอื่นๆ ที่ดื้อข้ามกลุ่ม (cross resistance) ในการรักษาโรคติดเชื้อเอชไอวีในอนาคต.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังไม่มียา tenofovir และสูตรยาต้านเอชไอวีที่มีราคาถูกและใช้กันส่วนใหญ่คือ GPO-VIR ซึ่งมีตัวยา lamivudine, stavudine และ nevirapine ทำให้ต้องใช้ยา lamivudine โดยไม่มี tenofovir ร่วมด้วย ทั้งในกรณีที่รักษาการติดเชื้อเอชไอวี ยังไม่รักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และกรณีที่รักษาทั้งการติดเชื้อเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบบี จึงคาดว่าเราน่าจะมีผู้ป่วยที่มีไวรัสตับอักเสบบีที่ดื้อยา lamivudine จำนวนมากในอนาคต. ในทางเวชปฏิบัติจึงควรที่จะติดตามระดับเอนไซม์&amp;nbsp; transaminase เป็นระยะๆ ในระหว่างที่ติดตามผลการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวี และถ้าพบว่าเอนไซม์ transaminase สูงผิดปกติหลังจากการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวีมานานเป็นปี ให้สงสัยว่าอาจจะมีการกำเริบ ของตับอักเสบจากไวรัสตับอักเสบบีที่ดื้อยา lamivudine. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันยังไม่มีข้อกำหนดชัดเจนเกี่ยวกับระยะเวลาใน การรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจหยุดการรักษาหลังจากมีการตอบสนองแล้ว 6&amp;nbsp; เดือน (เช่น anti-HBe seroconversion) หรืออาจจะให้ไปตลอด เนื่องจากการหยุดยาที่มีฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี จะทำให้เกิดการกำเริบของภาวะตับอักเสบได้ เพราะโอกาสที่จะกำจัดเชื้อได้หมดมีน้อย. ผู้ป่วยที่ได้ยาต้านเอชไอวีที่มี lamivudine อยู่ในสูตรยา เมื่อวัดปริมาณไวรัสตับอักเสบบีได้ แสดงว่าไวรัสตับอักเสบบีมีการดื้อต่อ lamivudine ในกรณีที่ควบคุมปริมาณเอชไอวีได้ อาจจะเปลี่ยนหรือเพิ่ม tenofovir เข้าไปในสูตรยาต้านเอชไอวีหรืออาจเพิ่ม adefovir ไม่ควรเลือก emtricitabine เนื่องจากมีการดื้อยาข้ามชนิด (cross-resistance) ระหว่าง lamivudine และ emtricitabine.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การรักษาโรคตับระยะสุดท้ายและการเปลี่ยนตับ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผู้ ป่วยที่เกิดโรคตับระยะสุดท้ายจากไวรัสตับอักเสบบี จะมีอาการแสดงของตับแข็งในระยะ decompensated เช่น น้ำในท้อง (ascites) เหลือง เลือดออกในทางเดินอาหาร spontaneous peritonitis และ&amp;nbsp; encephalopathy และมักจะเกิดมะเร็งตับในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยและเป็นรุนแรง จึงมีคำแนะนำให้ตรวจคัดกรองมะเร็งตับโดยการทำคลื่นเสียงสะท้อน (ultrasonography) และ alphafetoprotein ในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและมีโรคตับแข็ง ทุกรายทุก 6 เดือน.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรักษาโรคตับระยะสุดท้ายมีวิธีเดียวคือ การเปลี่ยนตับ ในปัจจุบันการติดเชื้อเอชไอวีไม่เป็นข้อห้ามในการเปลี่ยนอวัยวะ เนื่องจากมียาต้านเอชไอวีที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้น ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสหลังการเปลี่ยนตับต่ำ ถ้าสามารถควบคุมปริมาณเอชไอวีได้. ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับการเปลี่ยนตับมีอัตราการรอดชีวิตในช่วงแรก ไม่แตกต่างจากผู้ป่วยที่ไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวีแต่ยังไม่มีข้อกำหนดชัดเจนว่า ผู้ป่วยรายใดที่ควรได้รับการเปลี่ยนตับ ตัวอย่างเช่น ไม่ควรมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสมาก่อน มีปริมาณซีดีสี่มากกว่า 100-200 เซลล์/ลบ.มม. ได้ยาต้านเอชไอวี และวัดระดับเอชไอวีไม่ได้ (undetectable HIV RNA).&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาหลักหลังการเปลี่ยนตับคือ การมีปฏิกิริยาระหว่างยา (drug-drug interaction) โดยเฉพาะระหว่างยาต้านเอชไอวีกลุ่ม protease inhibitor (PI) และ non-nucleoside reverse transcriptase inhi-bitor (NNRTI) กับ tacrolimus หรือ cyclosporins เนื่องจากยาเหล่านี้เมตาบอลิซึมทาง cytochrome P450 โดย PI ทำให้ระดับของ cyclosporin และ tacrolimus เพิ่มขึ้น ส่วน NNRTI ทำให้ระดับของ&amp;nbsp; cyclosporin และ tacrolimus ลดลง. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาการกลับเป็นซ้ำของไวรัสตับ อักเสบบีหลังการเปลี่ยนตับพบได้น้อยเมื่อเทียบกับไวรัสตับอักเสบซี เนื่องจากมีการให้ยาที่มีฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีและ immunoglobulin.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ยาใหม่ที่ใช้ในการรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ยา ใหม่ที่มีการพัฒนาสำหรับรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มแรกเป็นยาที่มีฤทธิ์ต่อเอชไอวีด้วย ได้แก่ emtricitabine และ DAPD (amdoxovir) กลุ่มที่ 2 เป็นยาที่มีฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีอย่างเดียว ได้แก่ entecavir, telbivudine, clevudine และ L-FdeC ยาในกลุ่มนี้ทั้งหมดยกเว้น telbivudine มีฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีที่ดื้อยา ส่วนใหญ่กำลังอยู่ในการศึกษาระยะที่ 2 หรือ 3. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Emtricitabine เป็น NRTI ที่ได้รับการรับรองในการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ขนาดที่ใช้คือ 200 มก./วัน ยานี้มีฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีด้วย แต่ไม่มีฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีที่ดื้อยา. นอกจากนี้ยังพบการดื้อยา emtricitabine ร้อยละ 19 หลังการรักษาเป็นเวลา 2 ปี ขณะนี้กำลังอยู่ในการศึกษาระยะที่ 3 ยานี้ยังไม่มีในประเทศไทย เช่นเดียวกับ lamivudine ไม่ควรใช้ยานี้รักษาตับอักเสบบีในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีโดยไม่รักษาเอชไอวี ส่วน DAPD (amdoxovir) มีฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีที่ดื้อยากำลังทำการศึกษาในระยะที่ 2.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผู้ ป่วยติดเชื้อเอชไอวีควรเจาะเลือดตรวจว่าเคยมีการติดเชื้อ และ/หรือมีแอนติบอดีต่อไวรัสตับอักเสบเอและไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่ ในกรณีที่ยังไม่มีแอนติบอดีและยังไม่เคยมีการติดเชื้อ ควรให้ทั้งวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอและบี แต่ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่มีภูมิต้านทานต่ำมากจะมีการตอบสนองต่ำหรือมี แอนติบอดีขึ้นในระดับต่ำๆ หลังจากฉีดวัคซีน ทำให้อาจต้องเพิ่มขนาดหรือเพิ่มจำนวนครั้งของวัคซีน. จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่มีปริมาณซีดีสี่มากกว่า 500 เซลล์/ลบ.มม. จะมีอัตราการขึ้นของแอนติบอดีร้อยละ 87 เมื่อเทียบกับร้อยละ 33 ในผู้ป่วยที่มีปริมาณซีดีสี่ 200-500 เซลล์/ลบ.มม. นอกจากนี้แอนติบอดีที่เกิดขึ้นอาจจะลดลง ตามเวลา ทำให้กลับมามีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเฉียบพลันได้. การศึกษาถึงปัจจัยด้านไวรัสวิทยาพบว่าการให้วัคซีนเมื่อผู้ป่วยมีปริมาณ เอชไอวีที่วัดไม่ได้ (จากการกินยาต้านเอชไอวี) จะทำให้มีการตอบสนองต่อวัคซีนดีขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่าในรายที่ตอบสนองต่อวัคซีน ปริมาณไวรัสขณะให้วัคซีนจะสัมพันธ์กับระดับแอนติบอดีที่เกิดขึ้น กล่าวคือ ปริมาณไวรัสขณะให้วัคซีนที่สูงกว่าจะมีระดับแอนติบอดีที่ต่ำกว่า. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำ แนะนำในการให้วัคซีนคือ ผู้ป่วยที่มีปริมาณซีดีสี่มากกว่า 500 เซลล์/ลบ.มม. ให้ขนาดปกติ (20 มคก.) ที่ 0, 1, 6-12 เดือน สำหรับผู้ป่วยที่มีซีดีสี่ 200-500 เซลล์/ลบ.มม. อาจให้แบบสูตรเร่งรัดคือ 0, 1, 2, 12 เดือน ถ้า 12 สัปดาห์หลังเข็มสุดท้ายแอนติบอดียังไม่ขึ้น ควรให้วัคซีนขนาดปกติกระตุ้น (boosted)อีก 1 ครั้งหรือให้วัคซีนขนาด 40 มคก. อีก 1 ชุด (4 ครั้ง) ตามสูตรเร่งรัด ระดับของแอนติบอดีที่ต้องการคือ anti-HBs มากกว่า 10 mIU/มล. ในผู้ป่วยที่มีปริมาณซีดีสี่น้อยกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม. ควรให้ยาต้านเอชไอวีก่อนจนซีดีสี่มากกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม. และมีปริมาณเอชไอวีที่วัดไม่ได้ จึงพิจารณาให้วัคซีน ควรมีการตรวจ anti-HBs ทุกปีและให้วัคซีนกระตุ้นเมื่อ anti-HBs น้อยกว่า 10 mIU/มล.&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"&gt;ที่มา : &lt;a href="http://www.doctor.or.th/node/8191" rel="nofollow"&gt;http://www.doctor.or.th/node/8191&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-61815207811914444?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/61815207811914444/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/12/blog-post_14.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/61815207811914444'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/61815207811914444'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/12/blog-post_14.html' title='การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-3278764893289393753</id><published>2009-12-14T08:24:00.001+07:00</published><updated>2010-03-09T11:37:05.875+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การรักษาโรคเอดส์'/><title type='text'>โรคมะเร็งในผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์</title><content type='html'>การรักษาด้วยยาต้านไวรัส โดยการใช้ยาต้านไวรัสอย่างน้อย 3 ชนิดร่วมกันที่เรียกว่า highly active antiretroviral therapy (HAART) นำไปสู่การรักษาการติดเชื้อเอชไอวีในระดับที่ควบคุมจนไม่สามารถตรวจพบไวรัส ในกระแสเลือด (undetectable level) ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีภูมิต้านทานดีขึ้นหรือจำนวน CD4 สูงขึ้น อุบัติการณ์ของโรคติดเชื้อฉวยโอกาสลดลง อัตราตายลดลง และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น. อย่างไรก็ตามเนื่องจากการมีชีวิตยืนยาวขึ้นของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ จึงมีการพบอุบัติการณ์ของภาวะอื่นๆ เพิ่มขึ้นเช่น โรคมะเร็ง กลุ่มอาการที่แสดงความผิดปกติของเมตาบอลิซึม (metabolic syndrome) รวมไปถึงโรคหลอดเลือดหัวใจและความผิดปกติของกระดูก เป็นต้น ในบทความนี้จะทบทวนความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคมะเร็งในผู้ติดเชื้อเอชไอวี /เอดส์ที่เป็นผู้ใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคมะเร็งในผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ โรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับภาวะเอดส์ (AIDS-related malignancies) ซึ่งได้แก่ Kaposi's sarcoma มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkins (Non-Hodgkin's lymphoma; NHL) มะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ระบบประสาทส่วนกลางชนิดปฐมภูมิ (primary central nervous system lymphoma) และมะเร็งปากมดลูก และกลุ่มที่ 2 คือ โรคมะเร็งที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาวะเอดส์ (Non-AIDS-related malignancies) ซึ่งหมายถึง โรคมะเร็งอื่นๆ (ตารางที่ 1) ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งทั้ง 2 กลุ่ม ชนิด อาการและอาการแสดง (spectrum) ของโรคมะเร็งในผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีการเปลี่ยน แปลงตลอดเวลาเนื่องจากมีการใช้ยาต้านไวรัส ดังนั้น การดำเนินโรคและการรักษาโรคมะเร็งโดยเฉพาะโรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับภาวะ เอดส์ จึงต้องมีการคำนึงถึงบทบาทของยาต้านไวรัสด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SyWSUy4JMKI/AAAAAAAAAkc/HSR5EkZnvBc/s1600-h/1+%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://4.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SyWSUy4JMKI/AAAAAAAAAkc/HSR5EkZnvBc/s640/1+%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: left;"&gt;มีการพบ Kaposi's sarcoma (KS) ตั้งแต่ในช่วงแรกที่มีการรายงานการระบาดของโรคเอดส์เมื่อปี พ.ศ. 2524 และถือว่าเป็นโรคที่บ่งชี้ของการเป็นเอดส์ (AIDS-defining illness) อย่างหนึ่งในเกณฑ์การวินิจฉัยเอดส์ของศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (Centers for Disease Control and Prevention; CDC) ต่อมาในปี พ.ศ. 2534 มีการรายงานการใช้ยาเพื่อป้องกัน &lt;i&gt;Pneumocystis jiroveci pneumonia &lt;/i&gt;(PCP) ทำให้พบโรคติดเชื้อฉวยโอกาสนี้ลดลง และพบว่าโรคฉวยโอกาสที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยเอดส์ ช่วงนั้นคือ โรคมะเร็ง ซึ่งพบสูงถึงร้อยละ 40 จึงได้มีการเพิ่มมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkin's และมะเร็งปากมดลูกชนิดลุกลาม (invasive cervical carcinoma) เป็นภาวะที่บ่งชี้ว่าเป็นเอดส์ด้วยตามนิยามของ CDC. &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่มี การใช้ยาต้านไวรัสชนิด HAART เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2534 อุบัติการณ์ของการเกิดโรคฉวยโอกาสและ Kaposi's sarcoma ลดลงอย่างมาก แต่มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkin's และโรคมะเร็งอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาวะเอดส์ไม่ลดลง ในทางตรงข้าม โรคมะเร็งบางชนิดที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาวะเอดส์เพิ่มขึ้นเช่น มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนังและมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) เป็นต้น และยังพบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยเอดส์ (ร้อยละ 28) ในยุคของการที่มียาต้านไวรัสชนิด HAART แสดงดังตารางที่ 1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน ประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศยากจนไม่มีการรักษาด้วยยาต้านไวรัสชนิด HAART อย่างแพร่หลาย ดังนั้นข้อมูลของโรคมะเร็งในผู้ติดเชื้อเอชไอวีจึงอาจจะมีความแตกต่างจาก ประเทศที่พัฒนาแล้ว จากการศึกษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีความชุกของโรคมะเร็งในผู้ติดเชื้อเอชไอวี เท่ากับร้อยละ 3 (42 รายจากผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั้งหมด 1,416 ราย) ในช่วงตั้งแต่ พ.ศ. 2542-2546 ซึ่งต่ำกว่าความชุกของประเทศตะวันตก ผู้ติดเชื้อร้อยละ 50 เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ยเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งประมาณ 50 ปี ค่ากลาง (median) ของจำนวน CD4 เท่ากับ 235 (8-739) เซลล์/ลบ.มม. ผู้ป่วยร้อยละ 40 ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสขณะที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง โรคมะเร็งที่พบมากที่สุดคือ มะเร็งต่อม น้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkin ในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภาวะเอดส์ และมะเร็งเต้านมในกลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาวะเอดส์ ผู้ป่วยร้อยละ 26 เสียชีวิต ชนิดของมะเร็งที่พบในผู้ติดเชื้อเอชไอวีไทยแสดงดังตารางที่ 2 &lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SyWSnYbIJNI/AAAAAAAAAkk/NPsPGXMULfE/s1600-h/2+%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://1.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SyWSnYbIJNI/AAAAAAAAAkk/NPsPGXMULfE/s640/2+%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;b&gt;โรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับภาวะเอดส์ (AIDS-related malignancies)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkin's และ Kaposi's sarcoma เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้ติด เชื้อเอชไอวี&lt;b&gt;Kaposi's sarcoma &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;Kaposi's sarcoma เป็นมะเร็งของเนื้อเยื่ออ่อน (soft tissue) ที่มีความรุนแรงต่ำ (low-grade) มีต้นกำเนิดมาจากหลอดเลือด (vascular) และมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อ human herpes virus 8 โดยผู้ที่มีภูมิต้านทานที่แสดงว่าเคยมีการติดเชื้อ human herpes virus 8 มาก่อน จะมีโอกาสการเกิด Kaposi's sarcoma ร้อยละ 50 ในระยะเวลา 10 ปี มะเร็งชนิดนี้มักพบในเพศชาย โดยในช่วงแรกของระบาดของการติดเชื้อเอชไอวี พบ Kaposi's sarcoma สูงถึง ร้อยละ 20-30 ในกลุ่มชายรักร่วมเพศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการ แสดงและการดำเนินโรคในผู้ติดเชื้อ เอชไอวีแต่ละรายมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ อาจจะไม่มีอาการ (asymptomatic) หรืออาการรุนแรงจนทำให้ภาวะทุพพลภาพและเสียชีวิตได้ โดยปกติแล้วมักจะพบพยาธิสภาพที่ผิวหนัง แต่อาจจะพบที่บริเวณอื่นได้คือ ช่องปาก ปอดและระบบทางเดินอาหาร การพยากรณ์โรคขึ้นกับการกระจายของมะเร็ง ระบบภูมิคุ้มกัน (จำนวน CD4) และความรุนแรงของอาการตามระบบ กล่าวคือ ถ้าผู้ป่วยมีพยาธิสภาพที่ผิวหนังอย่างเดียว มีจำนวน CD4 มากกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม. และไม่มีอาการแสดงของโรคติดเชื้อฉวยโอกาสอื่น ถือได้ว่ามีการพยากรณ์โรคดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่ทำให้ Kaposi's sarcoma หายขาด จุดมุ่งหมายของการรักษาคือ การรักษาประคับประคอง (palliative) การลดขนาดและยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็ง ยาต้านไวรัสชนิด HAART เป็นการรักษาแรกที่แนะนำในผู้ป่วยทุกราย เพราะสามารถทำให้ Kaposi's sarcoma ดีขึ้น ถ้าหลังจากการรักษาด้วยยาต้านไวรัสแล้ว 3-6 เดือน Kaposi's sarcoma เป็นมากขึ้นจึงพิจารณาการรักษาที่จำเพาะอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรักษาเฉพาะ ที่ได้แก่ การให้เคมีบำบัดที่ตำแหน่งที่มีพยาธิสภาพ การฉายแสง เลเซอร์ การใช้ความเย็น (cryotherapy) และการทาด้วย 9-cis- retinoic acid การรักษาด้วย liposomal anthracyclines ถือเป็นยาแรก (first-line agent) ที่แนะนำ ส่วน paclitaxel แนะนำให้เป็นยาสูตรที่ 2 (second-line)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkins &lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;โดย ทั่วไปแล้วผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชนิด Non-Hodgkins 60-200 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ติดเชื้อ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้แบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkins ที่เป็นตามระบบ (Systemic Non-Hodgkins lymphoma) และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ระบบประสาทส่วนกลางชนิดปฐมภูมิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุบัติ การณ์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkins ที่เป็นตามระบบเพิ่มขึ้นผกผันกับระดับภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย ร้อยละ 70-90 ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkins เป็น intermediate หรือ high-grade และเกือบทั้ง หมดเป็น diffuse large B cell (immunoblastic variant) หรือ Burkitt's-like lymphoma ผู้ติดเชื้อ เอชไอวีมักจะมาด้วยอาการของ B (systemic B symptoms) ซึ่งได้แก่ไข้ น้ำหนักลด เหงื่อออกตอนกลางคืน ประมาณ 2 ใน 3 จะมีพยาธิสภาพที่นอกต่อมน้ำเหลืองเช่น ระบบทางเดินอาหาร ไขกระดูก ตับและปอด ผู้ป่วยร้อยละ 3-20 จะมี lymphomatous meningitis ร่วมด้วยและอาจจะไม่มีอาการ ดังนั้นจึงแนะนำให้เจาะหลังผู้ป่วยกลุ่มนี้ทุกราย อาการและอาการแสดงของผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างยุคก่อนและ หลังการใช้ยาต้านไวรัสชนิด HAART&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การตัดชิ้นเนื้อ (tissue biopsy) เพื่อตรวจทางพยาธิวิทยามีความจำเป็นในการวินิจฉัย แต่ในบางกรณีอาจจะวินิจฉัยได้จาก fine needle aspiration และการส่งตรวจทางเซลล์วิทยา (cytology) หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการยืนยันการวินิจฉัยแล้ว จะต้องมีการประเมินการกระจายของโรคและระยะ (staging) โดยการเจาะหลังเพื่อส่งน้ำไขสันหลังตรวจทางเซลล์วิทยา การเจาะไขกระดูก และการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ของช่องอก ช่องท้อง/อุ้งเชิงกราน และสมอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ รักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkins ที่เป็นตามระบบในผู้ติดเชื้อเอชไอวียังไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม การรักษาโรคมะเร็งนี้ควรให้ร่วมกับยาต้านไวรัสและยาป้องกันโรคติดเชื้อฉวย โอกาสอื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ป่วยจะมีการพยากรณ์โรคโดยรวมต่ำทั้งๆ ที่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดในช่วงแรกดี ผู้ป่วยร้อยละ 50 มีการรอดชีวิต (median survival) น้อยกว่า 1 ปี และมักจะเสียชีวิตจากตัวโรคมะเร็งเองที่ลุกลามมากขึ้น (progression) หรือการกลับเป็นใหม่ (recurrence) หรือจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะเร็ง ต่อมน้ำเหลืองที่ระบบประสาทส่วนกลางชนิดปฐมภูมินั้นพบในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ได้บ่อยกว่าประชากรทั่วไป (ประมาณร้อยละ 15 เทียบกับร้อยละ 1) การพบอุบัติการณ์ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้ติดเชื้อ เอชไอวีมีชีวิตยืนยาวขึ้น. ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เป็นมะเร็ง ชนิดนี้จะมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที่เป็นตามระบบ ลักษณะเซลล์มักเป็นชนิด large cell หรือ large cell immunoblastic types ที่มีต้นกำเนิดจาก B-cell&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ระบบประสาท ส่วนกลางชนิดปฐมภูมิคือ การฉายแสงร่วมกับการให้สเตียรอยด์ ผู้ป่วยมีการพยากรณ์โรคไม่ดี ร้อยละ 50 มีการรอดชีวิต 2-3 เดือนถ้าไม่ได้รักษาและ 6-8 เดือน ถ้าได้รับการรักษา เหตุผลเนื่องจากผู้ป่วยส่วนมากในกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันหรือจำนวน CD4 ที่ต่ำมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;มะเร็งปากมดลูก&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;มีการ รายงานมะเร็งปากมดลูกในผู้ติดเชื้อเอชไอวีเพศหญิงมากกว่าที่คาดไว้ ในช่วงแรกผู้ป่วยทั้งหมดเสียชีวิตที่ค่าเฉลี่ย 10 เดือน ด้วยเหตุผลนี้จึงเพิ่ม cervical dysplasia ชนิดรุนแรงปานกลาง (moderate) และรุนแรงมาก (severe) เป็นภาวะที่บ่งชี้ว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีอาการ (category B) และมะเร็งปากมดลูกชนิดลุกลามเป็นภาวะที่บ่งชี้ว่าเป็นเอดส์ (category C)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันเชื่อว่ามีความสัมพันธ์กันระหว่างการติดเชื้อ human papilloma virus และมะเร็งหลายชนิดของระบบสืบพันธุ์ซึ่งรวมไปถึง ปากมดลูก ทวารหนัก ช่องคลอด อวัยวะเพศชาย และผิวหนังรอบๆ ทวารหนัก ดังนั้นผู้ติดเชื้อเอชไอวีเพศหญิงทุกรายควรได้รับการตรวจมะเร็งปากมดลูก (Pap smear) ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อเอชไอวีและตรวจซ้ำอย่างน้อย ปีละครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรักษามะเร็งปากมดลูกในผู้ติดเชื้อเอชไอวีของหลายสถาบัน เหมือนกับในผู้ที่ไม่ติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมักจะมีอาการแสดงที่รุนแรง ตอบสนองต่อการรักษาด้อยกว่าและมีอัตราการรอดชีวิตน้อยกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;โรคมะเร็งที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาวะเอดส์ (Non-AIDS-related malignancies)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;โรค Hodgkin's&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;ผู้ ป่วยเอดส์มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งชนิดนี้มากกว่าประชากรทั่วไป 3-16 เท่า และมักพบใน ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดมากกว่าที่เป็นชายรักร่วมเพศ พยาธิวิทยาที่พบในโรค Hodgkin's มีความแตกต่างกันระหว่างผู้ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ เอชไอวีในประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวคือ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีส่วนใหญ่เป็น mixed cellularity subtype เมื่อเทียบกับ nodular sclerosis ที่พบในผู้ที่ไม่ติดเชื้อ การมีเซลล์ fibrohistiocytic stromal ในเนื้อเยื่อเ ป็นลักษณะเฉพาะที่พบในผู้ติดเชื้อเอชไอวี.&lt;br /&gt;อาการแสดงทาง คลินิกและการตอบสนองต่อการรักษาในผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีความแตกต่างจากผู้ที่ ไม่ติดเชื้อ กล่าวคือ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมักจะมาด้วยอาการของ B และร้อยละ 75-90 จะมีการกระจายของโรคนอกจากที่ต่อมน้ำเหลือง และพบพยาธิสภาพที่ไขกระดูกร้อยละ 40-50&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงยุคก่อนที่จะมียาต้าน ไวรัสชนิด HAART การใช้ยาเคมีบำบัดหลายชนิดร่วมกันที่ใช้รักษาในผู้ที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี สามารถทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เป็น มะเร็งชนิดนี้หายได้มากน้อยแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาของการมีชีวิตสั้น (ร้อยละ 50 ของผู้ป่วยเสียชีวิตที่ 12-18 เดือน) สาเหตุการเสียชีวิตคือ การติดเชื้อแบคทีเรียหรือการติดเชื้อฉวยโอกาสอื่นในระหว่างที่มีเม็ดเลือด ขาวต่ำจากยาเคมีบำบัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;i&gt;มะเร็งของอวัยวะสืบพันธ์และก้น (anogenital malignancy) &lt;/i&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;มีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นของทั้ง squamous intraepithelial lesions และมะเร็งทวารหนักในผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เป็นชายรักร่วมเพศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;มะเร็งปอด&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;ผู้ ติดเชื้อเอชไอวีมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดมากกว่าประชากรทั่วไปประมาณ 4-14 เท่า พบชนิด adenocarcinoma บ่อยที่สุด และอุบัติการณ์ของมะเร็งหลอดลม (bronchogenic carcinoma) อาจจะเพิ่มขึ้นด้วย มะเร็งปอดนี้พบได้ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกกลุ่มแม้ว่าจะพบมากที่สุดในกลุ่ม ผู้ที่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด พยาธิกำเนิดที่แท้จริงยังไม่ทราบอาจจะอธิบายได้จากการที่ติดเชื้อเอชไอวี ทำให้มีภูมิต้าน ทานต่ำลงและเกิดการกระตุ้นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดมะเร็ง อย่างไรก็ตาม มะเร็งปอดนี้สามารถพบได้ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีจำนวน CD4 สูงด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอดในผู้ติดเชื้อเอชไอวีคือ การสูบบุหรี่ อาการและอาการแสดงเหมือน กับผู้ป่วยกลุ่มอื่น แต่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีนั้นมักจะมีอาการของโรคมะเร็งรุนแรงแล้ว เมื่อได้รับการวินิจฉัย การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดนั้นพิจารณาเป็นกรณีเนื่องจากมีการรอดชีวิตต่ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;มะเร็งเต้านม&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;มี 2 ประเด็นสำคัญของมะเร็งเต้านมคือ ปัญหาทางเศรษฐฐานะและสังคมทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีเพศหญิงไม่ได้รับการคัด กรองโรคด้วย mammography ที่เพียงพอ ภาวะภูมิคุ้มกันที่ต่ำไม่ได้เป็นตัวกระตุ้นการเจริญของมะเร็งเต้านม&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;มะเร็งผิวหนัง&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;พบ อุบัติการณ์ของมะเร็งผิวหนังชนิด basal cell carcinoma เพิ่มมากขึ้นในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ส่วนมะเร็งผิวหนังอื่นที่อาจจะพบได้คือ squamous cell carcinoma และ melanoma ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งผิวหนัง 2 ชนิดหลังนี้ ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีเหมือนกับในผู้ที่ไม่ติดเชื้อ&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;มะเร็งที่ศีรษะและคอ&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;ผู้ ติดเชื้อเอชไอวีเพศชายส่วนใหญ่ที่เป็น squamous cell carcinoma บริเวณศีรษะและคอมักจะเป็นชายรักร่วมเพศ อุบัติการณ์อาจจะเพิ่มขึ้นในผู้ติดเชื้อเอชไอวีเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ติด เชื้อและมักจะแสดงอาการที่อายุน้อยกว่า การรักษานั้นมักจะพบภาวะแทรกซ้อนได้บ่อยและผลการรักษาไม่ดีเมื่อเทียบกับ ผู้ที่ไม่ติดเชื้อ&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;มะเร็งอัณฑะ (testicular neoplasms)&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;อุบัติ การณ์ของมะเร็งอัณฑะชนิด germ cell และ seminomas เพิ่มขึ้นในผู้ติดเชื้อเอชไอวีเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ติดเชื้อ การรักษาโดยทั่วไปเหมือนผู้ที่ไม่ติดเชื้อ ส่วนใหญ่มีการตอบสนองต่อการรักษาดีและสามารถหายขาด (cure) แม้ว่าอัตราการรอดชีวิตในระยะยาวขึ้นกับการติดเชื้อเอชไอวีเอง จากการรายงานผู้ป่วย 26 ราย มีชีวิตรอดที่ 3 ปีเท่ากับร้อยละ 65 และมีอัตราการรอดชีวิตที่ปลอดจากโรค (disease free survival) ร้อยละ 65 เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (colorectal cancer)&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;มะเร็ง ลำไส้ใหญ่และทวารหนักอาจจะเพิ่มขึ้นในผู้ติดเชื้อเอชไอวี และอาจพบได้ในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่าและรุนแรงกว่าเมื่อเทียบกับประชากร ทั่วไป พบว่ามีขนาดของพยาธิสภาพใหญ่และรุนแรงกว่า&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;Multiple myeloma&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;พบ ความผิดปกติของ plasma cell โดยเฉพาะ paraproteinemia เพิ่มขึ้นในผู้ติดเชื้อเอชไอวี อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยคือ 33 ปี ซึ่งน้อยกว่าประชากรทั่วไป ภาวะ paraproteinemia อาจพบเพียงชั่วคราวหรือถาวรแต่การพบภาวะนี้อย่างถาวรไม่ได้มีความสัมพันธ์ กับการเกิดความผิดปกติของ plasma cell หรือมะเร็งของ B-cell นอกจากนี้ยังมีรายงานภาวะอื่นเช่น reactive plasmacytosis, gammopathies &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สรุป &lt;br /&gt;&lt;/b&gt;โรค มะเร็งสามารถพบได้ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั้งโรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องและไม่ เกี่ยวข้องกับภาวะเอดส์ ชนิดของมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้ติดเชื้อเอชไอวีในต่างประเทศคือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkins และ Kaposi's sarcoma ส่วนที่พบบ่อยในผู้ป่วยไทยคือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkins และมะเร็งปากมดลูก อย่างไรก็ตามความชุกของโรคมะเร็ง ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีไทยต่ำ อาจเป็นเพราะผู้ป่วยไม่ได้รับการวินิจฉัยและแพทย์ผู้ดูแลรักษาไม่นึกถึงหรือ ไม่ให้ความสนใจ การรักษาทั้งการติดเชื้อเอชไอวีด้วยยาต้านไวรัสชนิด HAART และ/หรือการรักษาโรคมะเร็ง รวมไปถึงพิจารณาการคัดกรองโรคมะเร็งบางชนิดในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง อาจจะป้องกันการเกิดมะเร็ง ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เป็นโรคมะเร็งมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นและมีคุณภาพ ชีวิตดีขึ้น&lt;br /&gt;&lt;b&gt;เอกสารอ้างอิง&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;1. Palella FJJ, Delaney KM, Moorman AC, et al. Declining morbidity and mortality among patients with advanced human immunodefi- ciency virus infection. HIV Outpatient Study Investigators. N Engl J Med 1998;338:853-60.&lt;br /&gt;2. Centers for Disease Control and Prevention. 1993 Revised classification system for HIV infection and expanded surveillance case definition for AIDS among adolescents and adults. JAMA 1993;269:729-30.&lt;br /&gt;3. Friedman-Kien AE, Laubenstein LJ, Rubinstein P, et al. Disseminated Kaposižs sarcoma in homosexual men. Ann Intern Med 1982;96:693-700.&lt;br /&gt;4. Peters BS, Beck EJ, Coleman DG, et al. Changing disease patterns in patients with AIDS in a referral centre in the United Kingdom: the changing face of AIDS. BMJ 1991;302:203-7.&lt;br /&gt;5. Ledergerber B, Telenti A, Egger M. Risk of HIV related Kaposižs sarcoma and non-Hodgkinžs lymphoma with potent antiretroviral therapy : prospective cohort study. Swiss HIV Cohort Study. BMJ 1999;319:23-4.&lt;br /&gt;6. Ledergerber B, Egger M, Erard V, et al. AIDS-related opportunistic illnesses occurring after initiation of potent antiretroviral therapy: the Swiss HIV Cohort Study. JAMA 1999;282:2220-6.&lt;br /&gt;7. Clifford GM, Polesel J, Rickenbach M, et al. Cancer risk in the Swiss HIV Cohort Study : associations with immunodeficiency, smoking, and highly active antiretroviral therapy. J Natl Cancer Inst 2005;97:425-32.&lt;br /&gt;8. Besson C, Goubar A, Gabarre J, et al. Changes in AIDS-related lymphoma since the era of highly active antiretroviral therapy. Blood 2001;98:2339-44.&lt;br /&gt;9. Chiao EY, Krown SE. Update on non-acquired immunodeficiency syndrome-defining malignancies. Curr Opin Oncol 2003;15:389-97.&lt;br /&gt;10. Bonnet F, Lewden C, May T, et al. Malignancy-related causes of death in human immuno- deficiency virus-infected patients in the era of highly active antiretroviral therapy. Cancer 2004;101:317-24.&lt;br /&gt;11. Kiertiburanakul S, Likhitpongwit S, Ratanasiri S, Sungkanuparph S. Malignancies in HIV- infected Thai patients. HIV Med 2007;8:322-3.&lt;br /&gt;12. Clarke CA, Glaser SL. Population-based surveillance of HIV-associated cancers: utility of cancer registry data. J Acquir Immune Defic Syndr 2004;36:1083-91.&lt;br /&gt;13. Martin JN, Ganem DE, Osmond DH, et al. Sexual transmission and the natural history of human herpesvirus 8 infection. N Engl J Med 1998;338:948-54.&lt;br /&gt;14. Krown SE, Metroka C, Wernz JC. Kaposižs sarcoma in the acquired immune deficiency syndrome: a proposal for uniform evaluation, response, and staging criteria. AIDS Clinical Trials Group Oncology Committee. J Clin Oncol 1989;7:1201-7.&lt;br /&gt;15. Hermans P. Kaposižs sarcoma in HIV-Infected patients : treatment options. HIV Med 2000;1:137-42.&lt;br /&gt;16. Bower M, Palmieri C, Dhillon T. AIDS-related malignancies : changing epidemiology and the impact of highly active antiretroviral therapy. Curr Opin Infect Dis 2006;19:14-9.&lt;br /&gt;17. Maiman M, Fruchter RG, Serur E, et al. Human immunodeficiency virus infection and cervical neoplasia. Gynecol Oncol 1990;38:377-82.&lt;br /&gt;18. Grulich AE, Wan X, Law MG, Coates M, Kaldor JM. Risk of cancer in people with AIDS. AIDS 1999;13:839-43.&lt;br /&gt;19. Pantanowitz L, Schlecht HP, Dezube BJ. The growing problem of non-AIDS-defining malignancies in HIV. Curr Opin Oncol 2006;18:469-78.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;ศศิโสภณ เกียรติบูรณากุล พ.บ. ผู้ช่วยศาสตราจารย์&lt;br /&gt;หน่วยโรคติดเชื้อระบาดวิทยาและเวชศาสตร์ชุมชน&lt;br /&gt;ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี&lt;br /&gt;มหาวิทยาลัยมหิดล&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : &lt;a href="http://www.doctor.or.th/node/6814" rel="nofollow"&gt;http://www.doctor.or.th/node/6814&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-3278764893289393753?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/3278764893289393753/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/12/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/3278764893289393753'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/3278764893289393753'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/12/blog-post.html' title='โรคมะเร็งในผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SyWSUy4JMKI/AAAAAAAAAkc/HSR5EkZnvBc/s72-c/1+%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-4634275833754943431</id><published>2009-11-22T19:16:00.006+07:00</published><updated>2010-03-09T11:44:12.846+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การอยู่ร่วมอย่างผู้ติดเชื้อเอชไอวี'/><title type='text'>เอกสารน่ารู้เกี่ยวกับการดูแลตัวเองของผู้ติดเชื้อเอชไอวี</title><content type='html'>&lt;table border="1"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;b&gt;ไฟล์&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;b&gt;คำอธิบาย&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;iframe frameborder="0" marginheight="0" marginwidth="0" scrolling="no" src="http://cid-631c038f7c6db16d.skydrive.live.com/embedicon.aspx/.Public/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%8c%20%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%20%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89.pdf" style="background-color: #fcfcfc; height: 115px; padding: 0pt; width: 98px;" title="Preview"&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;เนื้อหาประกอบด้วย มุมมองใหม่ในเรื่องเอดส์,สิ่งสำคัญในการดูแลตนเอง, ประเมินสุขภาพกันก่อน, สูตรเบื้องต้นในการดูแลตนเอง, ตรวจร่างกายตนเอง, มารู้จักโรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่เราดูได้กันเองก่อน&lt;/td&gt; &lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;iframe frameborder="0" marginheight="0" marginwidth="0" scrolling="no" src="http://cid-631c038f7c6db16d.skydrive.live.com/embedicon.aspx/.Public/%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2.PDF" style="background-color: #fcfcfc; height: 115px; padding: 0pt; width: 98px;" title="Preview"&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;เนื้อหาประกอบด้วย รู้จักยาต้านไวรัสเอชไอวี, ยามีหลายสูตร เราจะเหมาะกับยาสูตรไหนดี, เมื่อไหร่จึงเริ่มรักษาด้วยยาต้านฯ ได้, กินยาอย่างไรให้ได้ผลดี, สอบถามเรื่องสิทธิประโยชน์และสถานบริการได้ที่&lt;/td&gt; &lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;iframe frameborder="0" marginheight="0" marginwidth="0" scrolling="no" src="http://cid-631c038f7c6db16d.skydrive.live.com/embedicon.aspx?path=%2f.Public%2f%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e.pdf" style="background-color: #fcfcfc; height: 115px; padding: 0pt; width: 98px;" title="Preview"&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;คู่มือ การใช้สิทธิประโยชน์ เรื่อง เอชไอวี/เอดส์ ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) &lt;/td&gt; &lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td&gt;&lt;iframe frameborder="0" marginheight="0" marginwidth="0" scrolling="no" src="http://cid-631c038f7c6db16d.skydrive.live.com/embedicon.aspx?path=%2f.Public%2f%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad.pdf" style="background-color: #fcfcfc; height: 115px; padding: 0; width: 98px;" title="Preview"&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;การใช้สิทธิประโยชน์ การดูแลรักษาเอชไอวี/เอดส์ ในระบบประกันสังคม เนื้อหาจะประกอบด้วยเรื่องเกี่ยวกับประกันสังคม การจ่ายเงินสมทบ การประกันตนตามมาตรา 39 สิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลทั่วไป การใช้สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ฯลฯ&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt; &lt;/table&gt;&lt;br /&gt;เอามาแบ่งปันกันครับ เป็นเอกสารภาษาไทย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-4634275833754943431?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/4634275833754943431/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/11/blog-post_22.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/4634275833754943431'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/4634275833754943431'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/11/blog-post_22.html' title='เอกสารน่ารู้เกี่ยวกับการดูแลตัวเองของผู้ติดเชื้อเอชไอวี'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-4737913628581417813</id><published>2009-11-21T09:50:00.010+07:00</published><updated>2010-03-09T11:43:14.524+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การรักษาโรคเอดส์'/><title type='text'>เค้าประเมินสุขภาพผู้ติดเชื้อเอชไอวีกันอย่างไร</title><content type='html'>ห่างหายไปนานเป็นเดือน ไม่ได้เข้ามาอัปเดทเนื้อหาเพิ่มเติม ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พยายามศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม ก็ได้ความรู้เพิ่มเติมหลายอย่าง อย่างเรื่องภาวะ IRIS เรื่องการดื้อยาต้านไวรัส ฯลฯ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ล้วน ๆ จากพี่ JEAB แห่ง http://pha.narak.com หรือที่ผมเรียกสั้น ๆ ว่า บ้านฟ้า การเข้าไปศึกษาเรื่อง CD4, CD4% และ viral load จากเว็บไซต์ thebody.com, aidsmap.com และจากการพูดคุยกับเพื่อน ๆ ในบ้านฟ้า มาประมวลผลเป็นองค์ความรู้ของตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินผลว่าควรได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #3333ff; font-weight: bold;"&gt;ปัจจัยแรก ได้แก่ ค่า CD4&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;CD4 &amp;lt; 200 แม้จะไม่มีอาการของโรคติดเชื้อฉวยโอกาส&lt;/blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;CD4 &amp;gt; 200 แต่น้อยกว่า 250 และมีอาการของโรคติดเชื้อฉวยโอกาส&lt;/blockquote&gt;ซึ่งเป็นสิทธิในการรักษาพยาบาลด้วยยาต้านไวรัส ทั้งบัตรทองและบัตรประกันสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยที่ &lt;span style="color: red; font-weight: bold;"&gt;CD4 ของคนปกติ จะมากกว่า 500 ขึ้นไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #000099; font-weight: bold;"&gt;ปัจจัยที่สอง ได้แก่ ค่า CD4%&lt;/span&gt; สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี CD4% &amp;lt; 14 เทียบเท่ากับ CD4 &amp;lt; 200&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #330033;"&gt;ดังนั้น&lt;/span&gt;&lt;span style="color: #330033; font-weight: bold;"&gt; แม้ว่าค่า CD4 &amp;gt; 350 แต่ถ้า CD4% &amp;lt; 14 &lt;/span&gt; ผู้เชี่ยวชาญที่คอยตอบคำถามใน thebody.com ก็แนะนำว่า &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ควรได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #3333ff; font-weight: bold;"&gt;ปัจจัยที่สาม ได้แก่ ค่า Viral Load&lt;/span&gt; ซึ่งเป็นค่าไวรัสที่ตรวจพบในกระแสเลือด&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;VL &amp;lt; 10,000 ถือว่าต่ำ&lt;/blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;VL &amp;gt; 100,000 ถือว่าสูง&lt;/blockquote&gt;ดังนั้นในบางครั้ง&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;แม้ว่าค่า CD4 &amp;gt; 350 แต่ถ้า VL &amp;gt; 100,000&lt;/span&gt; ผู้เชี่ยวชาญที่คอยตอบคำถามใน thebody.com ก็แนะนำว่า &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ควรได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริง ๆ แล้วในการตรวจหาค่า CD4 ทุกครั้ง จะมีค่า CD4% ด้วย แต่เราอาจไม่ทราบ เพราะหมอไม่ได้บอก เนื่องจากหมอสนใจแต่ค่า CD4 ซึ่งผู้ติดเชื้อทุกคนไม่ว่าจะใช้บัตรทองหรือประกันสังคม มีสิทธิตรวจ CD4 ได้ทุก 6 เดือน ไม่ว่าจะรับยาต้านหรือยังไม่ได้รับ ส่วนค่า VL มีสิทธิตรวจได้หลังรับยาต้านไปแล้ว 6 เดือน หลังจากนั้นมีสิทธิตรวจได้ปีละ 1 ครั้ง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-4737913628581417813?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/4737913628581417813/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/11/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/4737913628581417813'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/4737913628581417813'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/11/blog-post.html' title='เค้าประเมินสุขภาพผู้ติดเชื้อเอชไอวีกันอย่างไร'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-1438036452720448122</id><published>2009-10-19T17:01:00.006+07:00</published><updated>2010-03-09T11:35:13.096+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การตรวจเอดส์'/><title type='text'>การตรวจหาการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี หรือเอดส์</title><content type='html'>ก่อนจะเข้าเรื่อง ขอเล่าข่าวที่น่าสนใจ 2 เรื่อง สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีอย่างเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องแรก เกี่ยวกับวัคซีนเอดส์ที่ไทยกับสหรัฐร่วมกันทดลอง ตอนนี้ในต่างประเทศถือว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความหวังในการคิดค้นวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งประเทศต่าง ๆ อาจจะมีการการคิดค้นวัคซีนโดยต่อยอดจากการทดลองครั้งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องที่สอง พบว่า ในหัวฝักบัว มีเชื้อโรคอยู่มาก การอาบน้ำด้วยฝักบัว อาจทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของเชื้อโรคในอากาศ เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคที่ปอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ทีมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะฉะนั้น ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนที่มีค่าซีดีโฟร์ต่ำ ๆ ควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำด้วยฝักบัว จริง ๆ แล้ว รู้สึกว่าเขาจะแนะนำให้เปลี่ยนหัวฝักบัวเป็นหัวฝักบัวโลหะแทนพลาสติก รายละเอียดติดตามได้ใน&lt;a href="http://www.thaihealth.or.th/node/11009" rel="nofollow"&gt; "หัวฝักบัว" แหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรีย&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการเข้าเป็นสมาชิกบ้านฟ้า คำถามประเภทหนึ่งที่พบมากคือ ปัญหาของผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง หรือไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงแต่เข้าใจว่ามีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี   ..ผมจะเป็นเอดส์มั้ย   คนถาม ถามเพราะเครียด วิตกกังวล สับสน ฯลฯ ตรงนี้ผมเข้าใจ   แต่บางครั้ง คำถามฟังดูแล้วเกิดจากการวิตกกังวลเกินเหตุ ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ เรื่องการติดเชื้อเอชไอวี ก็ทำให้พวกเราที่ติดเชื้อเอชไอวีซึ่งปกติต้องการความเข้าใจ การยอมรับ จากคนทั่วไปในสังคม จะเกิดความรู้สึกหงุดหงิด เพราะคำถามแสดงถึงความไม่เข้าใจ.. ว่าการติดเชื้อเอชไอวี ถ้าไม่มีพฤติกรรมที่เสี่ยง มีปัจจัยต่าง ๆ ในการติดเชื้อเอชไอวีครบ ก็ไม่ใช่ว่าติดกันได้ง่าย ๆ จากการใช้ชีวิตทั่วไปในชีวิตประจำวันร่วมกัน   และจากข้อมูลที่ผมเคยอ่านมา ยังไม่เคยเจอกรณีบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อเอชไอวี จากการรักษาผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อเอชไอวีเลย แม้แต่คนเดียว   เหมือนกับที่เพื่อน ๆ แนะนำ เราไม่สามารถรู้ว่า คนไหนติดเชื้อเอชไอวี ได้ด้วยการมองเห็น เราจะรู้ว่า คนไหนติดเชื้อเอชไอวี ได้จากผลเลือดเท่านั้น   เราอาจจะรู้ว่า คนนั้นมีอาการของผู้ป่วยเอดส์ หากผู้ติดเชื้อไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ และไม่เข้าสู่กระบวนการรักษา แต่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย โดยเฉลี่ย จะแสดงอาการป่วยด้วยโรคแทรกซ้อนหรือโรคติดเชื้อฉวยโอกาส หลังจากติดเชื้อเอชไอวีโดยเฉลีย 7 - 10 ปี แต่ก่อนหน้านั้นล่ะ.. เฮ้อ ไม่อยากคิด   ในปัจจุบัน วิทยาการการแพทย์ก้าวหน้าจนสามารถตรวจพบการติดเชื้อเอชไอวีได้ไวขึ้น   &lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;ในปัจจุบันคลีนิคนิรนามจะตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีให้ผู้มาใช้บริการทุกคน โดยใช้ 2 วิธีร่วมกัน คือ แอนติ-เอชไอวี (anti-HIV) และ แน็ท (NAT)  &lt;br /&gt;ในปัจจุบันคลีนิคนิรนามจะตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีให้ผู้มาใช้บริการทุกคน โดยใช้ 2 วิธีร่วมกัน&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li style="text-align: left;"&gt;&lt;b&gt;วิธีที่1 คือการตรวจ แอนติ-เอชไอวี (anti-HIV)&lt;/b&gt; ซึ่งเป็นการตรวจหาภูมิต่อเชื้อเอชไอวีซึ่งจะตรวจพบได้หลังการติดเชื้อ 14-21 วัน วิธีนี้จะรู้ผลภายในวันเดียวกันโดยใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงในการรอผล&lt;/li&gt;&lt;li style="text-align: left;"&gt;&lt;b&gt;วิธีที่ 2 คือการตรวจ แน็ท (NAT)&amp;nbsp;&lt;/b&gt;ซึ่งเป็นการตรวจหาสายพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวี จึงมีความไวกว่าการตรวจแอนติ-เอชไอวี และสามารถใช้ตรวจหาการติดเชื้อที่เพิ่งรับมาประมาณ 5 วันขึ้นไปได้ วิธีนี้จะรู้ผลภายใน 3 วัน ทำให้ยืนยันได้ว่าผลเลือดลบจากวิธีที่ 1 เป็นลบจริงหรือไม่ โดยเฉพาะถ้าคุณเพิ่งเสี่ยงมา &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;ประโยชน์ของการรู้ว่าตัวคุณเองเพิ่งมีการติดเชื้อเอชไอวี คือ คุณอาจได้รับยาต้านไวรัสโดยเร็ว เพื่อพยายามลดการแพร่กระจายของเชื้อไปทั่วร่างกาย และป้องกันการทำลายเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกายอย่าง รุนแรงในช่วงแรกนี้ได้ นอกจากนี้ จะยังทำให้ลดโอกาสที่คุณอาจจะส่งผ่านเชื้อเอชไอวีต่อไปแก่คนที่คุณรักโดยไม่ ได้ตั้งใจได้อีกด้วย&lt;/div&gt;&lt;/blockquote&gt;ขอบคุณ แพทย์หญิงนิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ จากศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย  ที่มา : &lt;a href="http://www.trcarc.org/home/article/view.php?id=34" rel="nofollow"&gt;NAT-แน็ท การตรวจเลือดวิธีใหม่ เพื่อหาการติดเชื้อเอชไอวีในระยะแรก&lt;/a&gt;  เพราะฉะนั้นอย่ามัวแต่เครียด วิตกกังวล สงสัย ผลการตรวจเลือดเท่านั้น ที่จะบอกได้ว่า คุณเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือเปล่า..&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-1438036452720448122?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/1438036452720448122/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/10/blog-post_9120.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/1438036452720448122'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/1438036452720448122'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/10/blog-post_9120.html' title='การตรวจหาการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี หรือเอดส์'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-4325635428055814833</id><published>2009-10-19T14:43:00.007+07:00</published><updated>2010-03-09T11:25:32.733+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การรักษาโรคเอดส์'/><title type='text'>ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้ติดเชื้อเอชไอวี</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/StwZjBVoCaI/AAAAAAAAAhI/MboBD8n-l1I/s1600-h/article_9yZA7MNWed23444.jpg" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5394214543128267170" src="http://3.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/StwZjBVoCaI/AAAAAAAAAhI/MboBD8n-l1I/s320/article_9yZA7MNWed23444.jpg" style="cursor: pointer; float: left; height: 142px; margin: 0pt 10px 10px 0pt; width: 118px;" /&gt;&lt;/a&gt;                    โรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นโรคชนิดหนึ่งที่เกิดจากเส้นเลือดแดงหัวใจแข็ง ตีบ ตัน ขาดความอ่อนนิ่ม ยืดหยุ่น เส้นเลือดหัวใจเป็นตะคริวจนตีบหรือตัน ทำให้การไหลเวียนของเลือดติดขัด ทำให้หัวใจได้รับเลือดหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ จนทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="font-weight: bold;"&gt;อันตรายของโรคหลอดเลือดหัวใจ&lt;/div&gt;โรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นโรคชนิดหนึ่งที่เกิดจากเส้นเลือดแดงหัวใจแข็ง ตีบ ตัน ขาดความอ่อนนิ่ม ยืดหยุ่น เส้นเลือดหัวใจเป็นตะคริวจนตีบหรือตัน ทำให้การไหลเวียนของเลือดติดขัด ทำให้หัวใจได้รับเลือดหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ จนทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรุนแรงของโรคนี้เป็นภัยเงียบ ถ้าเป็นไม่มากหรือเส้นเลือดหัวใจตีบไม่ถึง 100% ร่างกายจะยังสามารถปรับตัวได้ ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแสดงใดๆในระดับการมีกิจกรรมปกติ แต่อาจมีอาการเหนื่อยให้เห็นบ้าง ถ้าต้องออกแรงมากขึ้น แต่เมื่อใดที่ผนังเส้นเลือดตีบตัน จนถึง 100% เลือดไม่สามารถส่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ ก็จะทำให้เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน (Heart Attack) จนทำให้เสียชีวิตกระทันหันได้ &lt;br /&gt;โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันเป็นสาเหตุการตายอันดับแรกๆ ของโลกและของประเทศไทย นอกจากนี้โรคหัวใจและหลอดเลือดยังเป็นเหตุทำให้มีความเสียหายทางเศรษฐกิจ เป็นอย่างมาก ทั้งค่ารักษาพยาบาลและการสูญเสียความสามารถในการทำงาน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรักษาโรคนี้ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดด้วยยา ต้องผ่าตัดโดยการตัดต่อเส้นเลือด (Coronary artery bypass graft) หรือ สวนหัวใจ (Cardiac Catheterization) เพื่อขยายเส้นเลือด เท่านั้น ซึ่งต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัยไปจนถึงการผ่าตัด ไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท &lt;br /&gt;&lt;div style="font-weight: bold;"&gt;&lt;br /&gt;ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ&lt;/div&gt;ปัจจัยที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ (Non-modifiable Risk Factors) &lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;อายุ (Age) ที่มากขึ้นทำให้ผนังหลอดเลือดขาดความยืดหยุ่น &lt;/li&gt;&lt;li&gt;เพศ (Gender), ผู้ชายจะมีอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าผู้หญิง[1] &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พันธุกรรมและมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div style="font-weight: bold;"&gt;ปัจจัยที่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ (Modifiable Risk Factors) &lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;การสูบบุหรี่ (Tobacco smoking) &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ภาวะต้านอินซูลินและเบาหวาน (Insulin resistance &amp;amp; Diabetes mellitus) &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ภาวะโคเลสเตอรอลในเลือดสูง &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ภาวะอ้วน โดยเฉพาะอ้วนลงพุง &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ภาวะความดันโลหิตสูง &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ไม่ออกกำลังกาย/วิถีชีวิตที่นั่งทำงานเป็นส่วนใหญ่ (Physical inactivity/Sedentary lifestyle) &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม กินอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ภาวะเครียด (Stress) &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ภาวะซึมเศร้า (Depression)&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;จะเห็นได้ว่า สาเหตุของความเสี่ยงเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนมาจากลักษณะของการดำรงชีวิตตลอดจน พฤติกรรมการบริโภคของคนในสังคมปัจจุบันที่ไม่สมดุล การมีวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น ไม่ค่อยได้ออกแรง ทุกๆวันใช้ชีวิตแบบรีบเร่ง กินอาหารจานด่วนที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ มีไขมันสูง ทำให้เกิดการสะสมไขมันในร่างกาย รับประทานผักและผลไม้น้อยลง หรือแม้จะรับประทานมากก็เต็มไปด้วยสารพิษ จึงทำให้ความเสี่ยงต่างๆข้างต้นมีมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;div style="font-weight: bold;"&gt;&lt;br /&gt;ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้ติดเชื้อเอชไอวี&lt;/div&gt;โรคติดเชื้อเอชไอวีแม้ขณะนี้จะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การพัฒนาสูตรยาต้านไวรัสแบบ 3 ตัว (High Active Antiretroviral Therapy: HAART) ก็สามารถทำให้ผู้ติดเชื้อมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไวรัสถูกกดในระดับที่ไม่ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส สามารถชะลอการดำเนินของโรคมากขึ้น มีวิถีชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไปที่ไม่ติดเชื้อ แต่ข้อจำกัดของผู้ติดเชื้อเอชไอวีคือการต้องกินยาต้านไวรัสไปตลอดชีวิต อย่างไรก็ตามการกินยาต้านไวรัสสูตร 3 ตัวโดยเฉพาะแบบที่มียากลุ่ม PI รวมอยู่ด้วย จะมีโอกาสเกิดภาวะผิดปกติของระบบเผาผลาญ (Metabolic syndrome) ได้แก่ ภาวะไขมันในเลือดสูง ภาวะต้านอินซูลิน ไขมันย้ายที่ อ้วนลงพุง มากขึ้น [2] และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงมากขึ้น ซึ่งความเสี่ยงจะสูงขึ้นตามระยะเวลาการได้รับยาต้านไวรัส&lt;br /&gt;ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ติดเชื้อเอชไอวีอาจสูง กว่าผู้ที่ไม่ติดเชื้อถึง 2 เท่า เนื่องจากผลแทรกซ้อนของยาต้านไวรัส ผนวกกับพฤติกรรมการกินส่วนตัวที่ไม่สมดุล เช่น ผู้ติดเชื้อบางคนที่กังวลว่าน้ำหนักจะลด หรือต้องการเพิ่มน้ำหนัก  ก็มักจะพยายามกินอาหารที่ให้พลังงานสูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกไขมันและข้าวแป้ง จึงทำให้เกิดภาวะไขมันสูงมากขึ้น และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์สามารถรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจให้หาย ขาดได้ แต่ก็ต้องย้ำว่าโรคนี้อันตรายน่ากลัวมาก อาจทำให้เสียชีวิตโดยไม่ได้สั่งเสียได้ อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลก็สูงมาก ดังนั้น...ดีที่สุดก็คือการ “ป้องกัน” ไว้ก่อน โดย “ลด-เลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ข้างต้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : &lt;a href="http://www.trcarc.org/home/article/view.php?id=25" rel="nofollow"&gt;http://www.trcarc.org/home/article/view.php?id=25&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-4325635428055814833?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/4325635428055814833/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/10/blog-post_7600.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/4325635428055814833'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/4325635428055814833'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/10/blog-post_7600.html' title='ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้ติดเชื้อเอชไอวี'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/StwZjBVoCaI/AAAAAAAAAhI/MboBD8n-l1I/s72-c/article_9yZA7MNWed23444.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-8630228734601039570</id><published>2009-10-19T11:02:00.003+07:00</published><updated>2010-03-09T11:20:00.700+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คลิปวิดีโอเอชไอวี/เอดส์'/><title type='text'>เอดส์ รู้เร็ว รักษาได้ โฆษณาจาก สปสช.</title><content type='html'>&lt;object width="320" height="266" class="BLOG_video_class" id="BLOG_video-153af04c700792e4" classid="clsid:D27CDB6E-AE6D-11cf-96B8-444553540000" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/get_player"&gt;&lt;param name="bgcolor" value="#FFFFFF"&gt;&lt;param name="allowfullscreen" value="true"&gt;&lt;param name="flashvars" value="flvurl=http://v21.nonxt2.googlevideo.com/videoplayback?id%3D153af04c700792e4%26itag%3D5%26app%3Dblogger%26ip%3D0.0.0.0%26ipbits%3D0%26expire%3D1333769249%26sparams%3Did,itag,ip,ipbits,expire%26signature%3D6D0BEB67773CCA4EC2662516E089D6A6B2E95F1A.5E867474A58AB769ADB17E5B6F98FCCE9E21583F%26key%3Dck1&amp;amp;iurl=http://video.google.com/ThumbnailServer2?app%3Dblogger%26contentid%3D153af04c700792e4%26offsetms%3D5000%26itag%3Dw160%26sigh%3DLpKlqMo3L7pYPXeLHqji8SiQ8mE&amp;amp;autoplay=0&amp;amp;ps=blogger"&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/get_player" type="application/x-shockwave-flash"width="320" height="266" bgcolor="#FFFFFF"flashvars="flvurl=http://v21.nonxt2.googlevideo.com/videoplayback?id%3D153af04c700792e4%26itag%3D5%26app%3Dblogger%26ip%3D0.0.0.0%26ipbits%3D0%26expire%3D1333769249%26sparams%3Did,itag,ip,ipbits,expire%26signature%3D6D0BEB67773CCA4EC2662516E089D6A6B2E95F1A.5E867474A58AB769ADB17E5B6F98FCCE9E21583F%26key%3Dck1&amp;iurl=http://video.google.com/ThumbnailServer2?app%3Dblogger%26contentid%3D153af04c700792e4%26offsetms%3D5000%26itag%3Dw160%26sigh%3DLpKlqMo3L7pYPXeLHqji8SiQ8mE&amp;autoplay=0&amp;ps=blogger"allowFullScreen="true" /&gt;&lt;/object&gt;  โฆษณาชื่อชัยชนะ เป็นโฆษณาเก่า แต่ดูแล้วได้กำลังใจดีครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-8630228734601039570?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/8630228734601039570/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/10/blog-post_19.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/8630228734601039570'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/8630228734601039570'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/10/blog-post_19.html' title='เอดส์ รู้เร็ว รักษาได้ โฆษณาจาก สปสช.'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-163962401458663309</id><published>2009-10-18T12:46:00.010+07:00</published><updated>2010-11-04T09:27:51.331+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คลิปวิดีโอเอชไอวี/เอดส์'/><title type='text'>รายการเปิดปม เอดส์รักษาได้</title><content type='html'>รายการเปิดปม เอดส์รักษาได้ ออกอากาศเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 ทางสถานี tpbs เวลา 20.30 น. ผู้ป่วยเอดส์และผู้ติดเชื้อเอชไอวี แตกต่างกันอย่างไร พบกับเพื่อนผู้ติดเชื้อ พี่สมหวัง ดีบูชา พี่ผู้ติดเชื้อที่เปิดเผยตัวเองในโปสเตอร์ เอดส์ รู้เร็ว..รักษาได้ ,กานต์ หรือ นังนู๋กานต์ สมาชิกบ้าน PHA, อภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีแห่งประเทศไทย ที่เข้ารับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสมากว่า 15 ปี และเป็นอีก 1 คนที่เปิดเผยตัวเองในโปสเตอร์ เอดส์ รู้เร็ว..รักษาได้ หลายเรื่องน่ารู้ สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ช่วงที่ 1&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;object height="344" width="425"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/5FzurOqCDWk?hl=en&amp;fs=1"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/5FzurOqCDWk?hl=en&amp;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ช่วงที่ 2&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;object height="344" width="425"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/5y2dY8NEy8w?hl=en&amp;fs=1"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/5y2dY8NEy8w?hl=en&amp;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ช่วงที่ 3&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;object height="344" width="425"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/y0NuPWJkSJo?hl=en&amp;fs=1"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/y0NuPWJkSJo?hl=en&amp;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ช่วงที่ 4&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;object height="344" width="425"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/TPmFKni9Lfo?hl=en&amp;fs=1"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/TPmFKni9Lfo?hl=en&amp;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ช่วงที่ 5&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;object height="344" width="425"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/pfKQKSsDQvw?hl=en&amp;fs=1"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/pfKQKSsDQvw?hl=en&amp;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ขออนุญาตทางรายการเปิดปม ไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ขอนำคลิปรายการตอนนี้เผยแพร่ เพื่อเป็นข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่สังคมและผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ได้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคเอดส์ และการติดเชื้อเอชไอวี เพราะตอนนี้ยังมีคนในสังคมอีกเป็นจำนวนมากที่ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ เพื่อนผมคนหนึ่งเสียชีวิตไปเพราะไม่ยอมเข้ารับการรักษา เพราะไม่เชื่้อว่า เอดส์..รักษาได้ ตัวผมเองกว่าจะรู้ว่าเค้าติดเชื้อ ก็จนเค้าป่วยหนัก หมอไม่สามารถรักษาเค้าได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;var gaJsHost = (("https:" == document.location.protocol) ? "https://ssl." : "http://www.");document.write(unescape("%3Cscript src='" + gaJsHost + "google-analytics.com/ga.js' type='text/javascript'%3E%3C/script%3E"));&lt;/script&gt; &lt;script type="text/javascript"&gt;try {var pageTracker = _gat._getTracker("UA-10295602-2");pageTracker._trackPageview();} catch(err) {}&lt;/script&gt;  &lt;br /&gt;&lt;div class="flockcredit" style="color: #cccccc; font-size: x-small; text-align: right;"&gt;Blogged with the &lt;a href="http://www.flock.com/blogged-with-flock" style="color: #999999; font-weight: bold;" target="_new" title="Flock Browser"&gt;Flock Browser&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-163962401458663309?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/163962401458663309/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/10/blog-post_18.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/163962401458663309'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/163962401458663309'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/10/blog-post_18.html' title='รายการเปิดปม เอดส์รักษาได้'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-2547014096529764451</id><published>2009-10-18T08:13:00.002+07:00</published><updated>2010-03-09T11:16:10.908+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การอยู่ร่วมอย่างผู้ติดเชื้อเอชไอวี'/><title type='text'>การเรียนรู้</title><content type='html'>หลังจากวนเวียนหาความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ในอินเตอร์เน็ตอยู่พักหนึ่ง&lt;br /&gt;ผมยอมรับว่า ความรู้ ความเข้าใจอย่างแท้จริง เกิดขึ้นเฉพาะส่วนที่ผมได้สัมผัสจริง จากภรรยาของผม&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนของผมเองที่เป็นประสบการณ์ตรง คือ เรื่องการตรวจวัดค่าซีดีโฟร์ และเปอร์เซ็นต์ซีดีโฟร์ รวมทั้งการดูแลสุขภาพตัวเองด้วยการออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด และลดการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งส่งผลให้ค่าซีดีโฟร์ของผมขึ้น จากเดิม ค่าซีดีโฟร์ 327 ขึ้นเป็น 493 ส่วนเปอร์เซ็นต์ซีดีโฟร์ขึ้นจาก 23.7 ขึ้นเป็น 26.2&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องค่าไวรัสโหลด ที่บอกว่าตอนนี้ในเลือดผมมีปริมาณเชื้อไวรัสอยู่จำนวนเท่าไร ผมก็ยังไม่รู้ เหตุผลก็เพราะ สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ยังไม่กินยาต้าน และใช้บัตรทองอย่างผมยังไม่มีสิทธิตรวจ โดยอธิบายให้ฟังว่า ใช้เพียงค่าซีดีโฟร์เป็นเกณฑ์ว่าควรรับยาต้านไวรัสหรือยัง ส่วนค่าไวรัสโหลดใช้ประกอบการพิจารณาหลังจากรับยาต้านไวรัสแล้วว่า ยาต้านไวรัสใช้ได้ผลหรือเปล่า เชื้อไวรัสเกิดการดื้อยาหรือเปล่า ฯลฯ ซึ่งผมก็เห็นด้วย เพราะการตรวจหาค่าไวรัสโหลดมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,500 - 2,000 บาท เงินจำนวนนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันที่ทราบผลซีดีโฟร์ เพิ่งจะรู้ว่า ชมรมผู้ติดเชื้อของโรงพยาบาลที่ผมรักษาอยู่ กำลังมีปัญหาหลายอย่าง เพื่อนผู้ติดเชื้อในจังหวัดเล็ก ๆ อย่างจังหวัดของผม ขาดความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร คลิปวิดีโอ เอดส์..รักษาได้ จากรายการบางอ้อ ที่ออกอากาศไปเมื่อเดือนเมษายน 2552 เพื่อน ๆ ผู้ติดเชื้อหลายคน ก็ยังไม่มีโอกาสได้ดู เพื่อสร้างกำลังใจและความหวังในการมีชีวิตอยู่ต่อไป&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอาจไม่มีเวลาเข้าไปทำงานให้กับชมรมของทางโรงพยาบาล แต่สิ่งที่ผมจะทำได้คือ การให้ข้อมูล ข่าวสาร เพิ่มเติม แก่เพื่อนผู้ติดเชื้อ ที่เข้าร่วมการรักษาในโรงพยาบาลเดียวกัน และอาจเผยแพร่สู่เพื่อนโรงพยาบาลอื่น ๆ ต่อไป  เมื่อวาน ผมเลยเสียเวลาจัดการแปลงไฟล์ให้สามารถเปิดชมในเครื่องเล่นวีซีดีทั่วไปได้ ทั้ง ๆ ที่ลึก ๆ ในใจแล้วผมรู้ว่า เพื่อนบางคนอาจไม่มีเครื่องเล่นวีซีดีดูด้วยซ้ำ แต่ผมว่าทางโรงพยาบาลคงมีวิธีการทำให้วีซีดีของผมมีประโยชน์ต่อเพื่อนผู้ติดเชื้อ..  ต่อไปคงหาเวลาเข้าชมรม เพื่อดูหนังสือ หรือเอกสารประกอบ ที่ทางชมรมมี แล้วค่อย ๆ เพิ่มข้อมูลที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ติดเชื้ออย่างเรา ให้กับเพื่อน ๆ ที่ร่วมรักษาที่โรงพยาบาล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอาจไม่เข้าไปบ่อย แต่อย่างน้อย ภรรยาผมต้องเข้าไปรับการตรวจ และรับยาทุกเดือน  คำพูดหนึ่งที่พี่นกพูดกับผม แล้วทำให้ผมรู้ถึงความโชคดีของตัวเอง  "..คนไข้ของพี่นก ไม่มีโอกาสเข้าถึงอินเตอร์เน็ต.."   &lt;br /&gt;&lt;div class="flockcredit" style="color: #cccccc; font-size: x-small; text-align: right;"&gt;Blogged with the &lt;a href="http://www.flock.com/blogged-with-flock" style="color: #999999; font-weight: bold;" target="_new" title="Flock Browser"&gt;Flock Browser&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-2547014096529764451?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/2547014096529764451/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/10/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/2547014096529764451'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/2547014096529764451'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/10/blog-post.html' title='การเรียนรู้'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-1452474662482998087</id><published>2009-09-29T12:26:00.004+07:00</published><updated>2010-03-09T11:41:23.411+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การอยู่ร่วมอย่างผู้ติดเชื้อเอชไอวี'/><title type='text'>ไว้อาลัย แด่สมาชิกบ้านฟ้า.. ใบไม้อ้างว้าง</title><content type='html'>&lt;div class="wlWriterEditableSmartContent" id="scid:8747F07C-CDE8-481f-B0DF-C6CFD074BF67:c0b679a9-821a-4f16-8a8f-807106e05b09" style="display: inline; float: none; margin: 0px; padding: 0px;"&gt;&lt;a href="http://lh3.ggpht.com/_t7YxK30CRaY/SsGadeNcJeI/AAAAAAAAAg8/O19TBvqJMLY/Image.png?imgmax=800" rel="thumbnail" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;" title="ใบไม้อ้างว้าง"&gt;&lt;img border="0" height="280" src="http://lh4.ggpht.com/_t7YxK30CRaY/SsGaeK1Cx7I/AAAAAAAAAhA/ZHAkWkh1uL8/Image.png?imgmax=800" width="335" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;ในตอนที่รู้ตัวว่า ติดเชื้อเอชไอวี ผมยอมรับว่า รู้สึกว่าชีวิตมืดไปทุกด้าน ถามตัวเองว่าจะอยู่ต่อไปอย่างไร อยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ ทำอย่างไรจึงจะมีชีวิตยืนยาวได้มากที่สุด ตอนนั้นยอมรับเลยว่า ไม่มีความรู้เกี่ยวกับเอชไอวี ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการรักษาพยาบาล ไม่มีความเข้าใจในความรู้สึกของผู้ติดเชื้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเสิร์ชหาความรู้เรื่อง โรคเอดส์ เอชไอวี จากกูเกิ้ล ได้รับข้อมูลเบื้องต้น เป็นความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคนี้ โรคเอดส์คืออะไร? โรคนี้ติดต่อได้ทางไหนบ้าง? โรคเอดส์แบ่งได้กี่ระยะ? ผู้ป่วยเอดส์มีวิธีการดูแลอย่างไร? ฯลฯ อะไรเหล่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เคยได้รับความรู้ว่า คนเป็นเอดส์สามารถอยู่ได้เป็น 20 – 30 ปี..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เข้าไปดูกระทู้ถามตอบ บางเว็บไซต์ ก็มีแต่คำถามประเภทว่า จะติดเอดส์มั้ย.. ซะเยอะ หรือบางเวบน่าสนใจ แต่พอตอนสมัครต้องกรอกชื่อจริง นามสกุลจริง.. ผมไม่อยากโกหก ก็เลยไม่ได้สมัครสมาชิก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมก็รู้จักบ้านฟ้า ก็เพราะเวบบอร์ดเหล่านั้น มีคนไปโพสต์ไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใบไม้อ้างว้าง.. เป็นสมาชิกในบ้านฟ้าคนหนึ่ง.. แต่พี่เค้าไม่ได้ติดเชื้อนะครับ พี่เค้าเข้ามาช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับโรคนี้ ให้กับผู้ติดเชื้อรายใหม่ ๆ ทราบด้วยความมีน้ำใจ ถ้าเป็นทางธรรมะก็จัดอยู่ในเมตตา กรุณา ในพรหมวิหาร 4&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เฮียไบไม้.. เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ (ขออนุญาตเรียกเฮียตามเพื่อน ๆ หลายคนในบ้าน) ขณะกำลังออกกำลังกายเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ตัวผมเองเคยอ่านการตอบกระทู้ของเฮียแล้ว ยอมรับว่ารู้สึกดี ๆ นะครับ และผมรู้สึกเสียดายที่ต้องเสียคนดี ๆ และมีเมตตาอย่างเฮียไป ผมในนามของสมาชิกบ้านฟ้าและผู้ติดเชื้อเอชไอวีคนหนึ่ง ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของเฮียด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคิดเห็นต่อเฮียใบไม้อ้างว้าง.. ของน้าเหนาะ ผู้อาวุโสแห่งบ้านฟ้า (ที่ชอบบอกว่าตัวเอง เด็กสุด)&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;จะเห็นว่าการตอบกระทู้ ของใบไม้ จะเป็นวิชาการล้วนๆ แล้วก็เป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ทั้งนั้น ไม่เคยเห็น ใบไม้ตอบแบบเล่นๆเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใบไม้จะพิมพ์ตอบกระทู้ แบบเว้นบรรทัดทุกกระทู้ เพื่อให้คนอ่าน อ่านได้ง่ายและเข้าใจง่ายขึ้น แสดงถึงการเอาใจใส่จริงๆในการตอบกระทู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ก็มีบางครั้ง ที่การตอบกระทู้ของใบไม้ไม่สมหวังดั่งที่ตั้งใจไว้ ใบไม้ก็จะโทษตัวเองตลอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอให้ความดีมีน้ำใจของใบไม้ที่มอบให้บ้านฟ้า จงเป็นผลให้ วิญญาณใบไม้อ้างว้าง จงไปสู่สรวงสวรรค์&lt;br /&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;ด้วยรักและอาลัย &lt;/blockquote&gt;จริง ๆ แล้ว ได้มีผู้ไว้อาลัยแด่เฮียใบไม้อีกหลายคนนะครับ แต่ผมคัดมาเพียงคนเดียว เพราะผมรู้สึกว่า ความคิดเห็นของน้าเหนาะ ตรงกับใจผมมากที่สุด..&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-1452474662482998087?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/1452474662482998087/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/09/blog-post_29.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/1452474662482998087'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/1452474662482998087'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/09/blog-post_29.html' title='ไว้อาลัย แด่สมาชิกบ้านฟ้า.. ใบไม้อ้างว้าง'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://lh4.ggpht.com/_t7YxK30CRaY/SsGaeK1Cx7I/AAAAAAAAAhA/ZHAkWkh1uL8/s72-c/Image.png?imgmax=800' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-673581058574840415</id><published>2009-09-22T16:40:00.003+07:00</published><updated>2010-03-09T11:17:34.091+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การอยู่ร่วมอย่างผู้ติดเชื้อเอชไอวี'/><title type='text'>คุณจะมีชีวิตอยู่กับเอชไอวีได้นานแค่ไหน?</title><content type='html'>การเล่าเรื่องผ่านบล็อก บางครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย มีเรื่องอยากจะเล่า แต่บางครั้งกว่าจะใช้เวลาเรียบเรียงความคิดได้.. ต้องใช้เวลาและสมาธิ เพราะบางครั้งในแต่ละวันมีเรื่องให้คิดมากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เข้าไปอ่านในบล็อกของต่างประเทศบล็อกหนึ่ง ถามคำถามเป็นภาษาอังกฤษซึ่งมีความหมายแปลเป็นไทยว่า “คุณจะมีชีวิตอยู่กับเอชไอวีได้นานแค่ไหน?” ซึ่งเขาใช้เป็นชื่อเรื่อง โดยเขาขึ้นต้นด้วยประโยคคำถามว่า “ผมจะมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหน?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาบอกว่ามันเป็นคำถามที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ มักจะถามร่วมกับคำถามอีกหลาย ๆ คำถาม เป็นคำถามที่แสดงถึงความหวาดกลัว สับสนใจ&lt;br /&gt;การที่จะบอกได้ว่า คุณจะมีชีวิตอยู่กับเอชไอวีได้นานแค่ไหน เขาบอกว่ามีอิทธิพลจากหลายอย่าง คุณติดเชื้อเอชไอวีอยู่ในประเทศพัฒนาแล้วย่อมสามารถมีชีวิตได้ยืนยาวกว่าอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาประเทศยากจนอย่างอาฟริกา หรืออเมริกาใต้ เขาเสริมต่อไปอีกว่า จริง ๆ แล้วไม่สำคัญว่าจะมีชีวิตเป็นผู้ติดเชื้ออยู่ในประเทศไหน สิ่งสำคัญคือ การดูแลสุขภาพให้ดี มีผลต่อการรักษาเอชไอวีอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่เขาพูดถึง และผมให้ความสำคัญคือ จากการศึกษาในปี 2005 ถ้าคุณติดเชื้อเอชไอวีในปี 2005 เมื่อคุณอายุ 35 ปี คุณจะมีชีวิตอยู่ได้ถึงอายุ 72 ปี ซึ่งน้อยกว่าอายุขัยเฉลี่ยของชาวอเมริกันเพียง 6 ปี และถ้าเป็นผู้หญิงก็มีอายุยืนกว่าผู้ชาย ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในความเป็นจริงจากการศึกษา ผู้ติดเชื้อเอชไอวีแต่ละคนมีพันธุกรรมที่แตกต่างกัน ป้จจัยความเสี่ยงต่อโรคของครอบครัวที่แตกต่างกัน ซึ่งนั่นอาจจะเป็นปัจจัยให้มีอายุยืนหรือมีอายุสั้นแตกต่างกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาสรุปในตอนท้ายซึ่งผมเห็นด้วยว่า ไม่ว่าคุณจะมีชีวิตอยู่อีก 50 ปี หรืออีกเพียง 5 ปี คุณอาจจะตายเพราะเชื้อเอชไอวี หรือคุณจะตายจากอุบัติเหตุการข้ามถนน อย่างไรทุกคนก็ต้องตาย สิ่งสำคัญคือคุณใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างไรต่างหากนั่นเป็นสิ่งสำคัญ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-673581058574840415?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/673581058574840415/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/09/blog-post_22.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/673581058574840415'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/673581058574840415'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/09/blog-post_22.html' title='คุณจะมีชีวิตอยู่กับเอชไอวีได้นานแค่ไหน?'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-2663462601562500298</id><published>2009-09-11T12:07:00.011+07:00</published><updated>2010-03-09T11:16:49.378+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การอยู่ร่วมอย่างผู้ติดเชื้อเอชไอวี'/><title type='text'>จริงหรือที่เขาว่า พิพิธภัณฑ์ชีวิต ที่วัดพระบาทน้ำพุ ช่วยป้องกันไม่ให้คนติดเชื้อเอชไอวีเพิ่ม?</title><content type='html'>วันนี้ขณะกำลังรับประทานอาหารเย็นอยู่กับภรรยา ข่าวทางโทรทัศน์นำเสนอข่าวผู้ติดเชื้อเอชไอวีร้องกรรมการสิทธิมนุษยชนเรื่องการนำร่างที่เสียชีวิตแล้วของผู้ป่วยที่เสียชีวิตแล้วไปจัดแสดงโชว์ในพิพิธภัณฑ์มนุษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://lh4.ggpht.com/_t7YxK30CRaY/Sqna7q4c-mI/AAAAAAAAAeg/SiG-xLO-3oE/s1600-h/IMG_2279%5B2%5D.jpg"&gt;&lt;img alt="IMG_2279" border="0" height="244" src="http://lh4.ggpht.com/_t7YxK30CRaY/Sqna8gUEukI/AAAAAAAAAek/tpLABO3xWH8/IMG_2279_thumb.jpg?imgmax=800" style="border-width: 0px; display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto;" title="IMG_2279" width="194" /&gt;&lt;/a&gt;   &lt;br /&gt;ภรรยาของผมนั่งนิ่งหูฟังข่าวจากรายการโทรทัศน์ ผมรู้ทันทีว่าเธอรู้สึกไม่ดี ผมนั่งรับประทานอาหารต่อไปเรื่อย ๆ พร้อมกับฟังข่าว รอจนข่าวจบภรรยาผมรับประทานอาหารต่อ ผมเลยถามว่า "กลัวเหรอ" เธอตอบว่า "หนูกลัวจะต้องตาย" พร้อมทั้งบอกต่อว่า ช่วงนี้เธอรู้สึกไม่ค่อยสบาย เวียนหัวบ่อย ๆ ผมบอกเธอว่ามันเป็นผลข้างเคียงของยา รับประทานยาต้านแล้ว เธอต้องดูแลตัวเองอย่างอื่นเพิ่มด้วย ยาต้านไวรัส ทำหน้าที่เพียงกดเชื้อไวรัสไม่ให้เพิ่มปริมาณ แต่หน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้เพิ่มขึ้นมาเป็นของผู้ป่วยอย่างเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกี่ยวกับเรื่องวัดพระบาทน้ำพุ และพิพิธภัณฑ์ชีวิต ผมเคยได้อ่านข่าวมาหลายเดือนแล้ว หลังจากทราบว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวีในช่วงแรก ๆ ผมยอมรับว่า ก่อนที่ผมจะรู้ตัวว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวี ผมศรัทธาในแง่ของการเสียสละดูแลผู้ป่วยของวัดพระบาทน้ำพุ แต่เมื่อผมรู้สิทธิที่ได้รับการรักษาพยาบาลทั้งยาต้านไวรัสและการรักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อฉวยโอกาส ผมก็แอบสงสัยในใจว่า ทำไมผู้ป่วยที่วัดพระบาทน้ำพุถึงมีสภาพอย่างที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ ไหนที่ค้นในอินเตอร์เน็ตบอกว่า "เอดส์รักษาได้" แล้วทำไมถึงยังมีข่าวผู้ป่วยที่วัดพระบาทน้ำพุเสียชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://lh6.ggpht.com/_t7YxK30CRaY/Sqna9Zpz3zI/AAAAAAAAAeo/S8NF2tDScak/s1600-h/FriJuly2009182148_aids%5B2%5D.jpg"&gt;&lt;img alt="" border="0" height="244" src="http://lh4.ggpht.com/_t7YxK30CRaY/Sqna-MP-BlI/AAAAAAAAAes/2B552TkuC38/FriJuly2009182148_aids_thumb.jpg?imgmax=800" style="border: 0px none; display: inline;" title="" width="184" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;/div&gt;วันหนึ่งในกระทู้ของบ้านฟ้า มีการพูดถึงเรื่องนี้ มีรายการทีวีนำเสนอภาพของพระบาทน้ำพุ จากกระทู้ของน้าเหนาะกระทู้นี้ครับ &lt;a href="http://pha.narak.com/topic.php?No=34973" target="_blank"&gt;รายการหลอกลวงโลก&lt;/a&gt; ทำให้ผมได้ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของ google ทำให้เห็นภาพอีกด้านหนึ่งของวัดพระบาทน้ำพุ แล้วก็มาตอกย้ำความเชื่อของผมอีกด้วยกระทู้นี้ &lt;a href="http://pha.narak.com/topic.php?No=35054" target="_blank"&gt;ผู้ป่วยเอดส์วัดพระบาทน้ำพุ มีหนทางพ้นทุกข์ 2 ทาง&lt;/a&gt; แล้วพอตอนประมาณ 3 ทุ่มเข้าเวบบ้านฟ้า ก็มาเจอกระทู้ที่ตั้งคำถามว่า &lt;a href="http://pha.narak.com/topic.php?No=39410" target="_blank"&gt;ในฐานะคนมีเชื้อ H เพื่อนๆมีข้อคิดเห็นยังงัยกันบ้าง&lt;/a&gt; ผมเลยอดแสดงความเห็นส่วนตัวไปไม่ได้ เพราะมันเหลืออด เมื่อนึกถึงสีหน้าอันหวาดกลัวของภรรยาผมตอนฟังข่าว&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;br /&gt;ในความเห็นของผมตอนนี้วัดพระบาทน้ำพุน่าจะเปลี่ยน วิธีการช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อได้แล้ว ในขณะที่การแพทย์เจริญก้าวหน้า ผู้ป่วยเอดส์และผู้ติดเชื้อเอชไอวีชาวไทย สามารถรับยาต้านไวรัส และรับการรักษาโรคจากการติดเชื้อโรคฉวยโอกาสได้ฟรีทุกคน ผู้ป่วยที่วัดพระบาทน้ำพุ เป็นเพียงผู้ป่วยที่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว เหมือนกับผมที่ก่อนจะรู้ตัวว่าติดเชื้อเอชไอวี ก็ไม่เข้าใจสิทธิของตัวเอง ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นเพราะสังคม รวมทั้งญาติพี่น้องไม่ยอมรับ ทำให้ต้องหันไปพึ่งวัดพระบาทน้ำพุ พวกเขาขาดความรู้ และไม่มีทางเลือก ผมไม่ทราบว่า ปัจจุบันภายในวัดมีวิธีการรักษายังไง แต่ที่เคยอ่านมา ยาต้านไวรัสถูกนำไปกองทิ้งไว้ให้หมดอายุ โดยไม่ให้ผู้ป่วยที่วัดได้กิน ฝรั่งที่เคยเข้าไปช่วยเหลือถูกไล่ออกจากวัด เพราะไม่เห็นด้วยกับวิธีปฏิบัติต่อผู้ป่วยของวัด เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีในวัดที่เคยได้รับยาต้านจนสภาพร่างกายดีขึ้น กลับถูกห้ามติดต่อกับโบสถ์หรือบ้านพักของฝรั่ง (จำไม่ได้) ดูเหมือนต้องการให้เด็กเหล่านั้นมีสภาพเหมือนผู้ป่วยเอดส์ต่อไป โดยไม่ได้รับการรักษา มีคำถามในใจตัวเองว่า ในช่วง 2 - 3 ปี มีผู้ป่วยจำนวนเท่าไหร่ที่สามารถรอดชีวิต สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติในสังคม ภาพประชาสัมพันธ์ของวัดล้วนแต่นำเสนอสภาพอันเลวร้ายของผู้ป่วยเอดส์ทั้งที่ ใกล้เสียชีวิตและเสียชีวิตไปแล้ว เพื่อแลกกับการบริจาคของประชาชนที่ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับความก้าวหน้าในการรักษาและสิทธิของผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี ในขณะที่หลายหน่วยงานพยายามสร้างภาพลักษณ์ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีใหม่ เพราะรู้ดีว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีสามารถมีชีวิตอยู่ได้นาน ตราบใดที่สามารถเข้าถึงยาต้านไวรัส กินอย่างสม่ำเสมอและตรงเวลา ดูแลสุขภาพตนเองให้ดี เพื่อให้สังคมยอมรับผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อเอชไอวี แต่วัดพระบามน้ำพุกลับพยายามนำเสนอภาพลักษณ์อันน่าหดหู่ของผู้ป่วยและผู้ เสียชีวิตจากโรคเอดส์ วัดพระบาทน้ำพุ น่าจะหาวิธีการช่วยเหลือให้ผู้ติดเชื้อสามารถกลับไปอยู่ในสังคมได้ นอกจากฟื้นฟูจิตใจผู้ป่วยด้วยหลักธรรมของศาสนาพุทธ ช่วยเหลือให้ผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ สร้างภาพลักษณ์ให้คนในสังคมยอมรับผู้ติดเชื้อ &lt;/blockquote&gt;ในขณะที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์จำนวนมาก ต้องการฟังข่าวดีถึงเรื่องวัคซีนและยารักษา ผู้ป่วยโรคนี้ต้องการกำลังใจ ต้องการการยอมรับจากสังคม ต้องการให้สังคมมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคนี้ พิพิธภัณฑ์ชีวิตสามารถป้องกันไม่ให้คนติดเชื้อเพิ่มได้จริงหรือ? มีประโยชน์ต่อสังคมหรือเป็นการนำร่างกายของผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์มาประจาน? ความกลัวอาจเกิดขึ้นได้ในขณะที่กำลังชม แต่เมื่อกลับไปใช้ชีวิตในสังคมอย่างปกติ ดูไม่รู้หรอกว่าคนที่ดูสวย ดูหล่อ มีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกาย และไปมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เพราะในความเป็นจริงผู้ติดเชื้อเอชไอวีเมื่อได้รับยาต้านและรับการรักษาจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาสจนหายเป็นปกติแล้ว ไม่มีสภาพเหมือนผู้ป่วยเอดส์ที่ทางวัดพระบาทน้ำพุ พยายามนำเสนอ ผมจึงขอย้อนถามว่า แล้วพิพิธภัณฑ์ชีวิตจะช่วยป้องกันไม่ให้คนติดเชื้อเพิ่มได้อย่างไร?&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-2663462601562500298?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/2663462601562500298/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/09/blog-post_11.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/2663462601562500298'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/2663462601562500298'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/09/blog-post_11.html' title='จริงหรือที่เขาว่า พิพิธภัณฑ์ชีวิต ที่วัดพระบาทน้ำพุ ช่วยป้องกันไม่ให้คนติดเชื้อเอชไอวีเพิ่ม?'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://lh4.ggpht.com/_t7YxK30CRaY/Sqna8gUEukI/AAAAAAAAAek/tpLABO3xWH8/s72-c/IMG_2279_thumb.jpg?imgmax=800' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-1404762941028347193</id><published>2009-09-09T16:28:00.002+07:00</published><updated>2010-03-09T11:10:23.000+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การรักษาโรคเอดส์'/><title type='text'>ทำไมผู้ติดเชื้อเอชไอวีต้องให้ความสำคัญกับซีดีโฟร์</title><content type='html'>เพื่อน ๆ คงจะรู้กันอยู่แล้วว่า เราควรจะรับยาต้านเมื่อค่าซีดีโฟร์เราต่ำกว่า 200 เพราะเมื่อซีดีโฟร์ต่ำกว่า 200 จะทำให้เชื้อโรคฉวยโอกาสเล่นงานผู้ติดเชื้อเอชไอวีอย่างพวกเราได้ ทั้งโรคเชื้อราขึ้นสมอง โรคปอดอักเสบพีซีพี ปุ่มพีพีอี ฯลฯ หรือแม้ค่าซีดีโฟร์เราจะสูงกว่า 200 แต่ต่ำกว่า 350 และมีอาการสัมพันธ์กับโรคเอดส์ เช่น น้ำหนักลด ท้องเสียเรื้อรังติดต่อกัน 2 อาทิตย์โดยไม่ทราบสาเหตุ มีปุ่มแพ้ยุง ก็เป็นเกณฑ์ที่แพทย์ใช้พิจารณาให้เรารับยาต้านไวรัสเอชไอวี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่าซีดีโฟร์ที่ใช้ เป็นค่าที่ได้จากการคำนวณ เมื่อเราตรวจซีดีโฟร์ เราจะตรวจหาเปอร์เซ็นต์ซีดีโฟร์ เปอร์เซ็นลิมโฟไซต์ (ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งจากหลาย ๆ ชนิดในเม็ดเลือดขาวในร่างกายเรา)รวมทั้งจำนวนเม็ดเลือดขาวทั้งหมดในเลือด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรามักจะได้รับการบอกเล่าว่า การที่ค่าซีดีโฟร์สูง หมายถึง การลดโอกาสติดเชื้อโรคฉวยโอกาส หรือโรคสัมพันธ์กับอาการเอดส์ ทำให้เราไม่มีอาการเหมือนคนป่วยโรคเอดส์ ที่มีค่าซีดีโฟร์ต่ำกว่า 200&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่บางครั้งผมเกิดความสงสัยว่า ทำไมบางคนที่มีค่าซีดีโฟร์สูงถึงเสียชีวิตได้ อย่างบางคนที่ผมรู้จัก เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวาย บางคนเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมว่า บางที.. บางคนอาจไม่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ แต่เสียชีวิตเพราะผลข้างเคียงของยา เพราะขาดการดูแลเอาใจใส่ตัวเองเท่าที่ควร จากการศึกษาและถามตัวเองของผม นอกจากการรับประทานยาต้านไวรัสแล้ว เราจำเป็นต้องอาศัยการแพทย์ทางเลือกอื่น เช่น การออกกำลังกาย การนั่งสมาธิ เพื่อเพิ่มระดับภูมิคุ้มกัน เพราะบางคนแม้ซีดีโฟร์จะสูง แต่ป่วยบ่อย ซึ่งเรื่องการแพทย์ทางเลือกใช้ควบคู่กับการทานยาต้านไวรัส อยู่ในบทความเรื่อง &lt;a href="http://hivliveplus.blogspot.com/2009/08/blog-post_6336.html" target="_blank"&gt;รู้จักยาต้านไวรัส&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมว่า นอกจากค่าซีดีโฟร์ที่เราต้องรู้เพื่อเมื่อถึงเวลาต้องรับยาต้าน เราจะได้รับ และถ้าซีดีโฟร์เราต่ำ เราก็ใช้มันเพื่อเตือนให้เรารับประทานยาป้องกันเชื้อโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ แต่เราจำเป็นต้องดูแลรักษาสุขภาพทั่วไปด้วย เพราะการที่เราเป็นโรคเอดส์ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่เจ็บป่วยจากโรคอื่น ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่มีโอกาสเสียชีวิตจากโรคอื่น ..โรคเอดส์เป็นเครื่องเตือนเราแล้วว่า เราเป็นสัตว์โลกย่อมหลีกหนีความเจ็บป่วยไปไม่พ้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-1404762941028347193?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/1404762941028347193/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/09/blog-post_09.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/1404762941028347193'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/1404762941028347193'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/09/blog-post_09.html' title='ทำไมผู้ติดเชื้อเอชไอวีต้องให้ความสำคัญกับซีดีโฟร์'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-5918808386950584899</id><published>2009-09-04T06:32:00.003+07:00</published><updated>2010-03-09T09:39:15.172+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คลิปวิดีโอเอชไอวี/เอดส์'/><title type='text'>เอดส์รักษาได้ จากรายการบางอ้อ  ตอนที่ 2</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S0nIeZWQABI/AAAAAAAAAlE/PQ7VdR9OxeA/s1600-h/bangor02%5B%28001943%2919-28-47%5D.JPG" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5425087650670313490" src="http://1.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S0nIeZWQABI/AAAAAAAAAlE/PQ7VdR9OxeA/s320/bangor02%5B%28001943%2919-28-47%5D.JPG" style="cursor: pointer; height: 214px; width: 320px;" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;/div&gt;&lt;div style="float: left; margin: 5px;"&gt;&lt;script&gt;zickr_url='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/08/2_31.html'&lt;/script&gt;  &lt;script language="javascript" src="http://api.zickr.com/button.js"&gt;&lt;/script&gt; &lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;object width="320" height="266" class="BLOG_video_class" id="BLOG_video-fcb69073337c2ed" classid="clsid:D27CDB6E-AE6D-11cf-96B8-444553540000" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/get_player"&gt;&lt;param name="bgcolor" value="#FFFFFF"&gt;&lt;param name="allowfullscreen" value="true"&gt;&lt;param name="flashvars" value="flvurl=http://v14.nonxt2.googlevideo.com/videoplayback?id%3D0fcb69073337c2ed%26itag%3D5%26app%3Dblogger%26ip%3D0.0.0.0%26ipbits%3D0%26expire%3D1333769249%26sparams%3Did,itag,ip,ipbits,expire%26signature%3D4D3351C94BF2BA338E568FD7EE00788CEA31E29D.844CDA2CAD54789419D8DEF691BB3C47C4BB2ADF%26key%3Dck1&amp;amp;iurl=http://video.google.com/ThumbnailServer2?app%3Dblogger%26contentid%3Dfcb69073337c2ed%26offsetms%3D5000%26itag%3Dw160%26sigh%3DSZpqksWac1dDeBioGKTr3A3QKqs&amp;amp;autoplay=0&amp;amp;ps=blogger"&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/get_player" type="application/x-shockwave-flash"width="320" height="266" bgcolor="#FFFFFF"flashvars="flvurl=http://v14.nonxt2.googlevideo.com/videoplayback?id%3D0fcb69073337c2ed%26itag%3D5%26app%3Dblogger%26ip%3D0.0.0.0%26ipbits%3D0%26expire%3D1333769249%26sparams%3Did,itag,ip,ipbits,expire%26signature%3D4D3351C94BF2BA338E568FD7EE00788CEA31E29D.844CDA2CAD54789419D8DEF691BB3C47C4BB2ADF%26key%3Dck1&amp;iurl=http://video.google.com/ThumbnailServer2?app%3Dblogger%26contentid%3Dfcb69073337c2ed%26offsetms%3D5000%26itag%3Dw160%26sigh%3DSZpqksWac1dDeBioGKTr3A3QKqs&amp;autoplay=0&amp;ps=blogger"allowFullScreen="true" /&gt;&lt;/object&gt; &lt;/div&gt;พี่ปาน.. ผู้ป่วยเอดส์ท่านหนึ่งในจังหวัดเชียงราย เธอสามารถใช้ชีวิตคู่กับสามี ที่ไม่ได้ติดเชื้อด้วยความเข้าใจ ทำให้เธอต่อสู้กับโรคร้ายได้อย่างมีกำลังใจ จนสามารถเอาชนะเชื้อเอดส์ ที่แอบแฝงเธอนานถึง 17 ปีได้ โดยไม่เคยพึ่งยาต้านไวรัส HIV แม้แต่ครั้งเดียว เป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นได้เพราะความรัก  จากรายการ บางอ้อ ตอน เอดส์รักษาได้ ช่วงที่ 2 ครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-5918808386950584899?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='enclosure' type='video/mp4' href='http://www.blogger.com/video-play.mp4?contentId=fcb69073337c2ed&amp;type=video%2Fmp4' length='0'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/5918808386950584899/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/08/2_31.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/5918808386950584899'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/5918808386950584899'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/08/2_31.html' title='เอดส์รักษาได้ จากรายการบางอ้อ  ตอนที่ 2'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S0nIeZWQABI/AAAAAAAAAlE/PQ7VdR9OxeA/s72-c/bangor02%5B%28001943%2919-28-47%5D.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-8481019586590062195</id><published>2009-09-03T08:58:00.000+07:00</published><updated>2010-03-09T12:22:50.668+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องของผม'/><title type='text'>เรื่องของผม ตอนที่ 3</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;2 เมษายน 2552&lt;/span&gt; &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;วันนัดตรวจซีดีโฟร์ครั้งแรก&lt;/span&gt;  ผมกับภรรยา ไปถึงโรงพยาบาลประมาณ 8.30 น. พบเพื่อนสมัยเรียน ม. ปลาย ที่เป็นเจ้าหน้าที่อยู่ห้องตรวจเลือด ก็บอกความจริงให้เพื่อนฟังว่า ผมติดเชื้อเอชไอวี มาเพื่อตรวจหาซีดีโฟร์ เพื่อนก็พูดให้กำลังใจว่า เดี๋ยวนี้โรคนี้อยู่ได้หลายปี บางทีอาจมียารักษาให้หายก่อนก็ได้  หลังจากตรวจซีดีโฟร์ ทั้งผมและภรรยา ได้ไปคุยกับพี่นกอีก พี่นกนัดฟังผลวันที่ 8 เมษายน แต่นัดให้ผมกับภรรยาไปใหม่วันที่ 20 เมษายน โดยให้ผมโทรไปถามผลซีดีโฟร์ก็ได้ โดยในขณะนั้นภรรยาผมมีอาการของผู้ป่วยเอดส์ ส่วนผมสุขภาพยังแข็งแรงปกติ พี่นกบอกว่า แม้สุขภาพภายนอกจะดูแข็งแรง แต่ถ้าซีดีโฟร์ต่ำกว่า 200 ผมก็ต้องทานยา ส่วนภรรยาของผมถ้าเป็นโรคแทรกซ้อนก็ต้องรักษาโรคแทรกซ้อนก่อนที่จะกินยา  ภรรยาผมถูกตรวจเลือด เอ็กซเรย์ปอด เพราะเธอมีอาการไอ เจ็บหน้าอก หอบ เหนื่อยง่าย หายใจไม่ค่อยออก  กลับจากโรงพยาบาล ผมก็เข้าอินเตอร์เน็ตหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคเอดส์ต่อ จากข้อมูลเบื้องต้นต่าง ๆ รวมทั้งการเข้าไปอ่านกระทู้ของพี่หนึ่ง พี่ลูซี่ พี่ว้อนท์ แห่งบ้านฟ้า ทำให้ผมมีกำลังใจที่จะอยู่ร่วมกับเจ้าเชื้อ เอชไอวี ต่อไป  ตอนนั้นผมยังไม่ได้ตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกบ้านฟ้า แต่ก็สนใจเข้าไปอ่านกระทู้หลาย ๆ กระทู้  ความรู้สึกในวันนั้นสบายใจขึ้นบ้าง แต่ยังรังเกียจตัวเอง กลัวคนอื่นรู้ว่าติดเชื้อ..  แม่ พ่อตา แม่ยาย รวมทั้งพี่สาว น้องสาวของภรรยาผม รู้ว่า เราทั้งคู่ติดเชื้อเอชไอวี  &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;8 เมษายน 2552&lt;/span&gt; &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;วันฟังผลซีดีโฟร์&lt;/span&gt;  ประมาณ 9 นาฬิกา ผมโทรไปถามผลตรวจซีดีโฟร์ ทั้งของผมและภรรยา ซีดีโฟร์ของผม 327 เปอร์เซ็นต์ซีดีโฟร์ 23 ส่วนของภรรยา ซีดีโฟ 23 เปอร์เซ็นต์ซีดีโฟร์ 2.3 ของผมยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องรับยาต้าน ส่วนของภรรยาผมถือว่าต่ำมาก ต้องรับยาต้าน แต่ต้องไปตรวจร่างกายให้ละเอียดก่อน ว่ามีโรคแทรกซ้อนอะไรหรือเปล่า ถ้ามีต้องรักษาโรคแทรกซ้อนก่อน ตรวจดูร่างกายเมื่อพร้อมแล้วจึงค่อยรับยาต้าน อาการภรรยาเหมือนเดิม ซึ่งจากผลการตรวจภายหลังทำให้ทราบว่าอาการที่เธอเป็นคืออาการปอดอักเสบจากการติดเชื้อ  ภรรยาผมรอไปตรวจอีกครั้งวันที่ 20 เมษายน แต่ผมไม่จำเป็นต้องไป  ถามความรู้สึกของผมในวันนั้น ผมยังฝังใจกับคำว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวีอยู่.. ยังไม่หายสนิทไปจากจิตใจ เพราะคิดว่าต้องสูญเสียสิ่งต่าง ๆ มากมายไปกับคำว่าติดเชื้อเอชไอวี แล้ววันหลังผมจะมาเล่าให้ฟังว่า อะไรที่ทำให้ผมปรับความคิดใหม่ได้ นอกเหนือไปจากกระทู้ให้กำลังใจจากสมาชิกบ้านฟ้า&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-8481019586590062195?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/8481019586590062195/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/08/3_28.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/8481019586590062195'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/8481019586590062195'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/08/3_28.html' title='เรื่องของผม ตอนที่ 3'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-7014560053841040571</id><published>2009-09-02T13:44:00.006+07:00</published><updated>2010-03-09T09:34:20.820+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การอยู่ร่วมอย่างผู้ติดเชื้อเอชไอวี'/><title type='text'>เฮ้อ.. ใครว่า เอดส์รักษาได้</title><content type='html'>ผลจากการตั้งสโลแกนบล็อกว่า "เอดส์รักษาได้ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี เป็นเพียงผู้ป่วยเรื้อรัง ที่ยังไม่มียารักษาให้หาย" ผมก็เลยสงสัยว่าถ้าไปค้นหาข้อมูลในกูเกิ้ลแล้ว ใช้คีย์เวิร์ดว่า "เอดส์รักษาได้" จะได้ผลออกมาเป็นอย่างไร ยังดีนะครับที่อันดับ 1 และ 2 จากการค้นหาเป็นข้อมูลจากเวบบ้านฟ้าของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://pha.narak.com/topic.php?No=14441"&gt;http://pha.narak.com/topic.php?No=14441&lt;/a&gt; เป็นกระทู้ของ KEN_โสดสำหรับ+ ซึ่งเป็นข้อมูลจากมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เหมือนกับเนื้อหาในบล็อกของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://pha.narak.com/topic.php?No=19138"&gt;http://pha.narak.com/topic.php?No=19138&lt;/a&gt; และอันนี้เป็นของพี่หนึ่ง เป็นข้อมูลจากเครือข่ายผู้ติดเชื้อแห่งประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้ง 2 อันนี้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ค้นหา หลังจากนั้นก็เริ่มเละ ละครับ มีการโฆษณาขายยา ตัวเดียวกับที่เคยเข้ามาโฆษณาในเวบบ้านฟ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน yahoo! ประเทศไทย รู้รอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20080827032643AArXz8t"&gt;http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20080827032643AArXz8t&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้แต่คำตอบที่ดีที่สุด เมื่อ 1 ปี มีความเข้าใจระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถแยกคำว่า "เอดส์" ออกจาก "เอชไอวี" เลยตอบคำถามได้แค่เกือบถูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนคำตอบสุดท้าย "Yod the GP" ผมว่าน่าจะเป็นคนที่อยู่ในวงการแพทย์ จึงกล้าฟันธงได้ขนาดนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;ขอยืนยันว่าทางการแพทย์แผนปัจจุบัน "ไม่สามารถรักษาได้"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สามารถ "บรรเทาอาการแทรกซ้อน" และ "เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดี" ได้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากมีข้อมูลหรือเวปไซด์ที่อ้างว่าหมอท่านใดสามารถรักษาได้ "หายขาด" ขอความกรุณาแจ้งแพทยสภา เมื่อพบด้วยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนถ้าเป็นการรักษาตาม "ความเชื่อ" หรือ "การรักษาแนวใหม่/ แนวผสมผสาน ฯลฯ" นั้น ไม่ขอออกความเห็นครับ เนื่องจากไม่มีความรู้ทางด้านนี้ และยังไม่มีการรักษาแนวใด ๆ เหล่านี้มาสร้างงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ ตามหลักเหตุและผลให้เห็นครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามความเห็นของผมคิดว่า...ควรระวังว่า การกล่าวอ้างถึงความสำเร็จของการรักษาคนก่อน ๆ หรือว่าคำพูดของนักวิชาการ ไม่ได้แปลว่ารักษาได้จริง เพราะมีทั้งความบังเอิญ และความลำเอียง ปะปนอยู่ในข้อมูลด้วยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และความคิดว่าติดเชื้อแล้วไม่มีอะไรจะเสียนั้นก็ไม่ถูกครับ ขอให้เลือกใช้เวลาที่เหลืออย่างฉลาดครับ&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;ผมว่า ถ้าบุคลากรในวงการแพทย์ ยังคิดแบบนี้ โดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลใหม่ ๆ อย่างเช่น ความแตกต่างระหว่างคำว่า "เป็นเอดส์" กับ "ติดเชื้อเอชไอวี" การที่จะรณรงค์ให้คนทั่วไปเชื่อว่า "เอดส์รักษาได้" คงจะทำได้ยาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เปิดอ่านผลการค้นหาไปเรื่อย ๆ จนไปเจอคำตอบที่ผมชอบมากที่สุด (เปิดมาถึงหน้าที่ 7 ในการค้นหา) มาจาก url นี้ครับ &lt;a href="http://www.thaiseoboard.com/index.php?topic=34876.0"&gt;http://www.thaiseoboard.com/index.php?topic=34876.0&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กับคำตอบในกระทู้ดังนี้ครับ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;คืออย่างนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่ที่มีผู้ป่วยเอดส์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;AIDS เป็นโรคหนึ่งที่มีการวิจัยเร็วที่สุดในโลกครับ ตั้งแต่ 26 ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอยากจะเปลี่ยนแนวคิดใหม่ทั้งหมดครับ ที่ว่าเอดส์รักษาไม่ได้  ซึ่งนั่นเป็นความคิดตั้งแต่ 10-20 ปีที่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้า คุณเป็นโรคหัวใจ คุณอาจรู้สึกเฉยๆ    ถ้าคุณเป็นโรคไตวาย คุณก็อาจจะรู้สึกเฉยๆ   แต่ถ้าคุณเป็นเอดส์ คุณจะรู้สึกสิ้นหวังทันที แต่ผมจะบอกให้ครับว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอดส์เป็นโรคเรื้อรัง  เช่นเดียวกันกับ  เบาหวาน  ความดันโลหิตสูง  โรคไตวาย  ซึ่งรักษาไม่หายเหมือนกัน  แต่การรักษาช่วยเปลี่ยนคุณภาพชีวิต และลดภาวะแทรกซ้อนครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจะบอกให้ครับว่า ถ้าเอาคนที่ติดเชื้อ HIV กับคนที่เป็นโรคหัวใจ มาเปรียบเทียบกัน   คนเป็นโรคหัวใจตายเร็วกว่านะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเอาคนที่ติดเชื้อ HIV กับคนที่เป็นโรคไตวาย  มาเปรียบเทียบกัน    คนเป็นโรคไตวายตายเร็วกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุก วันนี้เรารู้วิธีลดโอกาสติดต่อระหว่างแม่สู่ลูก  ลงมาต่ำมากเหลือ ร้อยละ 0.5 เท่านั้น  ปัจจุบัน มารดาที่ติดเชื้อก็ไม่ได้หมายความว่าลูกจำเป็นต้องติดเชื้อนะครับ  และร้อยละ 0.5 คือกลุ่มที่ขาดยา  นั่นหมายความว่า โอกาสที่ลูกจะติดเชื้อจากมารดาแทบไม่มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้มียาที่จะช่วยลดจำนวนเชื้อและกดจำนวนเชื้อไว้ในระดับต่ำมาก   ได้ตราบนานเท่านานที่คุณยังคงกินยาอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นเดียวกับ&lt;br /&gt;โรคหัวใจ ถ้าคุณขาดยา คุณก็ตาย&lt;br /&gt;โรคความดันโลหิตสูง   ถ้าคุณขาดยา  คุณก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัมพฤกษ์&lt;br /&gt;โรคเบาหวาน  ถ้าคุณขาดยา คุณก็เสี่ยงต่อการเกิดโรคไตวาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบัน ยาที่ใช้ต้านไวรัสไม่มีการวิจัยใดๆ ที่บอกว่ากดจำนวนเชื้อได้นานที่สุดกี่ปี เพราะยาบางตัวเพิ่งถูกคิดค้นมาไม่ถึง 10 ปีเลยครับ  ดังนั้นจึงเป็นข่าวดีครับที่อย่างน้อยจากองค์ความรู้ที่มี   คุณสามารถกดจำนวนเชื้อได้ตราบนานเท่านานครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นความคิดที่ว่า โรคเอดส์รักษาไม่หาย เป็นเอดส์แล้วต้องตาย  จึงเป็นความคิดเมื่อ 20-25 ปีก่อน  ปัจจุบัน การติดเชื้อ HIVเทียบเคียงกับโรคเรื้อรังอื่นๆครับ&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;เปรียบเทียบจนเห็นภาพได้ชัดเจนเลยว่า การติดเชื้อ HIV ไม่ได้น่ากลัวอย่างสมัยก่อน (.. แต่ถ้าไม่ติดได้ก็ดี หุ หุ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่านจบแล้ว คุณ.. ว่า เอดส์รักษาได้หรือเปล่าละครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="float: left; margin: 5px;"&gt;&lt;script&gt;zickr_url='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/09/blog-post.html'&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;&lt;script language="javascript" src="http://api.zickr.com/button.js"&gt;&lt;/script&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-7014560053841040571?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/7014560053841040571/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/09/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/7014560053841040571'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/7014560053841040571'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/09/blog-post.html' title='เฮ้อ.. ใครว่า เอดส์รักษาได้'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-3564523155788469598</id><published>2009-09-01T16:39:00.008+07:00</published><updated>2010-03-09T09:20:59.258+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คลิปวิดีโอเอชไอวี/เอดส์'/><title type='text'>เอดส์.. รักษาได้ จากรายการบางอ้อ ตอนที่ 3</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S0nRRd81UnI/AAAAAAAAAlM/3RDxYWSmfHY/s1600-h/bangor03%5B%28003970%2920-05-56%5D.JPG" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5425097324172235378" src="http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S0nRRd81UnI/AAAAAAAAAlM/3RDxYWSmfHY/s320/bangor03%5B%28003970%2920-05-56%5D.JPG" style="cursor: pointer; height: 214px; width: 320px;" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;object width="320" height="266" class="BLOG_video_class" id="BLOG_video-a495242886cee9c2" classid="clsid:D27CDB6E-AE6D-11cf-96B8-444553540000" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/get_player"&gt;&lt;param name="bgcolor" value="#FFFFFF"&gt;&lt;param name="allowfullscreen" value="true"&gt;&lt;param name="flashvars" value="flvurl=http://v3.nonxt7.googlevideo.com/videoplayback?id%3Da495242886cee9c2%26itag%3D5%26app%3Dblogger%26ip%3D0.0.0.0%26ipbits%3D0%26expire%3D1333769249%26sparams%3Did,itag,ip,ipbits,expire%26signature%3D7441BB04EB2B59A4117B1B7396EC1077E726BEA3.6FCCA648A4C65E96C4F3A438830753D576AE9AA%26key%3Dck1&amp;amp;iurl=http://video.google.com/ThumbnailServer2?app%3Dblogger%26contentid%3Da495242886cee9c2%26offsetms%3D5000%26itag%3Dw160%26sigh%3DCHhtGZTD59bWdfsa6gQnZLTOI3o&amp;amp;autoplay=0&amp;amp;ps=blogger"&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/get_player" type="application/x-shockwave-flash"width="320" height="266" bgcolor="#FFFFFF"flashvars="flvurl=http://v3.nonxt7.googlevideo.com/videoplayback?id%3Da495242886cee9c2%26itag%3D5%26app%3Dblogger%26ip%3D0.0.0.0%26ipbits%3D0%26expire%3D1333769249%26sparams%3Did,itag,ip,ipbits,expire%26signature%3D7441BB04EB2B59A4117B1B7396EC1077E726BEA3.6FCCA648A4C65E96C4F3A438830753D576AE9AA%26key%3Dck1&amp;iurl=http://video.google.com/ThumbnailServer2?app%3Dblogger%26contentid%3Da495242886cee9c2%26offsetms%3D5000%26itag%3Dw160%26sigh%3DCHhtGZTD59bWdfsa6gQnZLTOI3o&amp;autoplay=0&amp;ps=blogger"allowFullScreen="true" /&gt;&lt;/object&gt; &lt;/div&gt;&lt;div style="float: left; margin: 5px;"&gt;&lt;script&gt;zickr_url='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/09/3.html'&lt;/script&gt; &lt;script language="javascript" src="http://api.zickr.com/button.js"&gt;&lt;/script&gt; &lt;/div&gt;แม้ปัจจุบัน ผู้ป่วยเอดส์จะสามารถเข้าถึงยาต้านไวรัสเอชไอวีได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทำให้ผู้ป่วยเอดส์ในปัจจุบันมีอายุยืนยาวกว่าผู้ป่วยเอดส์ในอดีตมาก แต่ความเชื่อแบบเดิมที่ว่า เอดส์เป็นแล้วต้องตาย ยังคงอยู่ในสังคมไทย ..เอดส์รักษาได้จริงหรือไม่ แล้วคนเป็นเอดส์จะอยู่ในสังคมได้อย่างไร ติดตามชม บางอ้อ ช่วงนี้ครับ  จบชุดนี้แล้ว ยังมีเอดส์รักษาได้ ในรายการเปิดปม ที่เพิ่งออกอากาศไปเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา ติดตามชมต่อได้นะครับ  ดูไว้เพื่อเป็นกำลังใจ และเตือนตัวเองให้มีการวางแผนชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-3564523155788469598?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='enclosure' type='video/mp4' href='http://www.blogger.com/video-play.mp4?contentId=a495242886cee9c2&amp;type=video%2Fmp4' length='0'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/3564523155788469598/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/09/3.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/3564523155788469598'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/3564523155788469598'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/09/3.html' title='เอดส์.. รักษาได้ จากรายการบางอ้อ ตอนที่ 3'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S0nRRd81UnI/AAAAAAAAAlM/3RDxYWSmfHY/s72-c/bangor03%5B%28003970%2920-05-56%5D.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-1905711390822414652</id><published>2009-08-31T17:02:00.010+07:00</published><updated>2010-03-09T09:19:42.009+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คลิปวิดีโอเอชไอวี/เอดส์'/><title type='text'>เอดส์รักษาได้.. จากรายการบางอ้อ ตอนที่ 1</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;object width="320" height="266" class="BLOG_video_class" id="BLOG_video-67978b21f0b88bab" classid="clsid:D27CDB6E-AE6D-11cf-96B8-444553540000" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/get_player"&gt;&lt;param name="bgcolor" value="#FFFFFF"&gt;&lt;param name="allowfullscreen" value="true"&gt;&lt;param name="flashvars" value="flvurl=http://v12.nonxt4.googlevideo.com/videoplayback?id%3D67978b21f0b88bab%26itag%3D5%26app%3Dblogger%26ip%3D0.0.0.0%26ipbits%3D0%26expire%3D1333769249%26sparams%3Did,itag,ip,ipbits,expire%26signature%3D18CAD1D9B37E8093A18DD441B2DBB7E0F8E75449.7C70DDC85BD1CEE0DE99A7D2640E88FCFC7EE809%26key%3Dck1&amp;amp;iurl=http://video.google.com/ThumbnailServer2?app%3Dblogger%26contentid%3D67978b21f0b88bab%26offsetms%3D5000%26itag%3Dw160%26sigh%3D0YdQ0cb0tR7H3nGZA46LQNGrlO4&amp;amp;autoplay=0&amp;amp;ps=blogger"&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/get_player" type="application/x-shockwave-flash"width="320" height="266" bgcolor="#FFFFFF"flashvars="flvurl=http://v12.nonxt4.googlevideo.com/videoplayback?id%3D67978b21f0b88bab%26itag%3D5%26app%3Dblogger%26ip%3D0.0.0.0%26ipbits%3D0%26expire%3D1333769249%26sparams%3Did,itag,ip,ipbits,expire%26signature%3D18CAD1D9B37E8093A18DD441B2DBB7E0F8E75449.7C70DDC85BD1CEE0DE99A7D2640E88FCFC7EE809%26key%3Dck1&amp;iurl=http://video.google.com/ThumbnailServer2?app%3Dblogger%26contentid%3D67978b21f0b88bab%26offsetms%3D5000%26itag%3Dw160%26sigh%3D0YdQ0cb0tR7H3nGZA46LQNGrlO4&amp;autoplay=0&amp;ps=blogger"allowFullScreen="true" /&gt;&lt;/object&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="float: left; margin: 5px;"&gt;&lt;script&gt;zickr_url='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/08/1.html'&lt;/script&gt; &lt;script language="javascript" src="http://api.zickr.com/button.js"&gt;&lt;/script&gt; &lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S0nBcgFiEpI/AAAAAAAAAk8/XFPRbTbKiE0/s1600-h/bangor01%5B%28006810%2918-57-05%5D.JPG" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5425079921538110098" src="http://4.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S0nBcgFiEpI/AAAAAAAAAk8/XFPRbTbKiE0/s320/bangor01%5B%28006810%2918-57-05%5D.JPG" style="cursor: pointer; height: 214px; width: 320px;" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;/div&gt;ชีวิตของผู้ป่วยเอชไอวี อย่างพี่สั้น กับพี่สันต์ สองสามีภรรยา ที่ติดเชื้อเอชไอวี และต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต พบกับชีวิตพวกพี่ทั้งสองได้ใน รายการบางอ้อ ตอน เอดส์รักษาได้ ช่วงที่ 1 ครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-1905711390822414652?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='enclosure' type='video/mp4' href='http://www.blogger.com/video-play.mp4?contentId=67978b21f0b88bab&amp;type=video%2Fmp4' length='0'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/1905711390822414652/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/08/1.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/1905711390822414652'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/1905711390822414652'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/08/1.html' title='เอดส์รักษาได้.. จากรายการบางอ้อ ตอนที่ 1'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/S0nBcgFiEpI/AAAAAAAAAk8/XFPRbTbKiE0/s72-c/bangor01%5B%28006810%2918-57-05%5D.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-429083386830740626</id><published>2009-08-30T11:12:00.003+07:00</published><updated>2010-03-09T09:17:02.334+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การอยู่ร่วมอย่างผู้ติดเชื้อเอชไอวี'/><title type='text'>สู้เอดส์ด้วยภูมิปัญญาตะวันออก</title><content type='html'>ยาต้านไวรัสดูเหมือน จะเป็นคำตอบเดียวของการประชุมเอดส์ครั้งนี้ เพราะเป็นรูปธรรมในการรักษามากที่สุดของผู้ติดเชื้อเอดส์ทั่วโลก แต่ปัญหาที่ตามมาคือมีผู้ป่วยเอดส์อีกจำนวนไม่น้อย ที่ไม่สามารถรับยาต้านไวรัสได้ในสูตรยาที่มีอยู่ บางคนรับยาต้านไวรัสได้แต่คุณภาพชีวิตแย่ เพราะสภาพทางสังคม ภาวะแวดล้อม ที่มีผลต่อความเครียดนำไปสู่การบั่นทอนชีวิตให้สั้นลง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงเป็นคำถามที่ว่า “จะอยู่อย่างไรในการกินยาต้านไวรัสให้พอดี หรือ จะอยู่ได้อย่างไรถ้าไม่มียาต้านไวรัส” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;สะพานสีขาวช่วยผู้ติดเชื้อ&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;รศ. ดร.อาภรณ์ เชื้อประไพศิลป์ ที่ปรึกษาศูนย์การดูแลสุขภาพ แห่งโครงการ “สะพานสีขาว ” ว่า เป็นโครงการที่ช่วยให้คำแนะผู้ติดเชื้อเอชไอวีให้มีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข และสามารถแบ่งปันความสุขไปอยู่กับคนรอบข้าง รวมถึงแนวทางในการดำรงชีวิตให้ห่างโรคฉวยโอกาส ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของผู้ติดเชื้อเอดส์ทุกคน เพราะถ้าเมื่อใดที่จิตฟุ้งซ่าน คิดมาก ท้อถอย ร่างกายจะอ่อนล้า สุขภาพจะโทรมทรุด แต่เมื่อใดที่จิตประสานกายได้ชีวีจะเป็นสุขห่างโรคภัย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“การให้ยาป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาส และยาต้านไวรัสเอดส์ ไม่สามารถช่วยให้ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์บรรเทาความทุกข์ทรมานได้ แต่การเยียวยาด้วยธรรมชาติน่าจะเป็นวิธีที่ช่วยพวกเขาบรรเทาทุกข์ได้” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเยียวยาด้วยธรรมชาติในความหมายของอาจารย์อาภรณ์คือ ใช้ภูมิปัญญาตะวันออกแบบองค์รวมที่มีมาแต่โบราณ ทั้งการใช้ธรรมะ ฝึกจิตสมาธิ ใช้พลังบำบัด มวยจีน โยคะ ผสมผสานกับแพทย์แผนปัจจุบัน อยู่กับธรรมชาติ รับประทานอาหารสมุนไพรที่มีอยู่อย่างดาษดื่น นั่นคือยาวิเศษที่สามารถบำบัดได้ทุกโรค &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;สมุนไพรต้านเชื้อเอดส์ชะงัด&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;สำหรับสูตรเด็ดสูตรในการช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์ที่โดนรุมเร้าจากโรคติดเชื้อฉวย โอกาส ตามตำราของอาจารย์อาภรณ์ก็คือ สมุนไพรพื้นบ้านที่เห็นดาดดื่นตามท้องร่องท้องนาหรือสวนหลังบ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยกตัวอย่างเช่น สูตรที่ที่ช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันที่ประกอบไปด้วย กระเทียม มะเขือพวง มะนาว ส้มโอ กระชาย สูตรช่วยในการขับลมที่ประกอบไปด้วยบวบ สะตอ มะขามป้อม ตะลิงปิง ใบมะกรูด หรือเวลารู้สึกอ่อนเพลียก็สามารถนำมะนาวผสมน้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนโต๊ะ เกลือนิดหน่อย กับน้ำอุ่นอีก 1 แก้ว แต่ถ้าเกิดปัญหาท้องผูก ก็ใช้ลั่นทม 5 ดอก ต้มในน้ำ 2 แก้วเคี่ยวให้เหลือเพียง 1 แก้ว รับประทานก่อนนอนจะลดอาการท้องผูกได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ทั้งนี้อาจารย์อาภรณ์ ย้ำว่า ของแสลงก็ไม่ควรมองข้าม ผู้ติดเชื้อต้องหลีกห่างจากอาหารทะเล ปลาไหล ปลาเค็มทุกชนิด ของหมักดอง เนื้อวัว เพราะอาจจะเกิดอาการแพ้จนเป็นผื่นคัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการวิจัยของคณะพยาบาล ศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ ซึ่งใช้เวลาเก็บข้อมูล 2 ปี พบว่า โรคติดเชื้อฉวยโอกาส ได้แก่ โรคผื่นคันตามตัว เจ็บคอ ฝ้าในปาก เริมที่อวัยวะเพศ หูดหงอนไก่ ฯลฯ เมื่อเข้ามาพัฒนาจิต อาการเหล่านี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ รวมถึงโรคฉวยโอกาสที่ถือว่าร้ายแรงคือ วัณโรค ต่อมน้ำเหลือง หลังพัฒนาจิตก็มีอาการดีขึ้นเป็นลำดับด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“มีผู้ติดเชื้ออยู่คน หนึ่งที่ จ.นราธิวาส แต่ก่อนสังคมไม่ยอมรับ แต่เดี๋ยวนี้เขากลายเป็นที่พึ่งของทุกคน เวลามีงานบุญงานวัดอะไร คนก็จะเรียกหา เพราะเขาเป็นคนดีและพร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา โครงการสะพานสีขาว จึงเป็นตัวแทนแห่งความเมตตาและเป็นเสมือนผู้ชี้ทางสว่างเพื่อให้เกิดปัญญานำ ไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ชีวิตเปลี่ยนด้วยภูมิปัญญาตะวันออก&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;อร (นามสมมุติ) ผู้ติดเชื้อจากจ.นราธิวาส ก็เป็นผู้หนึ่งที่นั่งสมาธิมากว่า 1 ปี พบเห็นสิ่งแปลกใหม่ที่เกิดกับชีวิต ทั้งที่ก่อนหน้าจะได้รับยาต้านไวรัสเมื่อ 2 ปี ก่อน CD4 ลดต่ำลงเหลือเพียง 5 เท่านั้น และไม่มีใครคาดคิดว่าจะรอด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทว่า เมื่ออรหันเข้าหาธรรมะบำบัดจิตใจควบคู่กับการได้รับยาต้านไวรัสมาตลอดจน กระทั่งปัจจุบัน CD4 เพิ่มสูงกว่า 300 แล้ว ซึ่งนอกจากจะดีกับตัวเองเธอยังแบ่งปันไปให้ผู้ติดเชื้อคนอื่นๆ ด้วย โดยทุกวันพุธเธอจะให้ความรู้และคำแนะนำดี ๆ กับเพื่อนๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อรแนะวิธี ธรรมะบำบัดที่ใช้ได้ผลมาแล้วกับเพื่อนๆ ในเครือข่ายที่สังกัดอยู่ ซึ่งผลที่ออกมาทุกคนที่เข้าโครงการจะมีสุขภาพจิตดีทั้งหมด เมื่อจิตใจดีร่างกายก็ดีไปด้วย"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ ในการประชุมเอดส์โลกที่กำลังเป็นไปอย่างเข้มข้น อาจารย์อาภรณ์ได้จัดบูธสาธิตการฝึกสมาธิ และมีเจ้าหน้าที่จากโครงการฯ รวมทั้งอรมาช่วยสอนวิชาชีพ ทำดอกไม้จากเกล็ดปลา และดอกไม้จากยางพารา ถือเป็นการฝึกสมาธิได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุมโดยเฉพาะชาวต่างชาติ ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนภูมิปัญญากันวันละหลายคน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฮวน วอลเธอร์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิพสาห์ ดูแลผู้ติดเชื้อของเนเธอร์แลนด์ เพ่งมองอย่างสนอกสนใจระหว่างอาจารย์อาภรณ์สอนการทำสมาธิให้กับผู้ติดเชื้อ และผู้สนใจทั่วไป จนอดใจไม่ไหวต้องลองสัมผัสด้วยตัวเอง ซึ่งภายหลังจากที่ได้ทดลองนั่งสมาธิประมาณ 10 นาที ฮวนถึงกับออกปากว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ไม่เคยสัมผัสศาสตร์ด้านนี้มาก่อน รู้สึกดีมากๆ ปลอดโปร่งและนิ่งทุกอย่างสงบ เชื่อว่าถ้าได้ทำติดต่อกันจะดีต่อจิตใจและร่างกายมาก ผมจะนำปรากฎการณ์แปลกใหม่ครั้งนี้ไปเผยแพร่ให้กับคนในครอบครัว ชุมชน และกลุ่มผู้ติดเชื้อ ผมประทับใจมาก มันเป็นสิ่งที่หาไม่ได้เลยในสังคมตะวันตก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : &lt;a href="http://pha.narak.com/topic.php?No=00988"&gt;http://pha.narak.com/topic.php?No=00988&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจจะเป็นบทความเก่า แต่เห็นว่ามีประโยชน์ต่อเพื่อน ๆ เลยนำมาฝาก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-429083386830740626?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/429083386830740626/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/08/blog-post_2565.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/429083386830740626'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/429083386830740626'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/08/blog-post_2565.html' title='สู้เอดส์ด้วยภูมิปัญญาตะวันออก'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-8600324708954178348</id><published>2009-08-30T10:59:00.001+07:00</published><updated>2010-03-09T09:13:50.388+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารและอาหารเสริมสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี'/><title type='text'>การรับประทานอาหารเสริม สำหรับผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์</title><content type='html'>การเสริมอาหารเช่นวิตามินและแร่ธาตุต่างๆนั้นมีประโยชน์อย่างมากทั้งผู้ที่ ได้รับเชื้อ HIV และผู้ป่วยโรคAIDS มีการทดลองที่พบว่า ในผู้ได้รับเชื้อเพศชายที่ได้รับวิตามินและเกลือแร่เสริมนั้น มีอาการแสดงโรคเอดส์ช้ากว่าผู้ที่ไม่ได้รับวิตามินและเกลือแร่เสริม แต่ในการทดลองในผุ้ที่ได้รับเชื้อหญิงชาวแทนซาเนียที่กำลังตั้งครรภ์และ กำลังให้นมบุตร ไม่พบว่ามีผลใดๆต่ออัตราการติดเชื้อจากแม่ไปสู่ลูก ทั้งระหว่างอยู่ในครรภ์ และ ขณะคลอดหรือจากการให้น้ำนม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาวะการขาด ซีลีเนียมนั้นเป็นตัวแปรหนึ่งที่พบว่าเกี่ยวข้องกับอัตราการตายของผู้ติด เชื้อเป็นอย่างมาก พบว่าผู้ที่ได้รับซีลีเนียมเสริมนั้นจะเป็นโรคติดเชื้อน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ รับซีลีเนียมเสริม นอกจากนี้ ซีลีเนียมยังช่วยทำให้ระบบการทำงานของหัวใจและลำไส้ดีขึ้น และช่วยกระตุ้นความอยากอาหารด้วย ปริมาณที่ควรได้รับคือ 400 ไมโครกรัมต่อวัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาวะการขาดซีลีเนียมนั้นมักพบในผู้ติดเชื้อ HIVที่มีภาวะหัวใจทำงานผิดปกติร่วมด้วยมากกว่าผู้ติดเชื้อที่มีร่างกายทำงาน ปกติ ซึ่งถ้าได้รับซีลีเนียมเสริมจะช่วยให้หัวใจทำงานดีขึ้นได้ เคยมีรายงานในระดับต้นรายงานว่า ผู้ติดเชื้อ HIV ที่พบว่ามีภาวะหัวใจทำงานบกพร่องและขาดซีลีเนียม ซึ่งได้รับการให้ ซีลีเนียมเพิ่มเป็น800 ไมโครกรัมต่อวันติดกันครึ่งเดือนแล้วตามด้วยวันละ400ไมโครกรัมต่อกันอีกแปด วันจะมีอาการของโรคหัวใจดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การทานซีลีเนียมเกิน200ไมโครกรัมต่อวันจะต้องมีการให้แพทย์ติดตามการใช้ยา ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;amino acid, N-acetyl cysteine (NAC), ได้มีการศึกษาพบว่าสามารถยับยั้งการแบ่งตัวของ HIVในหลอดทดลองได้ และมีการทดลองแบบ ดับเบิลไบลนด์ไทรอัลในมนุษย์แล้วพบว่า ผู้ติดเชื้อที่ได้รับ NACวันละ แปดร้อยมิลลิกรัมต่อวันนั้นจะแสดงให้เห็นว่ามีการเสื่อมลงของระบบภูมิคุ้ม กันช้ากว่าผู้ไม่ได้รับ NAC แล้วนอกจากนี้ NAC ยังช่วยส่งเสริมในการสร้างกลูตาไทโอนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งเชื่อ กันว่าจะช่วยปกป้องร่างกายของผู้ติดเชื้อHIVและผู้ป่วยเอดส์ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ ให้ กลูตามีน อาร์จีนีน และ ไฮดรอกซีเมทิลบิวทีเรตซึ่งเป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโนร่วมกันนั้นพบว่า สามารถป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อของผู้ติดเชื้อได้ ได้มีการทดลองแบบดับเบิลไบลนด์พบว่า ในผู้ป่วยสองกลุ่มที่มีภาวะเดียวกัน กลุ่มนึงได้รับอาหารเสริมกับสารอาหารหลอก อีกกลุ่มหนึ่งได้รับอาหารเสริมกับสารผสม HMB 1.5 g ,l-argenine 7 g และ l-glutamin 7 g พบว่าในกลุ่มแรกนั้นมีน้ำหนักตัวเพิ่มมา 0.37ปอนด์ แต่ว่ามีมวลกล้ามเนื้อลดลง( แสดงว่าที่เพิ่มมาส่วนมากเป็นไขมัน) ส่วนในกลุ่มที่สองที่ได้รับ HMB 1.5 g ,l-argenine 7 g และ l-glutamin 7 g มีน้ำหนักตัวเพิ่มเฉลี่ย 3 ปอนด์และ เป็นน้ำหนักของกล้ามเนื้อ ถึง ประมาณ 2.55 ปอนด์ ( ราวๆ แปดสิบห้าเปอร์เซนต์) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้มีการศึกษา ถึงการให้ยีสต์ที่ไม่ก่อให้เกิดโรคชื่อ Saccharomyces boulardii ( รู้จักทั่วไปในชื่อ บริวเออร์ยีสต์) ปริมาณ 1 กรัมวันละสามครั้ง พบว่าสามารถช่วยหยุดอาการท้องเสียในผู้ติดเชื้อ HIV ได้ แต่พบว่า ในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันเสื่อมลงอย่างมากแล้ว อาจทำให้เกิดการติดเชื้อจากยีสต์ในกระแสเลือดได้ ดังนั้นผู้ติดเชื้อที่จะทานยีสต์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน ผู้ติดเชื้อที่มีระดับ dehydroepiandrosterone sulfate (DHEAS) ในเลือดต่ำมักจะมีอาการไม่ค่อยดี ซึ่งเราพบว่า dehydroepiandrosterone sulfate (DHEAS) ในปริมาณสูงนั้นจะช่วยลดความอ่อนเพลียและช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ทั้งในผู้ ติดเชื้อเพศชายและเพศหญิง มีการทดลองในผู้ป่วยที่มีภาวะอารมณ์ไม่ดีและอ่อนเพลียโดยให้ dehydroepiandrosterone sulfate (DHEAS) วันละ สองร้อยถึงห้าร้อยมิลลิกรัมต่อวัน เจ็ดสิบสองเปอร์เซ็นต์พบว่า มีอารมณ์ที่ดีขึ้นมาก และแปดสิบเอ็ดเปอร์เซนต์ รู้สึกว่ามีพลังงานมากขึ้น แข็งแรงมากขึ้น แต่ไม่พบว่า DHEAS มีผลใดต่อระดับ CD4 และระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในเลือด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การขาดวิตามินA เป็นอาการที่พบมากในผู้ติดเชื้อ HIV ซึ่งการที่มีระดับวิตามินเอต่ำนั้นจะทำให้มีโอกาสเป็นโรคร้ายแรงต่างๆเพิ่ม ขึ้น ทั้งยังเพิ่มอัตราการเสี่ยงของการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกด้วย แต่อย่างไรก็ดี มีรายงานหนึ่งที่พบว่าผู้ติดเชื้อที่ได้รับวิตามินเอ 5000 IU ร่วมกับbetacarotene 50000 IUต่อวันในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสที่สาม(อายุครรภ์สิบสามสัปดาห์) มีอัตราที่ลูกจะติดเชื้อผ่านทางมารดาไม่ต่างกันกับผู้ติดเชื้อที่ไม่ได้ทาน วิตามินเอเสริม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีงานวิจัยบางรายงานพบว่า การทานวิตามินเอเสริมนั้นจะช่วยลดการดำเนินไปของโรคได้ ในการทดลองหนึ่งในเด็กที่ติดเชื้อHIV โดยให้ทาน วิตามินเอสองแสนIU เป็นเวลาสองวันแล้วให้ Influenza vaccineตาม พบว่ามีอัตราไวรัลโหลดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็มีงานวิจัยที่ทดลองให้ทานเฉพาะวิตามินเอขนาดสูง( สามแสนIU) วันละครั้ง พบว่าไม่ได้ช่วยเพิ่มผลของระบบภูมิคุมกันในหญิงที่เข้าร่วมการวิจัยนี้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เบตา แคโรทีนนั้นก็เป็นอีกสารหนึ่งซึ่งพบว่ามีระดับต่ำลงในผู้ติดเชื้อ HIV แม้กระทั่งในผู้ที่ยังไม่มีอาการใดๆ งานวิจัยเกี่ยวกับเบตาแคโรทีนนั้นมีผลออกมาค่อนข้างขัดแย้งกันมีงานวิจัย อยู่สองงานซึ่งศึกษาว่าการให้เตาแคโรทีนวันละสามแสนIUมีผลต่อระดับ CD4หรือไม่ ซึ่งกลุ่มนึงพบว่าช่วยให้ระดับCD4สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่อีกกลุ่มนึงพบว่าไม่มีผลใดๆต่อระบบภูมิคุ้มกันเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในผู้ติดเชื้อที่ขาดวิตามีนBนั้น พบว่าการให้ vitamin B complexเสริมนั้นจะช่วยทำให้ผู้ติดเชื้อมีอายุยืนขึ้น วิตามิน บีหนึ่ง(ไทอามีน) เป็นวิตามินที่ขาดกันประมาณหนึ่งในสี่ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด ซึ่งจะทำให้การทำงานของระบบประสามผิดปกติไป ส่วนวิตามินบีหกซึ่งพบการขาดมากกว่าหนึ่งในสามของผู้ติดเชื้อทั้งหมดนั้นจะ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมลง ในผู้ติดเชื้อที่ได้รับวิตามินบีหกสูงกว่าระดับมาตรฐานมากกว่าสองเท่า( ระดับมาตรฐานเพศชาย=2 mg/day ในหญิง= 1.6 mg/day) พบว่าจะมีอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระดับของโฟลิกแอซิด และวิตามินบีสิบสองก็พบว่ามีระดับต่ำลงในผู้ติดเชื้อHIVทั่วไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Vitamin C นั้นพบว่า สามารถยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อ HIVได้ในการศึกษาในหลอดทดลอง การได้รับวิตามินซีขนาดสูงนั้นอาจจะช่วยทำให้ผู้ติดเชื้อเป็นโรคเอดส์ช้าลง ซึ่งมีหมอหลายคนได้ให้วิตามินซีขนาดสูงกับผู้ป่วยเอดส์ซึ่งพบว่าวิตามินซี ขนาดสูงนั้นช่วยต้านการติดเชื้อแทรกซ้อนได้เป็นอย่างดี รวมถึงมีการใช้วิตามินซีแบบแผ่นแปะในการรักษาโรคเริมและ Kaposi’s sarcomaในผู้ป่วยเอดส์ด้วย ซึ่งขนาดวิตามินซีที่ใช้นั้นจะต่างกันไป อยู่จั้งแต่ 40-185 กรัมต่อวัน ซึ่งการได้รับวิตามินซีสูงขนาดนี้จะต้องได้รับการเฝ้าระวังจากแพทย์ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จาก การศึกษาในหลอดทดลองพบว่า วิตามินE มีผลในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยาต้านไวรัส AZT โดยช่วยลดความเป็นพิษของยานี้ลง และมีการทดลองในสัตว์พบว่าการได้รับ สังกะสี และ NAC ช่วยลดความเป็นพิษของAZTได้เช่นกัน แต่ยังไม่มีการศึกษาในมนุษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Coenzyme Q10 ก็เป็นอีกสารหนึ่งที่พบว่ามีระดับต่ำลงในผู้ติดเชื้อHIV มีการทดลองเล็กๆชิ้นหนึ่งพบว่า แปดสิบสาม%ของผู้ป่วยที่ได้รับ coQ10 200mg ต่อวันนั้นไม่มีการติดเชื้อแทรกซ้อนมากกว่าเจ็ดเดือนขึ้นไป และมีสามรายที่มีระดับเม็ดเลือดขาวสูงขึ้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-8600324708954178348?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/8600324708954178348/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/08/blog-post_30.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/8600324708954178348'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/8600324708954178348'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/08/blog-post_30.html' title='การรับประทานอาหารเสริม สำหรับผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-5925644155448336353</id><published>2009-08-29T15:27:00.002+07:00</published><updated>2010-03-09T09:07:55.083+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรียนรู้เรื่องภูมิคุ้มกัน'/><title type='text'>ความเครียดบั่นทอนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;Immune System&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; หรือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายนั้น นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ มีหน้าที่ในการปกป้องคนเราจากเชื้อโรคต่าง ๆ ไม่ให้บรรดาเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียต่าง ๆ เข้ามาทำร้ายร่างกาย และทำให้เรามีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ Immune System ไม่อาจต่อสู้ได้ นั่นก็คือความเครียด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการศึกษาของนักวิจัยในสหรัฐอเมริกา ล่าสุดพบว่า &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ความเครียดทำให้การทำงานของ Immune System อ่อนแอลง ซึ่งจะเป็นเหตุให้ไวรัสไข้หวัด และเชื้อโรคอื่น ๆ เข้าไปเล่นงานร่างกายของเราได้&lt;/span&gt;  เพราะจากผลการศึกษาเห็นได้ว่า &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีความเครียดมาก ๆ จะเป็นการเพิ่ม ความเสี่ยง ต่อการพัฒนาเป็นโรค AIDS ได้ง่ายขึ้น&lt;/span&gt; นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า ผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ที่มีความเครียด จะมีโอกาสหายจากโรคร้ายนี้น้อยกว่าผู้ที่มีสุขภาพจิตที่ดีถึง 6 เท่า  Janice Kiecolt-Glaser นักจิตวิทยาแห่ง Ohio State University ระบุว่า สภาพแวดล้อมรอบตัวนั้น มีความสำคัญต่อการมีสุขภาพที่สมบูรณ์ สิ่งที่คนเราควรจะต้องคำนึงถึงคือการรักษาสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัยร่างกาย เพื่อให้สามารถต่อสู้กับความเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุในวัย 60-70 ปีนั้น ยิ่งต้องระมัดระวังในเรื่องของความเครียดให้มาก ส่วนผู้ที่ยังไม่เข้าสู่วัยสูงอายุนั้น ความเครียดมักจะนำไปสู่โรคหวัด หรือไข้หวัดใหญ่ แต่ถ้าหากมีการใช้ชิวิตที่ปราศจากความเครียดใน ความเจ็บป่วยดังกล่าวก็จะลดลง  Kiecolt-Glaser กล่าวต่อไปว่า เมื่อเรามีความเครียด จะเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นเล็กน้อย กับการทำงานของ Immune ซึ่งบางคนอาจจะเกิดความเจ็บป่วยได้จากความเปลี่ยนแปลง ในการทำงานของระบบดังกล่าว และจะไปทำให้ร่างกายปล่อง Hormone ที่เรียกว่า ACTH ออกมา และ ACTH นั้น จะเป็นกระตุ้นต่อม Adrenal ให้ขับ Hormone อีกชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Cortisol ซึ่งจะไปเกาะติดอยู่กับเซลซึ่งเป็นตัวต่อสู้เชื้อโรค ในระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ซึ่งเมื่อเซลดังกล่าว มี Cortisol มาเกาะติดอยู่มาก ๆ เข้า ก็จะทำให้เซลนั้น ทำหน้าที่ของตนเองได้ไม่เต็มที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม นักจัตวิทยากล่าวว่า ความเครียดบางอย่าง ก็ไม่นับว่าไปบั่นทอนระบบภูมิคุ้มกัน อย่างเช่น ความเครียดจากรถติด โดยนักวิจัยอธิบายว่า นักเดินทางที่ประสบปัญหาดังกล่าว จะรู้อยู่แล้วว่า ความหงุดหงิดในปัญหาที่ประสบอยู่นั้น สักพักจะหายไป &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;แต่ ความเครียดในระยะยาว เช่นผู้ที่ประสบปัญหาหย่าร้าง หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง เป็นกลุ่มที่จะเพิ่มความเสี่ยง ต่อการเป็นโรคร้ายต่าง ๆ หรือมีการเจ็บป่วยที่มากขึ้นกว่าเดิม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : &lt;a class="postlink" href="http://www.thaiclinic.com/thaiclinicnews/news_stress_immune.html" rel="nofollow"&gt;http://www.thaiclinic.com/thaiclinicnew ... mmune.html&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-5925644155448336353?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/5925644155448336353/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/08/blog-post_29.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/5925644155448336353'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/5925644155448336353'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/08/blog-post_29.html' title='ความเครียดบั่นทอนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-7510525900199041632</id><published>2009-08-29T13:48:00.002+07:00</published><updated>2010-03-09T09:00:35.636+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องของผม'/><title type='text'>เรื่องของผม ตอนที่ 4</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;15 เมษายน 2552&lt;/span&gt; &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;วันที่ผมสมัครเป็นสมาชิกบ้านฟ้า&lt;/span&gt;  หลังจากก่อนหน้านี้ประมาณ 2 วัน ผมสมัครไม่สำเร็๋จ ไม่ทราบเป็นเพราะอะไร.. รวมทั้งช่วงสงกรานต์ยุ่งกับการขายของ ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาเข้าบ้านฟ้า ทำได้แต่เข้าไปอ่านกระทู้ที่สมาชิกท่านอื่นโพสต์ไว้  ในช่วงนั้นผมเข้าไปอ่านประวัติของเพื่อนหลาย ๆ คน อย่างของ นายลูกชิ้น สุดหล่อPHA น้าเหนาะ ฯลฯ เรื่องราวชีวิตของพวกเราชาวเอช ต่างที่มา พื้นเพ ภูมิหลังต่างกัน แต่เข้ามาอยู่บ้านหลังนี้เพราะเจ้าเอชไอวี อย่างเรื่องของนายลูกชิ้นที่พลาดเพราะความไว้ใจกับผู้หญิงที่เป็นคู่หมั้น สุดหล่อPHA กับเข็มฉีดยาเพียงครั้งเดียว น้าเหนาะติดจากคู่ชีวิตที่เสียชีวิตไปแล้ว (เรื่องของน้าเหนาะเศร้าครับ..)  สำหรับผมแล้ว.. บ้านฟ้าไม่เหมือนกับเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ผมเข้า ผมรู้สึกเป็นเหมือนบ้านอีกหลังหนึ่งของผมในอินเตอร์เน็ต อาจเป็นเพราะผมรู้สึกถึงความรักและความทุ่มเทที่แม่ธิดามีต่อพี่หนึ่ง แม่ที่มีลูกชายติดเชื้อเอชไอวี เหมือนกับแม่ของผมที่รู้ว่า ลูกชายติดเชื้อ แต่แม่ก็ยังเป็นแม่ รักและไม่ได้รังเกียจผมและภรรยา.. คนในครอบครัวที่ผมเลือกบอกว่า ผมติดเชื้อเอชไอวี มีเพียงแม่ของผมเพียงคนเดียว นอกนั้นผมไม่เคยบอกใคร  รูปด้านบนของบอร์ด จะเป็นรูปของแม่ธิดากับพี่หนึ่ง ที่เหมือนบอกกับเรากลาย ๆ ว่า บอร์ดแห่งนี้เกิดจากสายใยรักและความผูกพันของแม่ลูกคู่นี้ ที่ต่อสู้เพื่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีมายาวนาน ทั้งในเรื่องสิทธิ การให้ความรู้ การให้คำปรึกษา ฯลฯ ...เป็นกำลังใจและที่เรียนรู้เรื่องเอชไอวีสำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่  แม้ว่าผมจะไม่ได้ไปมีตติ้งเหมือนกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในบ้านฟ้า ไม่ค่อยเข้าไปตั้งหรือตอบกระทู้บ่อยนัก แต่เมื่อมีเวลาว่าง (เกือบทุกวัน) ผมจะเข้าไปอ่านกระทู้ของเพื่อน ๆ ตลอด ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง (แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยตอบ) กระทู้บางกระทู้มีสาระ ข้อมูลสถานการณ์ใหม่ๆ  ข่าวเกี่ยวกับโรคเอดส์ วัคซีน ยาต้าน ฯลฯ หลาย ๆ บทความในบล็อกนี้ก็ได้ข้อมูลมาจากบ้านฟ้า กระทู้บางกระทู้ก็นำเรื่องขำขัน รูป คลิปตลก ๆ มาเล่ามาเผยแพร่ บางกระทู้ก็เป็นเรื่องตลกระหว่างสมาชิกด้วยกันเอง ผมรู้สึกอบอุ่นกับบ้านฟ้ามากครับ ลืมขอบคุณพี่ป้อมเจ้าของเวบน่ารัก.คอม ด้วยครับ ที่ช่วยให้บอร์ดบ้านฟ้ายังคงอยู่  ถ้าถามว่า ผมสมัครสมาชิกบ้านฟ้าเพราะอะไร? สำหรับผมแล้ว ตอนนั้นภรรยาของผมยังไม่ได้รับยาต้าน เธอมีอาการที่เรียกว่า มีแต่ทรงกับทรุด ตอนนั้นนอกจากภรรยาผมจะมีอาการของปอดติดเขื้อ จนไม่มีแรงทำอะไรแล้ว เธอยังมองอะไรไม่ค่อยเห็น ทำให้ผมกลัวว่าเธอจะติดเชื้อ CMV ผมต้องการเข้าไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  แต่กลายเป็นว่า แม้ว่าภรรยาผมในตอนนี้ (29 สิงหาคม 2552) จะดูปกติดีแล้ว แต่ผมก็ยังคงแวะเวียนเข้าเยี่ยมบ้านฟ้าเป็นประจำ เป็นขาประจำของเจ้าของกระทู้ สุดหล่อPHA, น้าเหนาะ, ขุนหลวงเบลเยี่ยม, 1ปีศาจศิลป์, พี่ลูซี่, พี่หนึ่ง, แม่ธิดา, นิว เอง จ้า  เพื่อเป็นการระลึกถึงวันสมัครสมาชิกบ้านฟ้าของผม และแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจ เรื่องของผมในตอนนี้ ขออุทิศให้กับบ้านฟ้า pha.narak.com วันสำคัญอีกวันหนึ่งในชีวิตของผม&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9062123311246863351-7510525900199041632?l=hivliveplus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hivliveplus.blogspot.com/feeds/7510525900199041632/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/08/4.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/7510525900199041632'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/9062123311246863351/posts/default/7510525900199041632'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hivliveplus.blogspot.com/2009/08/4.html' title='เรื่องของผม ตอนที่ 4'/><author><name>eaknarak</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_t7YxK30CRaY/SrowVm8TNZI/AAAAAAAAAgE/qYIPzowcMPI/S220/Joomla.png'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-9062123311246863351.post-4942776224370209305</id><published>2009-08-28T10:46:00.002+07:00</published><updated>2010-03-09T08:58:10.433+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การรักษาโรคเอดส์'/><title type='text'>รู้จักยาต้านไวรัส</title><content type='html'>นับตั้งแต่เริ่มพบโรคเอดส์ เมื่อประมาณ 20 ปี ที่แล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการพัฒนายาต้านไวรัสมาโดยลำดับ นับตั้งแต่เริ่มพบยาตัวแรก คือ AZT เมื่อปี ค.ศ. 1987 จนถึงปัจจุบัน&lt;b&gt;มียาต้านไวรัสเอดส์ที่ได้รับการรับรองจาก องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วถึง 3 กลุ่ม รวม 15 ตัว&lt;/b&gt; รวมถึงการพัฒนาเทคนิคการใช้ยาจากเดิมที่เคยใช้ยาเพียงตัวเดียว ในการยับยั้งไวรัส HIV ซึ่งสามารถควบคุมเชื้อได้เพียงระยะสั้น ๆ เนื่องจากเกิดการดื้อยาจากการกลายพันธุ์ (mutation) ในยีนส์ของไวรัส &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมามีการพัฒนาโดยการใช้ยาร่วมกัน 2 ชนิด พบว่าสามารถยับยั้ง HIV ได้นานขึ้น แต่ก็ได้ผลเพียงระยะหนึ่ง หลังจากนั้นก็เกิดการดื้อยา การรักษาจึงไม่ได้ผลเช่นเดียวกับการใช้ยาตัวเดียว &lt;b&gt;จนในระยะ 5-6 ปีที่ผ่านมา มีการพบยากลุ่ม protease inhibitors (PIs) มาร่วมในสูตรการรักษาเรียกว่า highly active antiretroviral therapy (HAART) โดยการใช้ยาหลายตัวร่วมกันแทนการใช้ยาเพียงตัวเดียว สามารถควบคุมไวรัสได้อย่างสิ้นเชิง &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยาต้านไวรัส ดังกล่าวจำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม รวม 15 ตัว ซึ่งตัวยาทั้ง 3 กลุ่มนี้ จะแสดงฤทธิ์ยับยั้งวงจรชีวิตของไวรัสเอดส์ดังนี้ &lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ยากลุ่มที่ 1 ขัดขวางไม่ให้สารพันธุ์กรรม (RNA) ของไวรัส เข้าไปรวมตัวกับสารพันธุ์กรรม (DNA) ในเซลล์ของคนได้ ยากลุ่มนี้มีชื่อย่อว่า NRTIs (Nucleoside reverse transcriptase inhibitors)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ยากลุ่มที่ 2 ทำให้ไวรัส ไม่สามารถแบ่งตัวได้ ยากลุ่มนี้มีชื่อย่อว่า NNRTIs (Non-Nucleoside reverse transcriptase inhibitors )&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ยากลุ่มที่ 3 ทำให้ไวรัส พิการ ยากลุ่มนี้มีชื่อย่อว่า Pi (Protease Inhibitors)&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันยาที่ใช้ต้านไวรัส 3 กลุ่ม มีชื่อทางการค้าดังนี้&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ยากลุ่มที่ 1&lt;/b&gt; มีชื่อย่อว่า NRTIs (Nucleoside reverse transcriptase inhibitors) โดยแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ&lt;br /&gt;ยาเดี่ยว (ใน 1 เม็ดมีตัวยาชนิดเดียว) และยาผสมรวมกัน (ใน 1 เม็ดมีตัวยา 2 ตัว )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยาเดี่ยวใน 1 เม็ดมีตัวยาชนิดเดียว&lt;br /&gt;1. AZT (Zidovudine) ชื่ออื่น ริโทรเวียร์ (Retrovir)&lt;br /&gt;2. ddI (Didanosine) ชื่ออื่น ไวเด็กซ์ (Videx-EC ) ไดร์เวียร์ ( Drivir )&lt;br /&gt;3. 3TC (Iamivudine) ชื่ออื่น อีพิเวียร์ (Epivir) รามีเวียร์ ( Lamevir )&lt;br /&gt;4. ddC (Zalcitabine) ชื่ออื่น ไฮวิด (Hivid)&lt;br /&gt;5. d4T (Stavudine) ชื่ออื่น ซีริท (Zerit) สตาเวียร์ (Stavir)&lt;br /&gt;6. อาบาคาเวียร์ (Abacavir) ชื่ออื่น ไซย์เจน (Ziagen)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยาผสมรวมกัน ใน 1 เม็ด มีตัวยา 2 ตัวขึ้นไป&lt;br /&gt;1. AZT บวก 3TC มีชื่อว่า คอมบิเวียร์ (Combivir) ซีราเวียร์ ( Zeravir )&lt;br /&gt;2. AZT บวก 3TC บวก อาบาคาเวียร์ ( Abacavir ) มีชื่อว่า ไตรซีเวีย (Trizivir) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ยากลุ่มที่ 2&lt;/b&gt; มีชื่อย่อว่า NNRTIs (Non-Nucleosides reverse transcriptase inhibitors) ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.ไวรามูน (Viramune) ชื่ออื่น เนไวราปิน (Nevirapine) นีราเวียร์ ( Nelavir ) ชื่อย่อ NVP&lt;br /&gt;2. สโตคริน (Stocrin) ชื่ออื่น อิฟาเวอเร็นซ์ (Efavirenz) &lt;br /&gt;3. เรสคริปเตอร์ (Rescriptor) ชื่ออื่น ดีลาเวอร์ดีน (Delavirdine) &lt;br /&gt;4. ไฮดรี (Hydre) ชื่ออื่น ไฮดรอคซียูเรีย (Hydroxyurea) &lt;br /&gt;5. ดรอคเซีย (Droxia) ชื่ออื่น ไฮดรอคซียูเรีย (Hydroxyurea) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ ยาข้อ 3, 4, 5 ในประเทศไทยยังไม่มีจำหน่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยาผสมรวมกัน ใน 1 เม็ด มีตัวยา 3 ตัว เป็นยา กลุ่ม 1 + กลุ่ม 2 คือ&lt;br /&gt;1.ยาจีพีโอเวียร์ (GPO vir-S30 และ GPO vir-S40 ) คือยา d4T + 3TC + NVP&lt;br /&gt;2. ยาจีพีโอเวียร์ Z (GPOz 250) คือยา AZT + 3TC + NVP&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; เป็นยาขององค์การเภสัชเป็นผู้ผลิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ยากลุ่มที่ 3&lt;/b&gt; มีชื่อย่อว่า Pi (Protease Inhibitors) โดยแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ ยาเดี่ยว (ใน 1 เม็ดมีตัวยาชนิดเดียว ) และยาผสมรวมกัน ( ใน 1 เม็ดมีตัวยา 2-3 ตัว )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยาเดี่ยวใน 1 เม็ดมีตัวยาชนิดเดียว&lt;br /&gt;1.ริโทนาเวียร์ (Ritonavir) ชื่ออื่น นอร์เวียร์ (Norvir) &lt;br /&gt;2.ซาควินาเวียร์ (Saquinavir) ชื่ออื่น ฟอร์ทูเวส (Fortovase) &lt;br /&gt;3.ครีซีแวน (Crixivan) ชื่ออื่น อินดินาเวียร์ (Indinavir)&lt;br /&gt;4.ไวราเซ็ปท์ (Viracept) ชื่ออื่น เนลพินาเวียร์ (Nelfianvir) &lt;br /&gt;5.แอมปรินาเวียร์ (Amprenavir) ชื่ออื่น เอเจนนิเวส (Agenevase) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยาผสมรวมกัน ใน 1 เม็ด มีตัวยา 2 ตัว &lt;br /&gt;1.กาเล็ทตร้า (Kaletra) คือโลปินาเวียร์ (Lopinavir) บวก ริโทนาเวียร์ (Ritonavir)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ประโยชน์จากการใช้ยา รักษาผู้ติดเชื้อโดยใช้ยาต้านไวรัสหลายตัวร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ&lt;/b&gt; ( highly active antiretroviral therapy ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปัจจุบันจะให้ประโยชน์ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.สามารถลดปริมาณไวรัสให้อยู่ในระดับที่น้อย จนตรวจวัดไม่ได้ ( undetectable level ) &lt;br /&gt;2. ทำให้ระดับภูมิคุ้มกัน CD4 เพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณไวรัสลดน้อยลง &lt;br /&gt;3. ทำให้การติดโรคแทรกซ้อน และอัตราการตายลดลงอย่างชัดเจน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ป่วยจะมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น กลับขึ้นมาเป็นผู้ติดเชื้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;โทษและผลข้างเคียงของยา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยานั้นมีคุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์ แม้ยาต้านไวรัสจะช่วยให้ผู้ที่ติดเชื้อ HIV สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ โดยไม่ปรากฏอาการของเอดส์ แต่ปัญหาของยาต้านไวรัสเท่าที่พบผู้ติดเชื้อบางส่วน มีผลในเรื่องของสารเคมีตกค้างและผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการใช้ยาเป็นเวลานาน ด้วยเหตุผลนี้การที่ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัสจึงต้องได้รับยาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สำหรับรายละเอียดโทษและผลค้างเคียงของยาแต่ละชนิดมีดังต่อไปนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ความเป็นพิษของยากลุ่มที่ 1 NRTls&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. AZT คลื่นไส้, ปวดศรีษะ,โลหิตจาง, กล้ามเนื้ออ่อนแรงลีบเล็กลง &lt;br /&gt;2. ddI ตับอ่อนอักเสบ,อุจจาระร่วง, คลื่นไส้, ปลายประสาทอักเสบ &lt;br /&gt;3. ddC ปลายประสาทอักเสบ, คลื่นไส้ &lt;br /&gt;4. d4T ปลายประสาทอักเสบ, คลื่นไส้ &lt;br /&gt;5. 3TC ตับอ่อนอักเสบ &lt;br /&gt;6. อาบาคาเวียร์ (Abacavir) มีไข้,ผื่น, มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ,ทางเดินอาหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อควรระวังสำหรับการใช้ยา อาบาคาเวียร์ (Abacavir) หากมีการเริ่มใช้ยาตัวนี้แล้วมีอาการแพ้จากผลข้างเคียงของยาคือ มีไข้ ผื่น มีอาการทางระบบการหายใจ และอาการของระบบทางเดินอาหาร ภายใน 42 วันแรกหลังเริ่มใช้ยานี้ และเมื่อหยุดการให้ยาตัวนี้แล้ว แม้คนไข้มักจะมีอาการดีขึ้น ก็ห้ามกลับมาใช้ยาตัวนี้ใหม่อีกครั้ง เพราะพบว่ามีการเสียชีวิตอย่างฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้นแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ยาอื่นแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ความเป็นพิษของยากลุ่มที่ 2 NNRTls&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.ไวรามูน (Viramune) เกิดผดผื่นเม็ด,ตับอักเสบ &lt;br /&gt;2. สโตคริน (Stocrin) มีอาการทางระบบประสาทส่วนกลาง เช่น มึนงง, ฝันประหลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ความเป็นพิษของยากลุ่มที่ 3&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ซาควินาเวียร์ (Saquinavir) ชื่ออื่น ฟอร์ทูเวส (Fortovase) ปวดศรีษะ,อุจจาระร่วง &lt;br /&gt;2. ริโทนาเวียร์ (Ritonavir) ปลายประสาทอักเสบ,คลื่นไส้,อาเจียน,ตับอักเสบ&lt;br /&gt;3. ครีซีแวน (Crixivan) เม็ดเลือดแดงที่ตายแล้วในกระแสเลือดสูงขึ้น จนเป็นอันตรายต่อเซลล์สมอง,ปวดหัว,อ่อนเพลีย &lt;br /&gt;4. ไวราเซ็ปท์ (Viracept) ถ่ายเหลว,ท้องเสีย,อ่อนเพลียเหนื่อยง่าย &lt;br /&gt;5. กาเล็ทตร้า (Kaletra) ท้องเสีย,ทำให้ไขมันอุตตันในกระแสเลือด,ปลายประสาทอักเสบ,คลื่นไส้,อาเจียน ,ตับอักเสบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ข้อแนะนำการรักษา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรักษาผู้ติดเชื้อ โดยการใช้ยาเพื่อควบคุมปริมาณของไวรัสเอดส์ ไม่ให้สูงเกินไปแต่เพียงด้านเดียว ดูจะไม่สมบูรณ์นัก ความจริงแล้วควรใช้ยาบำรุงรักษาระบบภูมิคุ้มกันควบคู่กันไปด้วยน่าจะครบถ้วนกว่า แนวทางการรักษาแนะนำว่า ควรรักษาทั้ง 2 ด้าน ควบคู่กันไป เพราะเท่าที่ติดตามเฝ้าดูอาการของคนไข้ ที่ผ่านมา พบว่าคนไข้ที่ใช้ยาต้านไวรัสแต่เพียงด้านเดียว คนกลุ่มนี้มักมีสุขภาพที่มีปัญหาบ่อย บางรายมีอาการแพ้ยาเป็นระยะ ๆ ตับมีปัญหา และหากมีการใช้ยาในระยะยาว อาจจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเสื่อม เช่น หลังจากใช้ยาไปเป็นเวลานาน แมัผลการรักษาจะพบว่าปริมาณไวรัสของคนไข้ลดลงต่ำกว่า 50 copy/มล ซึ่งถือว่าปลอดภัย แต่ตรงกันข้ามระดับภูมิคุ้มกันของคนไข้ CD4 แทนที่จะสูงเพิ่มขึ้นกลับต่ำลงมากเช่นกัน ซึ่งภาวะนี้ไม่ถือว่าเชื้อดื้อยาเนื้องจากไวรัสอยู่ในเกนณ์ที่ต่ำ แต่เกิดจากปริมาณของภูมิคุ้มกัน CD4 ไม่ถูกสร้างขึ้นมา&amp;nbsp; ทำให้ภูมิต่ำติดโรคง่าย โดยเฉพาะในรายที่สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง มักเกิดภาวะโรคแทรก ตรงจุดนี้คือปัญหาของการใช้ยาต้านไวรัสแต่เพียงด้านเดียว ตรงกันข้ามสำหรับในกลุ่มคนที่ใช้ยาต้านไวรัส ร่วมกันกับการใช้ยาบำรุงรักษาระบบภูมิคุ้มกันควบคู่กันไปเช่นการใช้ยาสมุนไพรแบบสกัดดีๆ ที่มีข้อมูลทางวิทยาศสตร์ว่ามีฤทธิ์ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และเสริมด้วยวิตามิน c วิตามินบี 6 หรือจะใช้อาหารเสริมเพิ่มควบคู่กันไปก็ดี&amp;nbsp; พบว่าสิงเหล่านี้สามารถช่วยให้คนไข้กลุ่มนี้ให้มีสุขภาพที่ดีมากกว่า กลุ่มคนไข้ที่ใช้แต่ยาต้านไวรัสเพียงอย่างเดียว กล่าวคือในคนที่ใช้ยาต้านไวรัสร่วมกันกับยาบำรุงรักษาระบบภูมิคุ้มกัน ผลการรักษาไม่ว่าจะเป็นในระยะสั้นหรือระยะยาว การเกิดภาวะระบบภูมิคุ้มกันเสื่อม ตับมีปัญหา ตุ่มคันตามตัว พบว่ามีน้อยกว่า โดยเฉพาะโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ก็จะน้อยกว่าเช่นกัน เมื่อได้มีการเปรียบเทียบแล้ว พบสุขภาพร่างกายของคนกลุ่มนี้จะดีและแข็งแรงกว่า กลุ่มคนไข้ที่ได้รับแต่ยาต้านไวรัสแต่เพียงอย่างเดียว เชื่อว่าการรักษาโดยการใช้ยาต้านไวรัสร่วมกันกับการใช้ยารักษาระบบภูมิคุ้มกันควบคู่กันไปน่าจะดีกว่าการใช้ยาต้านไวรัสแต่เพียงอย่างเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;การใช้ยาต้านไวรัส&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนอื่นต้องเรียนให้ทราบถึงปัญหาของการใช้ยาต้านไวรัสกันอีกครั้งว่า เมื่อใช้ยาต้านไวรัสไปแล้วมักจะพบปัญหาจากผลข้างเคียงของยา ปัญหาการดื้อยา ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงปัญหาคุณภาพชีวิตที่ต้องกินยาให้ถูกต้องสม่ำเสมอเป็นระยะเวลายาวนานตลอดชีวิต ดังนั้นการให้ยาต้านไวรัสในคนที่ยังมีระดับภูมิคุ้มกัน CD4 สูงอยู่ จะถูกชะลอการให้ยาออกไปก่อน แต่ก็ต้องมีการติดตามผลทางสุขภาพ และผลของระดับภูมิคุ้มกัน CD4 ของผู้ติดเชื้อทุกระยะ 3 เดือน เพื่อหาจังหวะที่ถูกต้องและเหมาะสมในการเริ่มใช้ยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับข้อพิจารณาการให้ยาต้านไวรัสจะพิจราณาโดยหลัก 3 ประการดีงนี้&lt;br /&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ประวัติสุขภาพในอดีตและปัจจุบัน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ผลการตรวจเลือดวัดระดับภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า CD4 &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ผลการตรวจเลือดวัดระดับปริมาณไวรัสในร่างกายที่เรียกว่า viral load&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;br /&gt;จากหลักในการพิจารณาดังกล่าวได้แบ่งผู้ติดเชื้อออกเป็น 2 กลุ่มคือ&lt;br /&gt;กลุ่มที่ 1. ผู้ติดเชื้อที่ยังไม่มีอาการของโรคแทรกซ้อน&lt;br /&gt;กลุ่มที่ 2. ผู้ติดเชื้อที่มีอาการของโรคแทรกซ้อนแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;กลุ่มที่ 1 ผู้ติดเชื้อเอดส์ที่ยังไม่มีอาการ&lt;/b&gt; แบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ&lt;br /&gt;1.1 ผู้ติดเชื้อที่มี CD4 น้อยกว่า 200 เซล/ลบ มม. ควรเริ่มใช้ยาต้านไวรัส &lt;br /&gt;1.2 ผู้ติดเชื้อที่มี CD4 มากกว่า 350 เซล/ลบ มม. อาจจะชะลอ การใช้ยาในผู้ป่วยที่มี CD4 ระดับนี้ออกไปก่อนและติดตามตรวจนับ CD4 ทุก 3 เดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;กลุ่มที่ 2 ผู้ติดเชื้อที่มีอาการของโรคแทรกซ้อนแล้ว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;กรณีที่ป่วยเป็นวัณโรค,เชื้อราในเยื่อหุ้มสมอง,ปอดอักเสบ,อุจจาระร่วงเรื้อรัง ควรเริ่มใช้ยาต้านไวรัส แต่การเริ่มใช้ยาต้านควรเริ่มในจังหวะที่เหมาะสม โดยต้องพิจารณาด้วยว่ามียาต้านไวรัสตัวใดบ้าง ที่ออกฤทธิ์ต่อต้านกับยารักษาโรคติดเชื้อแทรกซ้อนที่กำลังใช้อยู่ เช่น ถ้าป่วยเป็นวัณโรคและใช้ยา rifampicin รักษาอยู่ จะห้ามใช้ยาต้านไวรัส กลุ่มที่ 3 PIs หรือผู้ป่วยที่มีอาการอจุจาระร่วงเรื้อรังรุนแรงอยู่ อาจมีปัญหาการดูดซึมของยาเข้าสู่ร่างกาย จึงยังไม่ควรเริ่มใช้ยาต้านไวรัส รวมถึงควรดูปัญหาผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสที่จะใช้ และสุขภาพของผู้ป่วยมีความพร้อมที่ทนต่อผลข้างเคียงของยา รวมถึงการให้ความร่วมมือในการกินยาอย่างถูกต้องสม่ำเสมอเมื่อเริ่มใช้ยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สูตรการให้ยาแบบจับคู่ยา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;การให้ยาต้านไวรัสในผู้ติดเชื้อ โดยการจับคู่ยาอาจแบ่งออกเป็น 2 สูตรคือ &lt;br /&gt;สูตรยา ARV ( antiretroviral drug ) เป็นการให้ยา 2 -3 ตัวร่วมกัน แต่จะใช้เฉพาะยากลุ่มที่ 1 NRTIs&lt;br /&gt;สูตรยา HAART เป็นการนำยากลุ่มที่ 2 NNRTIs หรือนำยา กลุ่มที่ 3 PIs เข้ามาร่วมจับคู่กับสูตรยา กลุ่มที่ 1 NRTIs &lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;คู่ที่ 1 AZT + ddI &lt;/li&gt;&lt;li&gt;คู่ที่ 2 AZT + 3TC&lt;/li&gt;&lt;li&gt;คู่ที่ 3 AZT + ddC&lt;/li&gt;&lt;li&gt;คู่ที่ 4 d4T + ddI&lt;/li&gt;&lt;li&gt;คู่ที่ 5 d4T + 3TC &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ยาที่ห้ามใช้ร่วมกัน &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;คู่ที่ 1 AZT + d4T&lt;/li&gt;&lt;li&gt;คู่ที่ 2 ddI + ddC&lt;/li&gt;&lt;li&gt;คู่ที่ 3 d4T + ddC&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;2.การให้ยาแบบสูตร HAART&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;เป็นการนำยากลุ่มที่ 2 NNRTIs เข้ามาร่วมกับสูตรยา กลุ่มที่ 1 NRTIs หรือนำยากลุ่มที่ 3 PIs เข้ามาร่วมกับสูตรยา กลุ่มที่ 1 NRTIs เช่นกัน &lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;AZT + ddI + สโตคริน (Stocrin)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;AZT + 3TC + ครีซีแวน (Crixivan) + ริโทนาเวียร์ (Ritonavir)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;d4T + 3TC + ไวราเซ็ปท์ (Viracept)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;d4T + ddI + ซาควินาเวียร์ (Saquinavir) + ริโทนาเวียร์ (Ritonavir)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;3TC + ddI + กาเล็ทตร้า (Kaletra)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;AZT + ddC + ไวรามูน (Viramune)&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;br /&gt;หรืออาจจะได้สูตร อื่น ต่างจากนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;AZT + 3TC + อาบาคาเวียร์ (Abacavir) เป็นยาสูตรพิเศษชื่อ Tizivir เป็นการจับคู่ 3 ตัว เฉพาะยากลุ่มที่ 1 NRTIs แต่ข้อควรระวังสำหรับการใช้ยา อาบาคาเวียร์ (Abacavir) หากมีการเริ่มใช้ยาตัวนี้แล้วมีอาการแพ้จากผลข้างเคียงของยาคือ การเกิด hypersensitivity ได้ อาการนี้คือกลุ่มอาการ flu-like จะมีไข้ ผื่น มีอาการทางระบบการหายใจส่วนบน และอาการของระบบทางเดินอาหาร มักเกิดภายใน 42 วันแรก หลังเริ่มใช้ยานี้ และในคนที่มีอาการดังกล่าวเมื่อหยุดการให้ยาตัวนี้แล้ว คนไข้มักจะมีอาการดีขึ้น และที่สำคัญปัญหาที่พบ ถ้ามีการกลับมาใช้ยาตัวนี้ใหม่อีกครั้ง พบว่ามีการเสียชีวิตอย่างฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้นห้ามกลับมาใช้ยาตัวนี้อีกครั้ง แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ยาอื่นแทน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ยากลุ่มที่ 3 ซาควินาเวียร์ (Saquinavir) ควรใช้ร่วมกับยาริโทนาเวียร์ (Ritonavir) จะได้ผลดีกว่าการใช้แต่ยาซาควินาเวียร์ (Saquinavir) เพียงตัวเดียวกรณีผลการรักษาล้มเหลวให้พิจารณาเปลี่ยนยาใหม่โดยดูจากจากสิ่งต่อไปนี้ ถ้าจำนวน ไวรัสในเลือดเพิ่มขึ้นเกิน 10,000 copy/มล. &lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ข้อควรระวังในการใช้ยา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การใช้ยาไม่ถูกต้อง เช่น การใช้ยาที่ไม่สามารถลดปริมาณไวรัสได้ดีพอ เป็นสาเหตุทำให้ไวรัสดื้อยา (drug resistant variant) และไวรัสที่ดื้อยาเหล่านี้จะเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสในเวลาต่อมาล้มเหลว และจะล้มเหลวมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการรักษาครั้งต่อๆ มา ด้วยเหตุผลนี้แพทย์ผู้ดูแลรักษาทุกคนควรเข้าใจ และตระหนักถึงปัญหานี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด เพราะปัญหานี้มีความสำคัญมากกว่าการรักษา เนื่องจากเมื่อไวรัสดื้อยาขึ้นมาแล้ว การรักษาต่อมาจะประสบความสำเร็จได้ยากมาก และที่น่าเป็นห่วงก็คือ การเกิด T-cell tropie syneytium-indueing variant HIV ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดื้อยาที่มีความรุนแรง และจะทำให้ระดับภูมิคุ้มกัน CD4 ลดลงอย่างรวดเร็ว การดำเนินของโรคเร็วขึ้น และเสียชีวิตเร็วกว่าสายพันธุ์อื่น insufficient antiviral poteney &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ความจริงของยารักษาโรคเอดส์ &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับการรักษาผู้ติดเชื้อ โดยการใช้ยาต้านไวรัสแต่เพียงอย่างเดียว เพราะยาต้านไวรัสมี ทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในตัวของมัน&lt;br /&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ข้อดี โดยการใช้สูตรยา HAART เป็นการใช้ยา 3 ตัวขึ้นไป คนไข้ที่ได้รับยาสูตรนี้ภายในระยะเวลา 4-6 เดือนเชื้อไวรัสจะลดลงจนไม่สามารถตรวจพบได้ ส่งผลให้ภูมิคุ้มกัน CD4 เกิดการเพิ่มขึ้น&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ข้อเสีย คือ อาจจะก็ให้เกิดภาวะผิดปกติ ร่วมทั้งกลุ่มอาการ ( Syndrom ) ที่สืบเนื่องจากการใช้ยาต้านไวรัส เช่น ตับอักเสบ ,ไขมันในเส้นเลือดสูง , เป็นเบาหวาน,โรคไต ปลายประสาทอักเสบ, มีอาการปวดเมื่อยตามข้อตามตัว, มีผื่นขึ้นตามตัว เกิดภาวะไขมันเคลื่อนย้าย , แก้มตอบ , แขนขาลีบ , พุงโต &lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเหตุผลนี้แนวคิดในการรักษา โดยการใช้ยาต้านไวรัสแต่เพียงอย่างเดียวได้เปลี่ยนไป &lt;b&gt;แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะใช้วิธีรักษาที่สมบูรณ์แบบ 2 ทางที่เรียกว่า Complementary treatment หมายถึงการรักษา ระหว่างแพทย์แผนปัจจุบัน ควบคู่ไปกับแพทย์ทางเลือก Alternative medicine&lt;/b&gt; โดยมีหลักการดังต่อไปนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;จะใช้ยาต้านไวรัสเพื่อลดจำนวนเชื้อไวรัส จนไม่สามารถ ตรวจพบได้ ( ปริมาณไวรัสต่ำกว่า 50 หรือ 20 ตัว ต่อ ลบ.มม.) &lt;/li&gt;&lt;li&gt;จะใช้วิธีป้องกันข้อเสียของ
